ข่าว

เสี่ยง

เสี่ยง

12 ม.ค. 2557

เสี่ยง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

                    เปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ค้นหาความหมายของคำว่า "เสี่ยง" พบว่า มีถึง 4 ความหมาย หนึ่ง คือ "เสี่ยง" หมายถึงส่วนย่อยที่แตกออกจากส่วนใหญ่ เช่น เขาทำแจกันตกแตกเป็นหลายเสี่ยง สอง คือ "เสี่ยง" หมายถึงลองเผชิญดู ลองทำดูในสิ่งที่อาจให้ผลได้ 2 ทาง คือ ดีหรือไม่ดี แต่หวังว่าจะได้ผลดี เช่น งานนี้ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ ต้องเสี่ยงทำดู สาม คือ "เสี่ยง" หมายถึงมีโอกาสได้รับทุกข์หรืออันตราย เป็นต้น เช่น พูดอย่างนี้เสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง และสี่ คือ "เสี่ยง" หมายถึงตั้งจิตอธิษฐานใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องเสี่ยงเพื่อทราบความเป็นไปในอนาคตของตนหรือผู้อื่น เช่น เสี่ยงบุญ เสี่ยงบารมี เสี่ยงโชค เสี่ยงวาสนา
 
                    แม้จะมีความหมายมากมาย แต่หากพูดถึง "ปัจจัยเสี่ยง" ก็คงไม่พ้นความหมายที่ 3 ที่ "เสี่ยง" หมายถึงมีโอกาสได้รับทุกข์หรืออันตราย
 
                    ณ จุดนี้ เรามีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นปัจจัยร่วม เป็นปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
 
                    จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธันวาคม 2556 ซึ่งจัดทำและเปิดเผยโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลดลงอยู่ที่ 73.4 จาก 75.0 ในเดือนพฤศจิกายน ที่สำคัญคือ เป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 9 ต่อเนื่องกัน และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 24 เดือน
 
                    ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง และชะลอตัวลงเป็นลำดับ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคกังวล ก็คือ สถานการณ์ทางการเมือง
 
                    ขณะที่ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งสำรวจในเดือนธันวาคม 2556 อยู่ที่ 47.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 55.0 ถือว่า เป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 40 เดือน ส่วนดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต ลดลงมาอยู่ที่ 46.6 ในเดือนธันวาคม 2556 จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 53.1 และเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 76 เดือน
 
                    ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังประเมินถึงผลกระทบจากการปิดกรุงเทพฯ ว่า น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าราว 2-4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 0.1-0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ โดยเป็นผลกระทบในส่วนการบริโภค 1-2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน
 
                    แน่นอนว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอน ย่อมส่งผลกระทบกับเงินในกระเป๋า (หรือในพอร์ตการลงทุน รวมถึงในแบงก์) ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ขณะที่บรรดาผู้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนต่างก็ส่ายหน้า บอกว่า ประเมินไม่ถูกจริงๆ ว่า "การเมือง" บ้านเราจะออกไปทิศทางไหน ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ในระดับหนึ่ง คำแนะนำที่ดีที่สุด ก็คือ ชะลอการลงทุน โดยเฉพาะในหุ้น และเก็บเงินสดไว้กับตัวเองให้มากที่สุดก่อน
 
                    ถามคุณภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ว่า เงินสดที่ "รอเวลา" หรืออาจจะเรียกว่า "รอความแน่นอน" แล้วค่อยกลับมาลงทุนอีกครั้งนั้น ควรจะนำไปพักไว้ที่ไหน คุณภรณีบอกว่า จริงๆ แล้ว ตลาดหุ้นต่างประเทศก็น่าสนใจ ถ้ามีสตางค์ มีความรู้ มีความเข้าใจ และมีความพร้อม ก็อาจจะลองมองตลาดหุ้นต่างประเทศ เลือกตลาด เลือกหุ้นที่เราคุ้นเคย เพราะในขณะที่ปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยเฉพาะตัวของเรา นอกบ้านกลับน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นในประเทศที่เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน
 
