ข่าว

'เจรจา'คือทางออกประเทศไทย

'เจรจา'คือทางออกประเทศไทย

11 ม.ค. 2557

'เจรจา'คือทางออกประเทศไทย : รายงาน

              ในห้วงเวลาที่เรียกได้ว่า เข้าสู่สถานการณ์สุกงอมและเปราะบางที่สุดของการเมืองไทย เวลาการ "ปิดกรุงเทพฯ" ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข. หรือ กปปส เข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ทั้งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในการรับสมัคร ส.ส.หลายเขต ที่ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ อีกทั้งกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของกองทัพ ที่ผ่านท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผนวกกับการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ยิ่งทำให้สังคมมีความกังวลว่า สถานการณ์ของประเทศไทยจะหวนกลับไปสู่วิกฤติการเมือง เหมือนครั้งปี 2549 หรือไม่ ?

              ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่า ปลายทางสุดท้ายจะจบลงแบบใด

              สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วมแล้ว "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำพรรคชาติพัฒนา และอดีตบ้านเลขที่ 111 ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะมีความคิดเห็นบางประการที่อาจจะเป็นประโยชน์ หรือทางออกของประเทศไทย

              อะไรคือเห็นผลที่ไม่ลงเลือกตั้ง และแนวคิดสู่ทางออกประเทศคืออะไร "สุวัจน์" ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นไว้น่าสนใจ

              "สุวัจน์" มองสถานการณ์การเมืองที่หลายฝ่ายยังไม่เห็นทางออกว่า ในเมื่อความขัดแย้งยังอยู่ ก็จะมีเรื่องราว การแสดงออกต่างๆ อย่างนี้ ตราบใดที่เรายังหาทางออกเรื่องความขัดแย้งไม่ได้ เราก็ต้องพยายามมีกรอบ ไม่ให้กระทบอะไร หรือทุกฝ่ายมากนัก ถ้าเราคุยเรื่องความขัดแย้งจบ แล้วเจรจากันได้เลย อันนั้นดีที่สุด แต่ขณะที่ผลของการเจรจายังไม่ได้ข้อสรุป กรอบของการแสดงความคิดเห็นในเรื่องความขัดแย้ง

              อย่าง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีที่ผู้คนมาชุมนุมกันมาก แสดงออกขนาดนี้ แต่เราก็ผ่านพ้นมาได้ ไม่เคยมีเหตุการณ์เลือดตกยางออกอย่างที่เคยเกิดที่ราชประสงค์ แสดงว่าท่ามกลางความขัดแย้ง ก็ยังมีกรอบอยู่

              ส่วนปัญหาข้อเรียกร้องตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่ได้เห็นอะไรต่างกันมากนัก เลือกตั้ง ก็เห็นตรงกัน ปฏิรูปก็เห็นตรงกัน เพียงแต่ "ไก่" กับ "ไข่" อันไหนเกิดก่อนกันเท่านั้น

              เพียงแต่ขณะนี้ เมื่อ กกต.มีการประกาศวันเลือกตั้งไปแล้ว กกต.ในฐานะเป็นกรรมการกลาง ฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักกีฬาที่ต้องลงสนาม

              ขณะนี้ เมื่อมีการประกาศวันเลือกตั้งแล้ว ปีนี้บรรยากาศการเลือกตั้งซบเซาที่สุด นี่มาถึงครึ่งทางแล้ว ยังไม่เห็นป้าย ไม่เห็นการปราศรัยเลย มันก็เลยอึมครึมๆ แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งก็เป็นหนทางหนึ่งที่ยังจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ของประเทศ

              "ต้องยอมรับว่า หน้าที่ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งหนักมาก 1.พอเพิ่งมารับตำแหน่งปั๊บ เลือกตั้งเลย 2.เป็นการเลือกตั้งที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองด้วย กกต.ก็มารับตำแหน่งใหม่ด้วย ผมก็มองว่าเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับเขา"

              อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ แต่จะเรียบร้อยหรือไม่ หรืออาจมีอุปสรรคกลางทาง หรือวันเลือกตั้งอาจมีปัญหา ต้องแก้ไขสถานการณ์ ต้องมีการเลือกตั้งเพิ่ม เพราะตอนนี้ ส.ส.ระบบเขตยังสมัครได้ไม่ครบ ฉะนั้นตรงนี้ก็อยู่บนสมมุติฐานว่า "มีก่อน"

