ข่าว

'แดงปทุมฯ-กปปส.'ปะทะเดือด!เจ็บ3ราย

'แดงปทุมฯ-กปปส.'ปะทะเดือด!เจ็บ3ราย

10 ม.ค. 2557

'แดงปทุมฯ-กปปส.'ปะทะเดือด! ปาบึ้ม-ยิงปืนใส่เจ็บ3ราย ช่วงหลวงพ่อพุทธอิสระนำมวลชนเชิญชวนร่วมชัตดาวน์กทม. ทปอ.แนะ2ฝ่ายจับเข่าคุยก่อน 13 ม.ค.นี้

               10ม.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. กลุ่ม กปปส.นำโดยหลวงพ่อพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย  จ.นครปฐม และนายอรรถพล อนุโณรส แกนนำ กปปส.ปทุมธานี ได้รวมตัวกันที่เกาะกลางถนนสี่แยกบางคูวัด ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี เพื่อเคลื่อนขบวนรถกว่า100 คัน ยาว 1 กม. มีรถติดเครื่องขยายเสียง เชิญชวนและปราศรัยเชิญชวนประชาชนให้ออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล โดยมีจุดหมายต่อไปที่ตลาดพูนทรัพย์ หน้าหมู่บ้านรัตนโกสินทร์สองร้อยปี หน้าโรงหนังเมเจอร์รังสิต แล้วย้อนกลับมาที่สี่แยกบางคูวัดเหมือนเดิมโดยจะใช้เวลาทั้งวันในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ตลอดเส้นทางมีคนออกมาร่วมกันบางตาเนื่องจากเป็นพื้นที่กลุ่มคนเสื้อแดง

               จนกระทั้งเวลา 14.30 น. กลุ่มกปปส. ได้เคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางต่างๆในตัว อ.เมือง   จ.ปทุมธานี   โดยเมื่อขบวนที่มาอนุสรณ์สถานรังสิต ปรากฏว่าได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ   หรือโก๊ะตี๋  มารวมตัวกันเพื่อขับไล่กลุ่ม กปปส. ก็ได้เกิดการปะทะกัน  ด้วยการใชเครื่องขยายเสียงด่าทอกันไป มา ทำให้ตำรวจ สภ.คูคต   ต้องกันกลุ่มคนเสื้อแดงออกไป เพื่อไม่ให้เผชิญหน้า  โดยทาง กปปส.ได้เลี่ยงเส้นทางไปทางอื่น แต่ทางมวลชนเสื้อแดงได้ขับรถติดตามไป จากนั้นได้มีเสียงปืนดังขึ้น และเสียงระเบิดจากปะทัดยักษ์  ทำให้รถตู้ของกลุ่มกปปส. โดนยิงทะลุกระจก  หลังจากสิ้นเสียปืนพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

              ตำรวจ  สภ.คูคต  กล่าวว่า  จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ที่มาของการปะทะกันครั้งนี้ ฝ่ายใดเป็นผู้เริ่มต้นก่อน  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากมวลชนของทั้งสองฝ่ายกระทบกระทั่งกัน

 

ผบ.ทบ.หารือมทภ.1รับมือ13ม.ค.


              เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองบัญชาการทหารบก(บก.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชากรรทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผช.ผบ.ทบ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผช.ผบ.ทบ.) พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.)และ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ประชุมเพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 13 มกราคมนี้ที่จะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยทาง พล.ท.ธีรชัย

              ได้ข้อสรุปถึงแผนการใช้กำลังทหาร 40 กองร้อยที่จะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำร้องของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ซึ่งรูปแบบการใช้กำลังทหารจะออกมารักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ สถานที่ราชการในเชิงสัญลักษณ์ และทหารทั้งหมดจะไม่มีการพกอาวุธ โดยการบรรจุกำลังครึ่งหนึ่งจะเป็นรูปแบบทหารเสนารักษ์ใส่ปลอกแขนกาชาด พร้อมพกชุดปฐมพยาบาล เปลสนาม เพื่อคอยช่วยเหลือประชาชนหากเกิดเหตุ และชุดปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) และปัจจัยที่สำคัญทั้งหมดต้องไม่ให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมในวันที่ 13 มกราคมนี้


ทปอ.แนะ2ฝ่ายจับเข่าคุยก่อนชุมนุมปิดกทม.13 ม.ค.นี้


              ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมวิสามัญ ทปอ. ซึ่งมีอธิการบดี และผู้แทนมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ.27 แห่งเข้าร่วม โดยใช้เวลาการหารือกว่า 3 ชั่วโมง
    
              ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ประกาศจะปิดกรุงเทพมหานคร ในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค.นี้ ทปอ.จึงมีความกังวลว่าจะนำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน หรือเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น
    
              ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติออกแถลงการณ์ ทปอ. ฉบับที่ 5 โดย ทปอ.ขอยืนยันข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และสวัสดิภาพของประชาชนดังเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขอให้ทุกฝ่ายยอมหันหน้าเข้าหารือกัน เพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ด้วยวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยความจริงใจ และยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
    
              และขอเรียกร้องในประเด็นต่อไปนี้1. ทปอ.ยืนยันข้อเสนอของ ทปอ.ตามแถลงการณ์ฉบับที่ท4 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ที่ขอให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และให้มีการปฏิรูปประเทศในทุกมิติโดยองค์กรที่เป็นกลางจากทุกภาคส่วน ท่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฏหมาย2. ทปอ. ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคให้สัตยาบันแสดงเจตนารมย์ที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศตามข้อ 1
    
              3. ทปอ. เล็งเห็นว่าการดำเนินการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่จะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของประเทศยิ่งขึ้น จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาทบทวนกติกาและการจัดการเลือกตั้ง เพื่อจะได้มาซึ่งการเลือกตั้งที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
    
              อนึ่ง ทปอ.ในฐานะที่เป็นที่รวมของสถาบันการศึกษาของประเทศ ยังยืนยันหลักการที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ และยินดีที่จะให้ความร่วมมือทุกฝ่ายในการหาทางออกให้กับประเทศครั้งนี้
    
              “โดยนัยยะแล้วการตั้งรัฐบาลรักษาการก็ต้องมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นกลาง ดังนั้น คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรักษาการนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ส่วนการเลือกตั้งที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความกังวลว่าการเลือกตั้งในวันดังกล่าวอาจจะมีปัญหา ดังนั้น การเลื่อนวันเลือกตั้งก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ กกต.ควรจะนำไปพิจารณา ทั้งนี้ ทปอ.ยืนยันที่จะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่ประชุมทปอ.ก็ไม่เห็นด้วยหากจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งการแก้ปัญหาจะต้องยึดหลักในระบอบประชาธิประไตยของประเทศและตามกรอบรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นหลักและทั้งสองฝ้ายต้องหันหน้ามาพูดคุยกันโดยยึกผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก” ประธาน ทปอ. กล่าว
    
              ประธาน ทปอ. กล่าวถึงการเข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค.นี้ของนิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลเพราะไม่สามารถที่จะไปห้ามไม่ให้เด็กเข้าร่วมการชุมนุมได้ แต่ก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะนิสิต นักศึกษาถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ จึงฝากเตือนว่าอยากให้ทุกคนใช้สติและปัญญา ไม่ใช้ความรุนแรง และขอให้ระมัดระวังตัว อย่าพยายามตอบสนองต่อการยั่วยุใดๆทั้งสิ้น ส่วนเรื่องการปิดการเรียนของมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บริเวณที่ชุมนุมนั้น ให้เป็นการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ซึ่งขณะนี้มีบางแห่งเริ่มทยอยประกาศปิดแล้วโดยเฉพาะวิทยาเขตที่ได้รับผลกระทบ


กปปส.พร้อมให้ความร่วมมือสถานทูตทุกแห่ง
 
             นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เปิดเผยว่า แกนนำกปปส. จะเดินหน้าพบตัวแทนแต่ละองค์กรที่อาจจะได้รับผลกระทบในการเคลื่อนไหวในวันที่ 13 ม.ค. ซึ่งเย็นวันเดียวกันนี้ (10ม.ค.) เวลา 17.30 น. ตนและนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แกนนำกปปส. จะเดินไปพบตัวแทนสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติ ส่วนวันที่ 11 ม.ค. เวลาประมาณ 12.00 น. ตน จะพบสภากาชาดสากล

             โฆษกฯกปปส. กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีสถานทูตหลายแห่ง ได้แสดงความเป็นห่วงการปิดสี่แยกเพื่อปฏิบัติการในวันที่ 13 ม.ค. เพื่อเกรงว่าอาจกระทบขบวนรถสถานทูต ซึ่งขอย้ำว่าจะให้ความร่วมมือกับทุกสถานทูต พร้อมเปิดทางให้รถทูตทุกคันที่จะผ่านพื้นที่ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ตนเองจะเป็นตัวแทนติดต่อสถานทูตต่างๆ เพื่อปรับความเข้าใจ รวมถึงชี้แจงให้เห็นถึงมาตรการรองรับ เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

