
อนุรักษ์...ย้อมผ้าคราม
อนุรักษ์...ย้อมผ้าคราม ภูมิปัญญาท้องถิ่นมิตรสิ่งแวดล้อม : โดย...นักข่าวชาวบ้าน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ โดยเฉพาะการย้อมผ้าฝ้ายด้วยสีครามซึ่งเป็นสีจากธรรมชาติ ซึ่งฝ้ายเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เก่าแก่ในโลกที่สามารถเล่าเรื่องราวของพัฒนาการเครื่องนุ่งห่มที่มนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาและใช้เป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของชาติพันธุ์มนุษย์ได้อย่างดีโดยเส้นใยธรรมชาติปัจจุบันเริ่มเป็นที่ต้องการของสังคมอีกครั้งและราคาค่อนข้างสูง เพราะกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากหาผู้ที่ทำยากขึ้น แต่ยังมีหลายคนและหมู่บ้านที่สืบทอดกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายและย้อมด้วยสีธรรมชาติจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายกับวัฒนธรรมจากโลกยุคใหม่ให้สามารถอยู่ได้ด้วยกันอย่างลงตัว
อย่างเช่นชาวชุมชนบ้านโนนเรือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยเฉพาะครอบครัวของ นางรำพึง จำเริญพูล ที่ไม่ยอมละทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษในการย้อมผ้าครามที่เข็นด้วยมือ ทั้งกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยังไม่ทำลายสุขภาพของผู้ทำการผลิตอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากกว่าจะได้เส้นฝ้ายตามธรรมชาติก่อนนำไปถักทอ
"รำพึง จำเริญพูล" เล่าว่า การย้อมผ้าฝ้ายสีธรรมชาติจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น สีเขียวจากใบยูคาลิปตัส สีดำจากผลมะเกลือ สีน้ำตาลจากไม้ประดู่เป็นต้นและสีน้ำเงินครามจากต้นคราม ต้นไม้ที่ไม่เพียงแต่ให้สีจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังให้คุณสมบัติทางสมุนไพรที่มีอย่างมากมายและใช้กันอย่างต่อเนื่องจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากคราม มีคุณสมบัติทางสมุนไพรที่เชื่อกันว่าช่วยดูดความร้อนออกจากร่างกาย ดูดพิษร้อนจากผู้ที่มีอาการเป็นไข้ปวดศีรษะและยังช่วยป้องกันรังสียูวีได้อีกด้วยจิตวิญญาณแห่งหม้อคราม
การก่อหม้อครามนั้นจะต้องเอาใจใส่ดูแล ต้องคอยเติมน้ำด่าง น้ำมะขามและเนื้อครามเป็นประจำไม่ให้ขาด หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งหม้อครามจะไม่สมบูรณ์ ทำให้ได้สีไม่สวย อากาศชื้นหรือแห้งก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สีของการย้อมแตกต่างกัน ในการย้อมสีแต่ละครั้ง สีเข้มของครามอาจต้องย้อมถึง 7 ครั้ง การย้อมสีอ่อนอาจใช้การย้อม 3-4 ครั้งซึ่งเรียกว่า "สีมุ้ย"
นอกจากนั้นยังมีความเชื่อในการปฏิบัติตัวในระหว่างการย้อมคราม เช่น ไม่ทาแป้งหรือใส่น้ำหอม เพราะจะทำให้เกิดการผิดกลิ่น สีออกมาจะไม่สวย เนื่องจากครามจะมีกลิ่นหอมธรรมชาติเฉพาะตัว หรือผู้ที่จะย้อมครามหลังกลับจากงานศพ จะต้องทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำส้มป่อยก่อนลงมือย้อมผ้า เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและทำให้ร่างกายสะอาด คนโบราณกลัวหม้อครามจะตายคือใช้ไม่ได้จะต้องก่อหม้อครามใหม่
"บางบ้านหากมีการขอแบ่งน้ำจากหม้อครามจะต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน มาขอกัน เป็นความหมายว่า สิ่งที่ขอเป็นสิ่งที่มีค่า เอาไปแล้วต้องดูแลรักษาเอาใจใส่ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีที่คนรุ่นหลังควรปรับและนำไปปฏิบัติ อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าของทุกอย่างมีค่าในตัวของมันเอง แล้วแต่ใครจะมองเห็นคุณค่าและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์" นางรำพึง กล่าว
ปัจจุบันผ้าฝ้ายย้อมครามได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวต่างชาติ ที่เห็นประโยชน์ของฝ้ายธรรมชาติ "ดุษฎี สุทธิเลิศ" ผู้นำกลุ่มกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญาไทย "กรรบาสิก" ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสินค้าโอท็อป เขตห้วยขวาง ได้ร่วมมือกับชุมชนบ้านโนนเรือ จ.สกลนคร ผลิตผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติและครามพัฒนาเป็นสินค้าหลากชนิดสู่สังคมเมือง ให้คนไทยได้ซึมซับและรู้จักผ้าชนิดนี้เพิ่มขึ้นก่อนที่จะถูกชาวต่างชาตินำไปใช้ประโยชน์
ขณะที่กำลังการผลิตในขณะนี้ก็มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว ทางกลุ่มต้องการให้คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพก่อน เมื่อเหลือแล้ว จึงค่อยส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีคนต่างชาติเข้ามาลงทุนและผลิตเป็นสินค้าส่งออกจำนวนมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นเพราะชาวต่างชาติจะทราบถึงคุณสมบัติของฝ้ายธรรมชาติมากกว่าคนไทย เส้นใยธรรมชาติจะมีประจุลบมาก ซึ่งมีคุณสมบัติในการดักจับออกซิเจน หากใส่เสื้อผ้าจากธรรมชาติและรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติมาก จะทำให้สดชื่นและมีสุขภาพที่ดี เพราะประจุลบเป็นเสมือนแอร์วิตามินในอากาศที่อยู่รอบตัว ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี ดังนั้นฝ้ายธรรมชาติจึงเหมาะกับมนุษย์ยุคปัจจุบันมากที่สุด
.......................
(อนุรักษ์...ย้อมผ้าคราม ภูมิปัญญาท้องถิ่นมิตรสิ่งแวดล้อม : โดย...นักข่าวชาวบ้าน)