              "ในส่วนของผม อยู่การเมืองมา 25 ปีแล้ว ถูกเว้นวรรค 111 พ้นมาปีสองปี หลังจากที่ผมพ้นมาก็มีการเชิญชวนให้มารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี เป็นอะไรอีกหลายๆ อย่าง แต่ผมเห็นว่า บ้านเมืองตั้งแต่ปี 49 มา ความขัดแย้งก็ยังเป็นไฟสุมขอน ยังเป็นแบบหงุดหงิดกับสภาพความขัดแย้งในสังคมเรา ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ท้าทาย แล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ การขาดความเชื่อมั่นอะไรต่างๆ ฉะนั้น ถ้าจะได้ช่วยกัน ลดความขัดแย้ง นำสังคมไทยกลับไปสู่ภาวะปกติได้"

              แต่ท่ามกลางความขัดแย้ง ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ การเมือง คิดว่าถ้าผู้คนในวงการเมือง ถ้าได้มีโอกาสมาจับเข่าคุยกันแบบวัฒนธรรมของคนไทย คือ การเมืองวันนี้มันต่างกับสมัยก่อน เราพูดคุยกันได้ ยุคหม่อมคึกฤทธิ์ ยุคน้าชาติ เป็นการเมืองแบบพูดคุยกันได้หมด บางทีด่ากันในสภา พอลงมาก็จับมือกัน นั่งคุยกัน คือเป็นบรรยากาศที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่อยู่กันสองมุมเกินไปนัก เป็นบรรยากาศของเพื่อนฝูง การเมืองก็ไม่แรง แต่การเมืองวันนี้เป็นการเมืองแบบสองขั้ว ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานใกล้เคียงกัน

              "สุวัจน์" อธิบายการตัดสินใจไม่ลงเลือกตั้งว่า ในที่สุดก็คิดว่า ถ้าเราไม่ลงเลือกตั้ง แล้วเราอยู่ข้างนอก มีโอกาสช่วยกันประสาน พูดคุย ทำความเข้าใจกัน โดยเฉพาะการเมืองวันนี้มีสองเรื่องแล้ว คือ การเมืองไปเลือกตั้ง และการเมืองเพื่อไปปฏิรูป ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้นครั้งนี้ มีวิกฤติเกิดขึ้นก็จริง แต่ท่ามกลางวิกฤติของความขัดแย้ง มีอะไรลอยขึ้นมานะ เราไม่เคยเห็นว่า วันนี้ต้องปฏิรูป วันนี้ทุกโต๊ะ ทุกมุม ทุกคนพูดเรื่องปฏิรูป

              "มันเหมือนกับโอกาสมาเคาะประตูเพียงครั้งเดียว วันนี้โอกาสมาเคาะก็ต้องรีบเปิด"

              สภาพความขัดแย้งวันนี้จะสามารถจับเข่าคุยกัน แล้วจบบนโต๊ะได้หรือไม่นั้น "สุวัจน์" ยอมรับว่า ไม่ง่าย แต่ก็ยังมองว่าทุกคนรู้จักกันหมด แล้วความขัดแย้งก็เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของการแพ้การชนะทางการเมือง เป็นเรื่องความเห็นไม่ตรงกันทางการเมือง ไม่ได้นอกกรอบไปจากนี้ แล้วทุกคนก็รู้จักกัน แต่ก็ยอมรับว่า "หนัก" อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่มีขาดทุน แม้จะไม่จบในวันเดียว แต่มันจะเริ่มลดอุณภูมิความขัดแย้ง

              "มันไม่จบแค่วันเดียวแน่ แต่ระดับหัว ผู้นำ ได้มีแนวทาง แนวคิดกันบ้าง ก็ลงไปถ่ายทอด ทุกคนมีองคาพยพของตัวเองทุกคน ไม่ง่าย อย่าไปคิดว่า คุยกันเดือนสองเดือนจบ เราสะสมมานานแค่ไหน แต่การเจรจาไม่มีขาดทุน แล้วทำควบคู่กับเรื่องอื่น การเจรจาก็เจรจาไป การเลือกตั้งก็ช่วยกันประคับประคอง เพราะการเลือกตั้งเป็นสากล เป็นระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นเรามีการเลือกตั้ง ก็เหมือนประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยอยู่ และการปฏิรูปก็ให้ชัดเจน มาพูดคุยวางกรอบแนวทางปฏิญญาร่วมกัน เลือกตั้งแล้วอยู่กันนานแค่ไหน"

              ในตอนท้าย "สุวัจน์" ประเมินท่าทีกองทัพว่า สถานการณ์วันนี้ ถ้าทุกคนอยู่ในกรอบ ไม่ใช้ความรุนแรง ยังยึดแนวทางสันติวิธี ไม่มีการปะทะ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น น่าจะไม่ไปไหน ก็คงอยู่เหมือน 2-3 เดือนที่ผ่านมา

.......................

(หมายเหตุ : 'เจรจา'คือทางออกประเทศไทย :  รายงาน)