ข่าว

โลกกับตะวันออกกลางหลังปี2013

โลกกับตะวันออกกลางหลังปี2013

10 ม.ค. 2557

โลกกับตะวันออกกลางหลังปี 2013 : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

              ตลอดปี 2013 มีหลายเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ไล่ตั้งแต่ทหารอียิปต์ก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรก การใช้อาวุธเคมีในสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในซีเรียจนเกือบที่จะนำไปสู่สงครามใหญ่ในภูมิภาค เรื่อยไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างสุหนี่-ชีอะห์ที่มีแนวโน้มขยายตัวไปทั่วภูมิภาคตั้งแต่อิรักไปจนถึงเลบานอน
 
             แต่เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เพราะในอียิปต์เองกองทัพคงไม่สามารถยึดอำนาจได้นานท่ามกลางการตื่นตัวทางการเมืองของมวลชนอาหรับในปัจจุบัน ขณะเดียวกันกระบวนการทำลายอาวุธเคมีในซีเรียก็กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วจากความพยายามของประชาคมโลก ส่วนความขัดแย้งระหว่างสุหนี่-ชีอะห์ ผมกลับมองว่าไม่ได้เป็นความขัดแย้งในระดับประชาชน แต่เป็นประเด็นที่บรรดาชนชั้นนำอาหรับใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตะวันออกกลางในระยะยาว

              แต่ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองมากกว่าในมุมมองของผมคือการเปิดหน้าเคลื่อนไหวในกิจการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียหลายปีที่ผ่านมา ประเทศนี้ได้ส่งทั้งกองกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเงินทองจำนวนมากไปยังประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค แสดงท่าทีผ่านแถลงการณ์ตำหนิติเตือนบทบาทของฝ่ายต่างๆ ไปทั่ว ดังจะเห็นกรณีที่ซาอุดีอาระเบียเข้าไปเกี่ยวข้องในบาห์เรน ซีเรีย เยเมน เลบานอน และลิเบีย ไม่เว้นแม้แต่การแสดงท่าทีต่อกรณีเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านสื่อตะวันตกและวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

              เหล่านี้คือพฤติกรรมแปลกใหม่จากประเทศที่เคยดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสุขุมรอบคอบ ไม่ค่อยเปิดหน้าแสดงตนและดำเนินการต่างๆ แบบอ้อมๆ ผ่านคนกลางที่คอยออกหน้าแทนซาอุดีอาระเบียวันนี้จึงเปลี่ยนไปมาก กล้าแสดงบทบาทของตัวแสดงที่เป็นรัฐตามความเป็นจริงมากขึ้น ไม่เล่นบทบาทแบบเดิมที่พูดแต่เรื่องอุดมคติอย่างเรื่องสันติภาพ ความรักความเมตตา การให้ความเคารพ อุดมการณ์การรวมอาหรับ (Arabism) และแก่นแท้ของศาสนาอิสลาม ซึ่งอุดมคติแทบทั้งหมดขัดแย้งกับนโยบายต่างประเทศที่ซาอุดีอาระเบียดำเนินการในทางลับ

              การเปิดหน้าแสดงตัวตนของซาอุดีอาระเบีย (ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอย่างไร จะถูกหรือผิดในสายตาของใคร) น่าจะเป็นผลดีในระยะยาว โดยเฉพาะต่อการพูดคุยเจรจาหาทางแก้ปัญหาด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างตรงไปตรงมากับฝ่ายอื่นๆ และที่สำคัญคือการเปิดหน้าแสดงตนก็จะทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนมากขึ้น

              ปรากฏการณ์ใหญ่ประการต่อมาที่ผมเชื่อว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวของตะวันออกกลางและโลกคือ การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของอิหร่านและสหรัฐอย่างกะทันหัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายเลือกที่จะหันมาเจรจาเพื่อแก้ปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน ตลอดจนปัญหาการคว่ำบาตรอิหร่านโดยการนำของสหรัฐ-อิสราเอลที่ดำเนินการมาหลายปี

              หากการเจรจาประสบความสำเร็จจนนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้ง 2 ที่เกี่ยวโยงกันอยู่นี้ เศรษฐกิจของอิหร่านก็จะกลับมาโตวันโตคืน เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมืองและสังคมของอิหร่านไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีไม่เฉพาะต่อประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนในตะวันออกกลางและสันติภาพของโลกโดยรวมอีกด้วย

              แต่หากการเจรจาแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ภาวะการเผชิญหน้าจนกลายเป็นสงครามความรุนแรงก็อาจมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้น