
'พท.'เหน็บ'เทือก'ป่วนกรุงเสร็จอย่าหนี!
'ผู้สมัครส.ส.กทม.พท.' เหน็บ 'สุเทพ' ป่วนเมืองเสร็จอย่าหนีกลับใต้ จี้ 'ผู้ว่าฯกทม.' ตอบ 10 คำถามแผนรับมือช่วยเหลือคนกรุง
10 ม.ค. 57 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาคกทม.พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมภาคกทม.พรรคเพื่อไทยต่อกรณีที่กลุ่มกปปส.นัดชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. โดยนายวิชาญกล่าวว่า ที่ประชุมภาคกทม.มีความเป็นห่วงว่า วันนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เอาคนกรุงเทพฯ 10 ล้านคนเป็นตัวประกันเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องไปขึ้นศาลในคดี 98 ศพใช่หรือไม่ การปิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้นายสุเทพซึ่งเป็นคนใต้ ไม่ได้มีธุรกิจอะไรในกรุงเทพฯ เมื่อป่วนเมืองเสร็จก็อย่าหนีกลับบ้านที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ การดูแลปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นวันนี้มีความพร้อมสูง แต่ผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยเป็นห่วงความไม่พร้อมของส่วนงานราชการของผู้ว่าฯ กทม.ที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง ต้องชี้แจงให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ กว่า 10ล้านคนเข้าใจถึงการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยที่เป็นรูปธรรมด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะหากนายสุเทพมีแผนที่จะปิดกรุงเทพฯ ก็น่าจะมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดการจลาจล คนกรุงเทพฯ กว่า 3 ล้านคนที่อยู่บนตึกสูงจะตกอยู่ในภาวะอันตรายจากเครื่องมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยของกทม.ที่อาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ
ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยทั้ง 33 คนขอถามไปยังผู้ว่าฯ กทม. 10 ข้อเพื่อให้ชี้แจงต่อประชาชนและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนดังนี้
1. ผู้ว่าฯ กทม.จะดูแลนักเรียนในสังกัดกทม.อย่างไรในการเดินทาง
2. เหตุใดผู้ว่าฯ กทม.จึงสั่งหยุดเรียนแค่ 26 เขต ทำไมไม่สั่งหยุดทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย
3. กทม.เตรียม แพทย์และพยาบาลของกทม.ไว้พร้อมหรือยังหากเกิดความวุ่นวายจากการชุมนุม
4. เตรียมรถพยาบาลไว้ตามจุดต่างๆ บ้างหรือยัง และควรบอกให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย
5. เตรียมแผนการอพยพคนออกจากกรุงเทพฯ ไว้อย่างไร
6. เตรียมรถกระเช้าและแผนการอพยพประชาชนที่อาศัยบนตึกสูงใกล้พื้นที่ชุมนุมไว้อย่างไร
7. เตรียมรถและเรือดับเพลิงไว้อย่างไร
8. ตรวจสอบรถและเรือดับเพลิงว่าพร้อมใช้งานได้แล้วหรือไม่
9. วางแผนรับมืออย่างไรหากมีมือที่ 3 ไม่ยอมให้รถดับเพลิงและรถกระเช้าเข้าช่วยเหลือคนกรุงเทพฯ ที่อยู่บนตึกสูง
10. ผู้ว่าฯ กทม.ติดตามตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดหรือซีซีทีวีอย่างไร และสามารถใช้งานได้ทุกจุดหรือไม่
ร้องศาลฎีกาเลือกตั้ง เพิกถอนประกาศกกต.รับสมัครส.ส.