             นายเอกนัฏ กล่าวว่า ส่วนการติดป้ายเพื่อสร้างกระแสต่อต้านมวลมหาประชาชนนั้น ชี้ให้เห็นว่ามีขบวนการของรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง ในการติดป้ายทั่วกรุงเทพมหานครแต่ใม่ใช่ทั้งหมด ในการสร้างกระแสต่อต้าน เพราะได้รับข่าวว่ามีคำสั่งไม่เป็นทางการ จากผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ให้ลูกและเมีย ข้าราชการตำรวจไปร่วมจุดเทียนต้านมวลมหาประชาชนในวันที่ 13 ม.ค. พร้อมขู่ว่า ถ้าไม่ทำอาจถูกย้าย และยังมีข่าวว่ามีการว่าจ้างให้คนไปสมทบการจุดเทียนและการจัดกิจกรรมครั้งนี้

             “ขอฟันธงว่าเป็นฝีมือของนักคิดที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลและสมคบระหว่างตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อสร้างภาพ สร้างกระแส ฝืนธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน และทำให้เกิดความเลวร้ายและวุ่นวาย ” โฆษกฯกปปส. กล่าว

             นอกจากนี้ โฆษกฯกปปส. กล่าวถึงการจัดงานวันเด็กในวันเสาร์ที่ 11 ม.ค.ว่า ทางกปปส.ได้จัดกิจกรรมพิเศษในชื่อ “งานสร้างอนาคตชาติราชดำเนิน” ตั้งแต่เวลา 09.00 -18.00 น. โดยนายสุเทพจะเป็นประธานเปิดงานดังกล่าวที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้น นายสุเทพจะเดินไปร้านอาหารศรแดงมาลัยทอง ซึ่งได้จัดตั้งเวทีและเก้าอี้ของนายสุเทพเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมถ่ายภาพ จนถึงเวลาประมาณ 10.30 น. และตลอดทั้งวันจะมีการจัดกิจพิเศษ 6 กิจกรรม 6 โซน มุ่งเน้นให้เยาวชนได้รับความรู้ควบคู่ความสนุกและสร้างอุดมการณ์ รักชาติ สถาบัน และโตไปไม่โกง

             นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่ 1.ฉลาดล้ำ จะเป็นการจัดเกมวิชาการ เสริมสร้างความรู้ให้เด็กทุกคน เช่น อ่านภาษาไทยให้ถูกต้อง 2.สุขภาพเลิศ ซึ่งจะมีแพทย์และพยาบาล เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก มาให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่เด็กที่มาร่วมงาน 3.ศิลปะสร้างสรรค์ จะเป็นการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนรุ่งอรุณ เพื่อจัดกิจงานสอยดาวให้กับเด็ก

             โฆษกฯกปปส. กล่าวว่า 4.แสดงออกสนุกสนาน จะเน้นการกิจกรรมด้านดนตรี โดยอ.ธนิต ศรีกลิ่นดี และนักดนตรีที่เคยขึ้นเวทีชุมนุม มาสอนการเล่นดนตรีให้กับเด็กๆ 5.จักรยานชมกรุง จัดโดยชมรมจักรยาน มาสอนเด็กเรื่องกฏจราจร และให้เยาวชนได้ขับชมพื้นที่ชุมนุนม และ 6.ชมทุ่งราชดำเนิน จะจัดเวทีจำลองรวมถึงโพเดี้ยมและหุ่นจำลองแกนนำ อาทิ นายสุเทพ และแกนนำกปปส. ให้เด็กได้ร่วมถ่ายรูป

             นายเอกนัฏ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษ คือ ชมรมหมอดูรักชาติ ซึ่งเป็นหมอดูชั้นนำ 35 คน โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสมทบทุนการเคลื่อนไหวของกปปส. และกลุ่มศิลปินเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วยศิลปินแห่งชาติ และศิลปิน จำนวน 45 ชีวิต เพื่อร่วมสร้างผลงานบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “ศิลปินคาราวะประชาธรรม” โดยจะนำผลงานดังกล่าวมาจำหน่าย เพื่อสมทบทุนการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในงานวันเด็กที่จะจัดในพื้นที่การชุมนุม ซึ่งยืนยันว่าจะทำอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงดังกล่าว

             โฆษกฯกปปส. กล่าวถึงกรณีที่ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ตั้งศูนย์รับแจ้งผลกระทบจากเคลื่อนไหวของ กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค. ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของศอ.รส. ไม่เกี่ยวข้องกับกปปส.