
'จ๋า-วันวิสา'หลงรัก'กาน้ำชา'
ขอเวลานอก : 'จ๋า-วันวิสา จิตศักดานนท์' หลงรัก 'กาน้ำชา' : เรื่อง กรรณิกา ใจจำนงค์/ ภาพ อดิศร ฉาบสูงเนิน
"กาน้ำชาแต่ละชิ้นมีคุณค่า มีเรื่องราว เพราะเกิดจากความตั้งใจของคนทำ กว่าจะได้ความโค้งมน มาจากความตั้งใจทั้งสิ้น นั่นเองจึงสอนให้ตัวเองมองทุกอย่าง อย่างมีคุณค่ามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว"
ความสุขแต่ละคนแตกต่างกัน และแต่ละคนก็สรรหาหนทาง สรรหาวิธีการเพื่อไขว่คว้าความสุขเหล่านั้นมาอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด อย่างสาวสวยวัย 25 ปี "จ๋า" วันวิสา จิตศักดานนท์ ทายาทคนสุดท้องของบริษัทยูเนียนแพน เอ็กซิบิชั่น จำกัด ที่มีความสุขอย่างปลื้มปริ่มเมื่อได้จับจองเป็นเจ้าของกาน้ำชาสวยๆ ได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนเป็นต้องหากาน้ำชาติดไม้ติดมือมาเป็นที่ระลึก เติมความสุขพร้อมยิ้มน้อยๆ ในใจ
นั่นเองจึงเป็นที่มาให้สาวปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ อินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยเวสต์มินเตอร์ กับอีกคอร์สด้านประวัติศาสตร์-ศิลปะ ที่สถาบันศิลปะซอเธบีส์ ซึ่งที่นี้เองที่ทำให้เธอเรียนรู้เรื่องราวของกาน้ำชาอย่างจริงจัง จนทำให้เกิดความหลงรักและหามาเก็บไว้เป็นของตัวเองอย่างภาคภูมิ เธอเล่าให้ฟังหลังจากพาเข้าไปห้องส่วนตัวว่า ที่มาของกาน้ำชาเหล่านี้มาจากการที่เธอชอบดื่มชามาก เห็นกาน้ำชาที่เป็นทรงกลมๆ ก็หลงรัก เพราะกลมๆ เหมือนหน้าของเธอด้วย (หัวเราะ) ก็เริ่มหามาเก็บด้วยความชอบมาตั้งแต่เด็กๆ
"จนไปเรียนที่อังกฤษ คนอังกฤษชอบดื่มชามาก ก็มีกาน้ำชาสวยๆ มากมาย เวลาเดินทางไปที่ไหนก็หาซื้อเก็บมาเรื่อยๆ แต่ละชิ้นแพงมาก เราก็เป็นเพียงนักเรียนก็ต้องอด ต้องเก็บเงินเพื่อจะได้กาน้ำชาสักใบ และแต่ละชิ้นแต่ละใบไม่ได้หามาได้ง่าย ส่วนใหญ่ที่เก็บจะเป็นชิ้นลิมิเต็ด เอดิชั่น จึงหายาก ต้องเพียรพยายาม บางชิ้นถึงกับต้องแย่งชิง อย่างชิ้นที่เป็นลวดลายการแกะสลัก ซึ่งวางอยู่ในร้านขายของที่ระลึก ทำจากไม้เป็นท่อนๆ แล้วช่างก็ค่อยๆ แกะ ค่อยๆ ขวานเนื้อไม้ออก เห็นปุ๊บถูกใจทันทีเดินไปหยิบ ก็พอดีกับมีชาวต่างชาติหลายคนใจตรงกันมาหยิบเหมือนกัน ต้องบอกว่าเราหยิบก่อนนะ เราเห็นก่อน เขาก็ไม่ยอม ต้องพูดนานมากกว่าจะได้มา" ลูกสาวคนเล็กของ ดร.วีระเดช และ สุรี จิตศักดานนท์ เล่าด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม
ถามว่าใบไหนเธอชอบที่สุด สาวหน้าสวย "จ๋า" ตอบเสียงดังฟังชัดว่า ตอบยากมาก แล้วเธอก็เล่าที่มาที่ไปของกาน้ำชาแต่ละใบ อย่างชุดที่เป็นหน้าการ์ตูนได้มาจากดิสนีย์แลนด์ ได้มาทีละใบด้วยการสรรหาและจับจอง กว่าจะครบก็เล่นเอาลุ้นสุดตัว หรือใบที่เป็นรูปจักรก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ต้องขวนขวาย ต้องแข่งขันในการจับจ่าย เพราะเป็นรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ราคาจึงสูงมาก แล้วเธอก็เล่าถึงกาน้ำชาใบนั้นใบนี้อย่างภาคภูมิใจ และบอกด้วยว่า อีกสักปีให้มาดูอีกก็ได้นะ เชื่อว่าจะมีกาน้ำชาเต็มชั้นทั้งหมดนี้แน่นอน นั่นเองเราจึงสรุปได้ว่า กาน้ำชาทุกใบที่เธอมีเป็นชิ้นโปรดที่รักได้มากๆ อย่างเท่าๆ กัน