                    ส่วนวิธีการลงทุนในต่างประเทศ ก็ไม่มีอะไรยากเย็น เพราะมีบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมให้บริการส่งคำส่งซื้อขายอยู่แล้ว
 
                    คุณภรณีย้ำว่า ระหว่าง "ความเสี่ยง" กับ "ผลตอบแทน" ในเวลานี้ ต้องนึกถึง "ความเสี่ยง" ไว้ก่อน ส่วน "ผลตอบแทน" เอาไว้ทีหลัง
 
                    สำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้น หากจะรับมือกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ก็คงต้องยึดโมเดลมหาอุทกภัยปี 2554 ที่ต้องเตรียมข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงเตรียมเงินสดสภาพคล่องของตัวเอง กรณีที่ "เข้าไม่ถึง" การให้บริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ในบางพื้นที่ รวมถึงการกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่อาจจะไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร
 
                    มีคำแนะนำอย่างเป็นกลางๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับ "ความไม่แน่นอน" โดย ธปท. บอกว่า ประชาชนควรมีเงินออมเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ที่ครอบคลุมรายจ่ายประจำอย่างน้อย 6 เดือน (มีเสียงกระซิบว่า ถ้าเป็นความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองแบบนี้ ก็ควรสำรองไว้ให้ มากกว่า การเผื่อฉุกเฉินในเวลาปกติ)
 
                    นอกจากนี้ ก็ควรตรวจสอบสวัสดิการและประกันสุขภาพที่มีอยู่ว่าครอบคลุมแค่ไหน หากไม่เพียงพอควรทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม และถ้าหากเป็นไปได้ ก็ควรหาแหล่งรายได้เสริม เช่น ทำงานพิเศษ ทำงานล่วงเวลา หรือสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่มี เช่น การให้เช่าที่ดิน ดีกว่าปล่อยไว้เฉยๆ
 
                    ปิดท้ายกับข้อคิดดีๆ จากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ที่แนะนำให้รับมือความเสี่ยง ความไม่แน่นอน รวมถึงภาวะวิกฤติ ด้วยหลักคิด "แบ่งออม แบ่งจ่าย" โดยให้ยึดคาถา"ออม-หนึ่งในสี่ หนี้-หนึ่งในสาม ใช้จ่าย-ไม่เกินหนึ่งในสอง"
 
                    "แบ่งออม" ด้วยการออมอย่างน้อย 1 ใน 4 ของรายได้ต่อเดือน โดยเก็บสะสมไว้ทุกๆ เดือน ด้วยการแบ่งเงินออมเป็นส่วนๆ ดังนี้ เผื่อฉุกเฉิน  เช่น เจ็บป่วย ตกงาน ควรมีเงินออมครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำอย่างน้อย 6 เดือน เติมความฝัน เช่น ซื้อของที่อยากได้ ท่องเที่ยว และยามเกษียณ เพื่อไว้ใช้จ่ายเมื่อพ้นจากวัยทำงาน
 
                    "แบ่งจ่าย" ด้วยการก่อหนี้ ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน และใช้จ่าย ไม่ควรเกิน 1 ใน 2 ของรายได้ต่อเดือน โดยคิดทุกครั้งก่อนใช้ว่า "จำเป็น คุ้มค่า" หรือแค่อยากได้ ฝึกวินัย จดรายการ รับ-จ่ายและเมื่อเหลือจากการใช้จ่าย ก็นำไปเพิ่มเงินออมให้พอกพูน
 
                    "เงินทอง" แตกต่างจาก "ความรัก" ก็ตรงนี้ ตรงที่ "รู้ว่าเสี่ยง ก็ไม่จำเป็นต้องขอลอง" เพราะหากผิดหวังในเรื่อง "ความรัก" ด้วยเหตุอยากเล่นของสูง เรามีโอกาสเสียหายน้อยกว่า เมื่อเทียบกับความผิดพลาดเรื่องเงินทอง
 
 
........................
 
(เสี่ยง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล )