
พินิจบทบาทศาลรธน.ท่านเปาแกงไก่และไคฟงโมเดล
พินิจบทบาทศาลรัฐธรรมนูญ ท่านเปาแกงไก่และไคฟงโมเดล : โอภาส บุญล้อมรายงาน
"ศาลรัฐธรรมนูญ" กำลังเป็นที่ถูกจับตามองของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมากในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพราะได้วินิจฉัยคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และล่าสุด ก็คือ การวินิจฉัยว่าการแก้ไขมาตรา 190 ซึ่งเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรณีการไต่สวนร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาลและกำลังถูกจับตามองจากสังคมอยู่ในขณะนี้
เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มักถูกนำไปขยายผลในทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ อย่างเช่น กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมา กปปส.ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้นำเรื่องนี้ไปขยายผลโจมตีรัฐบาลว่า ปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จึงเป็นรัฐบาลเถื่อน ขาดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศอีกต่อไป และก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ม็อบ “จุดติด” เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่เคารพกฎหมาย ของบ้านเมือง ลุแก่อำนาจ
นำมาซึ่งการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญไปต่างๆ นานา ถึง “บทบาท” ของศาลรัฐธรรมนูญ เช่นว่าล้ำเส้น, เลือกข้าง หรือไม่ โดยการวิจารณ์ดังกล่าวส่วนมากแล้วมีที่มาจาก "อารมณ์" และ "ความรู้สึก" ของผู้วิจารณ์เสียเป็นส่วนมาก โดยที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือทำความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่และระบบการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญให้ถ่องแท้เสียก่อน
หากคุณพลิกไปดูรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะพบว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
และ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันทั้ง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ให้ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้นๆ
ทั้งนี้ วิธีการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญจะใช้วิธีการ "ไต่สวน" ซึ่งการไต่สวนคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีได้อย่างเต็มที่ว่าเป็นอย่างไร โดย "ตุลาการ" สามารถซักถาม หาข้อเท็จจริงจากคู่ความในคดีได้ด้วยตัวเอง หากมีความสงสัยหรือต้องการรู้เรื่องอะไร
หากต้องการเห็นภาพชัดก็ให้นึกถึง "ศาลไคฟง" ที่ "เปาบุ้นจิ้น" ในหนัง ที่เวลาออกนั่งบัลลังก์ ก็จะทำการซักถามข้อเท็จจริงในคดีจากโจทก์และจำเลยด้วยตัวเอง แถมยังให้ "จั่นเจา" ลูกน้องคนสนิท ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงในคดีเพิ่มเติมได้อีกด้วย นั่นแหละ...ต้นฉบับของระบบไต่สวน
"ระบบไต่สวน" มีความแตกต่างจาก "ระบบกล่าวหา" ที่ใช้อยู่ในศาลแพ่งและศาลอาญา โดย "ระบบกล่าวหา" ผู้พิพากษาไม่มีอำนาจแสวงหาพยานหลักฐานได้ด้วยตัวเอง ผู้พิพากษาไม่สามารถถามในส่วนที่ตนเองสงสัย หรืออยากเห็นพยานหลักฐานใดก็ไม่สามารถถามหาเอาได้ เป็นหน้าที่ของคู่ความในคดีที่ต้องนำข้อเท็จจริงในคดีเสนอต่อศาลเอง และผู้พิพากษาต้องนั่งฟังอย่างเดียว จะไปล้วงลูกหาพยานหลักฐานเองไม่ได้ หากคู่ความไม่นำเสนอข้อเท็จจริงใดในคดีที่ศาลควรรู้ ก็ถือว่าเป็นความบกพร่องของคู่ความในคดีนั้นเอง
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างระหว่าง "ระบบไต่สวน" และ "ระบบกล่าวหา" ให้ชัดเจนมากขึ้น ก็เปรียบเสมือนคู่ความในคดีที่ต้องการให้ศาลทำแกงไก่ให้ หากเป็นศาลที่ใช้ระบบกล่าวหา คู่ความในคดีต้องเตรียมวัตถุดิบในการทำแกงไก่มาให้พร้อม ศาลจึงจะทำแกงไก่ให้ได้แต่ถ้าไม่ซื้อกะทิมา ขาดกะทิ ศาลก็ทำแกงไก่ให้ไม่ได้ ซึ่งต่างจากศาลในระบบไต่สวน ที่แม้ว่าขาดกะทิ ตัวตุลาการก็สามารถไปหาซื้อกระทิที่ตลาดมาทำแกงไก่ให้ได้
สรุปว่า ในระบบของศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้วิธีไต่สวนคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สามารถแสวงหาข้อเท็จจริง ซักถามคู่ความในคดีได้เอง
แต่ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ก็คือ ในการไต่สวนคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถแสดงความเห็นส่วนตัว หรือถามนำไปในทางใดทางหนึ่งได้หรือไม่
ในเรื่องนี้ ดร.สุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นว่า เรื่องที่นำมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "นโยบาย" ต่างๆ ซึ่งเมื่อเป็นนโยบายก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่านโยบายนั้นๆ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างกรณี ร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล
"ผมเห็นว่าในการไต่สวนคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สามารถให้ความเห็นส่วนตัวในเรื่องที่ไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญที่ใช้ในการวินิจฉัยคดีได้ อย่างเช่น ความเหมาะสมของนโยบายรัฐบาลในเรื่องนั้นๆ ได้ อย่างกรณีการออกกฎหมายประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าการออกกฎหมายฉบับนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่มากกว่า และในการไต่สวนคดีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถถามนำไปในทางใดทางหนึ่งได้ เพราะบางครั้งก็เพื่อจับโกหก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคดี”
ส่วนที่ว่าระบบไต่สวนและระบบกล่าวหา อย่างไหนจะดีกว่ากันนั้น อันนี้สุดแท้แต่เป็นลักษณะคดีประเภทใด
แต่ถ้าคดีที่คู่ความมีความเท่าเทียมกันในการต่อสู้ในการนำเสนอพยานหลักฐานหรือแสวงหาพยานหลักฐาน "ระบบกล่าวหา" ดีที่สุดแล้ว เพราะถ้าจะแพ้ ก็แพ้เพราะรูปคดี หรือแพ้เพราะความบกพร่องของตัวคู่ความเอง
..............
(หมายเหตุ : พินิจบทบาทศาลรัฐธรรมนูญ ท่านเปาแกงไก่และไคฟงโมเดล : โอภาส บุญล้อมรายงาน)