"บางใบเพื่อนสนิทที่รู้ว่าจ๋าชอบก็หามาให้ บางครั้งพี่จุ๋ม (วชิรา) พี่สาวคนโตก็ดูมาเผื่อ หรือบางใบพี่จริง (วรางคณา) พี่สาวคนที่สองเดินทางไปต่างประเทศก็ซื้อมาฝาก แม้กระทั่งพี่เจนพี่ชายที่เกิดไล่กันมากที่สุดเพียง 3 ปี ก็เป็นคนที่ช่วยหิ้วกลับมาให้ที่เมืองไทยตลอด และพี่ชายนี่ละที่บอกว่าหิ้วกลับมาให้สิบกว่าใบแล้วนะ จนทำให้จ๋านึกขึ้นมาได้ แล้วก็ตอบตัวเองเลยว่าหลงรักในกาน้ำชาเข้าให้แล้ว" นักธุรกิจสาวแจง พร้อมกับเล่าต่อว่าในระหว่างที่เรียนปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ ได้เรียนเกี่ยวกับกาน้ำชาด้วย ทำให้เราได้รู้ถึงที่มาที่ไปของกาน้ำชาในแต่ละยุค แต่ละสมัย ที่มีความเปลี่่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ผนวกกับความชอบของตัวเองที่เดินหากาน้ำชาจากสถานที่ต่างๆ จนถึงวันนี้สามารถดูออกเลยว่ากาน้ำชาแต่ละใบแตกต่างกันอย่างไร ราคาถูกแพงแค่ไหน
"กว่าจะได้กาน้ำชามาแต่ละใบไม่ใช่ง่ายๆ ส่วนใหญ่แล้วกาน้ำชาที่จ๋าเก็บและหามาจนได้เป็นงานทำมือหรือที่เรียกว่างานแฮนด์เมค กว่าจะปั้นให้โค้งมน ต้องอาศัยความตั้งใจ ความพยายาม และความรักของคนทำ กาน้ำชาแต่ละใบจึงมีคุณค่าพร้อมๆ กับสอนให้จ๋ารู้ว่าทุกอย่างมีคุณค่า ทุกคนมีคุณค่า ไม่ว่าเขาจะทำงานอะไร ตำแหน่งไหน สำคัญและมีคุณค่าในตัวเองทั้งหมด และสิ่งเหล่านี้ก็นำมาใช้กับเพื่อนร่วมงาน บวกกับคำสอนของพ่อแม่และพี่ๆ ทำให้จ๋ามองเห็นคุณค่าของทุกๆ คน" สาวที่มุ่งมั่นอยากจัดงานอาร์ตแฟร์ กล่าวด้วยความเชื่อมั่น
และกับการเป็นน้องสาวคนเล็กของบ้านที่ทำธุรกิจเป็นพันล้าน ได้รับการพะเน้าพะนอจากคุณพ่อคุณแม่และพี่ๆ ทั้ง 3 คนอย่างไร เธอตอบชัดอีกครั้งว่า ไม่เคยเลยกลับกันทั้งหมด เพราะไม่ว่าจะทำอะไรนอกจากพ่อแม่แล้ว พี่สาวทั้งสองคน โดยเฉพาะพี่สาวคนโตที่มีอายุมากกว่าเธอกว่าสิบปี ต้องคอยสอดส่องดูแลตลอดเปรียบเสมือนแม่คนที่สอง ซึ่งถ้าผ่านพี่สาวคนโตมาได้ ก็ต้องเจอกับพี่สาวคนที่สองที่จะบอกว่าอันนั้นพี่ทำแล้วอย่าทำเลยตลอดเลย แต่ก็มีบางสิ่งที่พี่ๆ ปล่อยให้ทำทั้งๆ ที่รู้ว่าผลที่ได้จะเป็นอย่างไรเพื่อให้เธอได้เรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการหล่อหลอมให้เธอก้าวออกมายืนได้อย่างวันนี้
"จ๋าอยากจัดงานแฟร์ทางศิลปะมาก เริ่มจากที่ได้ไปเรียนในระดับปริญญาโท และได้รู้จักเพื่อนที่หลากหลาย รวมทั้งศึกษาข้อมูลต่างๆ มาอย่างครบถ้วน บวกกับธุรกิจที่บ้านก็เป็นการจัดงานแฟร์ งานแสดงสินค้าอยู่แล้ว ความคิดในเรื่องการจัดการแสดงผลงานศิลปะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ได้ปรึกษาคุณพ่อแล้ว ท่านก็แนะนำให้รออีกนิด เพราะตลาดงานศิลปะของบ้านเรานั้นยังไม่ค่อยเป็นไปในทางธุรกิจ ล่าสุดไปดูงานแสดงศิลปะที่สิงคโปร์ด้วยมีเพื่อนทำอยู่ ก็คุยๆ กับเพื่อนว่าอยากให้ศิลปินไทยนำผลงานมาจัดแสดงที่สิงคโปร์บ้าง เพราะผลงานของศิลปินบ้านเราก็ไม่น้อยหน้าใคร เก่งมากด้วย และจ๋าก็มุ่งมั่นด้วยว่าจะต้องมีการจัดแสดงผลงานศิลปะในเมืองไทยให้ได้ พร้อมหวังด้วยว่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้" หญิงสาวกล่าวถึงความตั้งใจในการต่อยอดธุรกิจที่บ้านและความรักในงานศิลป์ให้บรรจบกันได้อย่างลงตัวที่สุดเป็นการปิดท้ายการพูดคุย...