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย ได้ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการรับสมัครส.ส. และขอให้ระงับ หรือเลื่อนวันเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป 2 ก.พ.นี้ ออกไปก่อน
โดยคำร้องสรุปว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่เกิดการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ เช่น กปปส. คปท. ซึ่งได้มีการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กระทั่งรัฐบาลได้ประกาศยุบสภา และกำหนดให้มีการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. 57 แต่การยุบสภาและประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ของรัฐบาล กลับทำให้สถานการณ์บ้านเมืองทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้ชุมนุม ขัดขวางไม่ให้มีการสมัครรับเลือกตั้ง จนมีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรง และผลกระทบจากการจัดเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นผลจากการออกประกาศเรื่องการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. นอกจากนี้ กกต.ยังเล็งเห็นได้ว่าถ้าจัดให้มีการเลือกตั้งย่อมจะเกิดความไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม เนื่องจากสถานการณ์มีความคล้ายกับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 49 ซึ่ง กกต.อยู่ในวิสัยที่อาจระงับหรือแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นได้ โดยไม่ฝืนจัดการเลือกตั้ง แต่ กกต.ก็ไม่ดำเนินการ และหากมีการเลือกตั้งอาจจะได้ส.ส.น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดจนเป็นเหตุให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เนื่องจากข้อเท็จจริงพบว่ามีเขตเลือกตั้งจำนวน 28 เขตไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งได้ ดังนั้นการออกประกาศของ กกต. เกี่ยวกับการรับสมัครเลือกตั้งหรือการกระทำใดๆ เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งของกกต.จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2552 มาตรา 235 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 10 (1)
ซึ่งศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้พิจารณาเพื่อมีคำสั่งใดๆ ต่อไป
ภายหลัง นายอุเทน หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ตนใช้ช่องทางการยื่นคำร้องเพื่อคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองตามขั้นตอน ซึ่งการเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งจะทำให้มีช่องว่างที่รัฐบาล กปปส. และ 7 องค์กรภาคเอกชนสามารถพูดคุย หารือเพื่อให้สถานการณ์ผ่อนคลายและปฏิรูปประเทศก่อนกำหนดวันเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรจะยื่นมือเข้ามาประสานทุกองค์กรโดยใช้วิธีประนีประนอม เนื่องจากหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นประชาชนซึ่งเป็นพลังเงียบจำนวนมากอาจไปลงคะแนนโดยไม่ประสงค์ที่จะเลือกพรรคการเมืองใดเลยจนเกิดวิกฤติ ส.ส.ไม่ครบ ทำให้ไม่สามารถเปิดสมัยประชุมสภาได้ หลังจากนี้เชื่อว่าศาลจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาไม่นานก่อนที่จะมีคำสั่ง หากมีการเลื่อนวันเลือกตั้งตนเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้
นายอุเทน กล่าวอีกว่า การสมัครรับเลือกตั้งกฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันรับสมัครแค่ 5 วันแต่ระบุไว้ชัดเจนว่าให้เปิดรับสมัครอย่างน้อย 5 วัน กกต.ถูกบังคับให้ทำตามกรอบระยะเวลาที่ กกต.สร้างกติกาเองจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ทั้งที่กฎหมายไม่ได้ระบุรายละเอียด ทั้งนี้ กกต.ถือว่าเป็นผู้รับราชโองการ จัดให้มีการเลือกตั้ง หากนายกรัฐมนตรี ประสานกับ กกต.เลื่อนวันเลือกตั้งและขอพระราชทานอภัยโทษกราบบังคมทูลฯ กรณีไม่สามารถกระทำการตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งได้ และขอโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้งใหม่ ก็สามารถทำได้ โดยหลังจากนี้ตนเตรียมจะไปยื่นคดีต่อศาลปกครอง พร้อมยื่นคำร้องกับ กกต.ต่อไปด้วย
ทั้งนี้วันเดียวกัน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ รับมอบอำนาจจาก นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และ นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่ง กกต.ไม่ประกาศรายชื่อ ให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากขาดคุณสมบัติเพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. 54 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้วินิจฉัยตามอำนาจ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550 มาตรา 219 วรรคสาม และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.) พ.ศ. 2550 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง เพื่อมีคำสั่งให้ กกต.ผู้ถูกร้อง ประกาศชื่อ ผู้ร้องทั้งสาม เป็นผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
นายนรวิชญ์ ทนายความ ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมายกคำร้องของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต จังหวัดนครสรีธรรมราช พรรคประชาสามัคคี ที่ขอให้วินิจฉัยสิทธิลงสมัคร เนื่องจากถูกขัดขวางการลงสมัคร โดยเห็นว่าเป็นอำนาจ กกต.โดยตรงในการควบคุมการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้คำร้องของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตใน 8 จังหวัดภาคใต้ของพรรคเพื่อไทยที่ยื่นศาลฎีกาฯ ไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค. นั้น ยังไม่มีคำสั่งออก แต่หากมีคำสั่งออกมาในแนวทางเดียวกัน ก็คงต้องหารือถึงแนวทางที่จะยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้พิจารณาเรื่องนี้ต่อไป



