
ปฏิวัติ
ปฏิวัติ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
คนไทยรุ่น 60-70 กว่าปีก่อน คุ้นชินกับการปฏิวัติ-รัฐประหาร ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ถ้าฝ่ายปฏิวัติทำสำเร็จการกระทำทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ได้รับการต้อนรับสนับสนุนจากประชาชน แต่ถ้าไม่สำเร็จ สิ่งที่ทำก็จะกลับเป็นเรื่องผิดร้าย ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ต้องติดคุกติดตะรางหรือถึงขั้นถูกประหารชีวิต
สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้เมืองไทยในยุคนั้นอุดมไปด้วยการปฏิวัติ-รัฐประหาร และการกบฏ จากกบฏเสนาธิการจนถึงกบฏนายสิบ ก็เพราะรัฐบาลในเวลานั้นส่วนใหญ่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติ-รัฐประหาร และปกครองประเทศด้วยการรวบอำนาจและผูกขาดผลประโยชน์ไว้ในมือของตนเองและสมัครพรรคพวก ขณะเดียวกันก็ปิดกั้นโอกาสของคนอื่น จนก่อให้เกิดความอึดอัด ดังนั้น หนทางที่จะหลุดพ้นจากสภาพดังกล่าวได้ก็ต้องด้วยการใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลง แล้วก็เกิดวงจรอุบาทว์ เพราะคนที่ได้อำนาจมาก็ต้องการที่จะรักษาอำนาจของตนไว้ให้นานที่สุด ซึ่งก็มักจะจบลงด้วยการปฏิวัติ-รัฐประหารของคนกลุ่มใหม่
สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือคนในประเทศโลกที่สาม จะมีแนวคิดในลักษณะอำนาจนิยม คือยอมรับและยกย่องผู้มีอำนาจหรือกล้าใช้อำนาจ ทั้งนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ถูกปกครองโดยผู้ปกครองที่ใช้อำนาจเด็ดขาดมาเป็นเวลานาน จนรู้สึกปลอดภัยที่เป็นเหมือนเต่าที่อยู่ในกระดอง ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะผู้นำบอกว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามในระยะหลังสภาวการณ์ทางสังคมและของโลกได้เปลี่ยนไป การปฏิวัติ-รัฐประหาร เป็นเรื่องที่ผิดครรลองของประชาธิปไตย และไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ประกอบกับภายในประเทศเองก็มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านการปฏิวัติ ทำให้ผู้ที่คิดจะลงมือต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบ
แต่ถ้าถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นการปฏิวัติ-รัฐประหาร หมดสิ้นไปจากโลกที่สามแล้วหรือ? คำตอบก็คือการปฏิวัติ-รัฐประหารยังไม่หมดไปหรอกครับ ตราบเท่าที่ประชาชนในโลกที่สามยังมีความเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง สามารถขจัดให้หมดไปด้วยการใช้อำนาจเข้าจัดการ มากกว่าจะคิดอ่านแก้ไขปัญหาตามกระบวนการอื่น และตราบเท่าที่ประชาชนบางส่วนยังเรียกร้องหาอัศวินม้าขาวเช่นในอดีต
การปฏิวัติ-รัฐประหาร ในยุคนี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขที่ทำให้กองทัพมีความจำเป็นต้องใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มิใช่การช่วงชิงอำนาจเช่นสมัยก่อน แต่การปฏิวัติในเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่นำรถถังออกมาวิ่งตามท้องถนน และควบคุมสถานีวิทยุสถานีโทรทัศน์เพื่อออกแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติเหมือนเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว หากแต่จะสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในประเทศและประชาคมโลกได้อย่างไร โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีความรวดเร็วและกว้างไกล จะจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างไร เพื่อให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็วที่สุด และการปฏิวัติ-รัฐประหาร ในปัจจุบัน ไม่อาจจะครองอำนาจไว้ได้เป็นเวลานานๆ ดังเช่นเมื่อก่อน ดังนั้น รัฐบาลปฏิวัติจะบริหารจัดการประเทศอย่างไรภายในเวลาอันจำกัด เพื่อมอบคืนอำนาจแก่ประชาชนในโอกาสแรกสุด
ครับ การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ทุกฝ่ายยอมรับนั้นยากกว่า และการที่จะดูแลบ้านเมืองหลังการปฏิวัติยิ่งยากขึ้นไปอีก...ที่ยากที่สุดก็คือการลงจากอำนาจอย่างสง่างาม
คุณพร้อมที่จะปฏิวัติหรือยังครับ?



