ข่าว

'จำนำข้าว'ต้องอุ้มกันเท่าไหร่?

'จำนำข้าว'ต้องอุ้มกันเท่าไหร่?

09 ม.ค. 2557

'จำนำข้าว'ต้องอุ้มกันเท่าไหร่? : รายงาน

             ในที่สุดโครงการรับจำนำข้าวก็กลายเป็น "บูมเมอแรง" ที่ย้อนกลับมาทำร้ายทั้งรัฐบาลและชาวนา หลังจากที่แผนการระบายข้าวในสต็อกไม่เป็นไปตามที่วางไว้ ทำให้ขณะนี้รัฐบาลไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายให้แก่ชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการปี 2556/2557 ที่เริ่มเปิดโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 และจะสิ้นสุดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งการจ่ายเงินเป็นไปอย่างล่าช้าอย่างต่อเนื่อง โดยชาวนาบางพื้นที่ต้องรอถึง 3 เดือนกว่าจะได้เงินตามใบประทวนที่นำไปเบิกจ่ายจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

             ปัญหาการระบายข้าวจึงนับเป็น "โจทย์ใหญ่" ของรัฐบาล ที่นำมาสู่การ "ถังแตก" ของโครงการรับจำนำ และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวนาจนต้องรวมตัวกันออกมาประท้วง โดย นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดมีใบประทวนของโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 ค้างการจ่ายเงินอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนปริมาณข้าวและใบประทวนใหม่ที่จะเข้ามาหลังจากนี้น่าจะมีอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ก่อนที่จะปิดโครงการรอบแรกของปี

             ทั้งนี้ กรอบการใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท โดยเงินดังกล่าวจะมาจากการกู้ของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) วงเงิน 4.1 แสนล้านบาท และสำรองสภาพคล่องจาก ธ.ก.ส. วงเงิน 9 หมื่นล้านบาท จากนั้นให้ใช้สภาพคล่องจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์เข้ามาใช้หมุนเวียนในโครงการ

             อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการ 2 ปีแรกคือ ปี 2554/2555 และ 2555/2556 รัฐบาลใช้เงินไปในโครงการไปกว่า 6.8 แสนล้านบาท ขณะที่ไม่สามารถส่งคืนเงินให้กระทรวงการคลัง เพื่อให้ ธ.ก.ส. นำมาใช้หมุนเวียนในโครงการรอบใหม่ได้ตามที่ตกลงกันไว้ โดยจนถึงขณะนี้กระทรวงพาณิชย์สามารถส่งคืนเงินจากการระบายข้าวได้เพียง 1.8 แสนล้านบาท

             สำหรับโครงการจำนำข้าวเปลือกในปี 2556/2557 นั้น ครม.ได้กำหนดกรอบการใช้เงินไว้ 2.7 แสนล้านบาท รองรับปริมาณข้าว 14-15 ล้านตัน โดยจะใช้เงินจากการระบายข้าวเป็นหลักวงเงิน 1.4 แสนล้านบาท และใช้เงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท นับรวมอยู่ในวงเงิน 4.1 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สบน.ได้ค้ำประกันการออกพันธบัตรของ ธ.ก.ส. เพื่อระดมเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถขายพันธบัตรได้เพียง 3.7 หมื่นล้านบาท และเตรียมจะออกพันธบัตรเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือในเร็วๆ นี้

             แต่ล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง ได้ชี้แจงว่า การจำนำข้าวปี 2556/2557 ไม่ได้อยู่ในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท เพราะกรอบดังกล่าวกำหนดใช้ถึงสิ้นปี 2556 เท่านั้น และจากการปิดบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 สำหรับการใช้เงินกู้จำนำข้าวในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท หลังจากได้นำเงินจากการระบายข้าว และการจัดสรรงบประมาณชดเชยคืนให้แก่ ธ.ก.ส. ปรากฏว่ายอดใช้เงินปิดบัญชีอยู่ที่ 4.6 แสนล้านบาท โดยกระทรวงการคลังยังมีวงเงินคงเหลือสามารถกู้เงินเพื่อใช้หมุนเวียนได้อีกเพียง 13,224 ล้านบาท จากกรอบทั้งหมด 4.1 แสนล้านบาท ขณะที่ ธ.ก.ส. มีวงเงินคงเหลือสามารถใช้ได้อีก  22,951 ล้านบาท จากกรอบวงเงิน 9 หมื่นล้านบาทที่ใช้สภาพคล่องตัวเอง

             นั่นเท่ากับว่า โครงการรับจำนำข้าวในฤดูกาลนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ "เงินกู้" เพื่อเข้ามาอุ้มโครงการและยังไม่รู้อนาคตว่าจะต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ในการผลักดันนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ !

             และแม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะอ้างถึงโครงการจำนำข้าวว่า นี่คือการสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่เกษตรกร แต่เมื่อโครงการเดินหน้าไประยะหนึ่งก็ประสบปัญหาหลายประการ ทั้งที่นักวิชาการหลากหลายกลุ่มได้เตือนเอาไว้ ที่เห็นได้ชัดเจน คือการที่รัฐบาลเคยมีแนวคิดจะปรับลดราคาจำนำข้าว ประจำฤดูกาลผลิต 2556/2557 จาก 15,000 บาทต่อตัน เหลือเพียง 12,000 บาทต่อตัน และจำกัดวงเงินรับจำนำของเกษตรกรแต่ละครัวเรือน เฉลี่ยที่ 3-5 แสนบาท จึงสร้างปรากฏการณ์ให้ชาวนาทั่วประเทศ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลคงแนวทางด้วยการยืนราคารับจำนำที่ 15,000 บาท เพราะเป็นราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต อีกทั้งเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้เคยประกาศเอาไว้ จนที่สุดรัฐบาลต้องกลับมาใช้ราคารับจำนำเดิม เพราะกระแสต่อต้านลุกลามเป็นวงกว้าง

             สิ่งนี้เป็นสัญญาณสะท้อนว่ารัฐบาลเองก็ทราบดีว่าการดันทุรังรับจำนำในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เป็นหนทางเดินสู่การขาดทุนมโหฬาร และการรับจำนำโดยภาครัฐได้กลายเป็นนายทุนรับซื้อข้าวมาเก็บแทนที่บทบาทเดิมของเอกชน เท่ากับทำลายระบบการค้าข้าวไปโดยปริยาย เมื่อจะปรับลดราคาจึงถูกต่อต้าน และถูกค้ำคอด้วยคำประกาศตอนหาเสียงไว้

             ปัจจุบันภาวะที่กลุ่มชาวนายังไม่ได้รับเงินจากการจำนำข้าว ส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร กระดูกสันหลังของชาติอย่างมาก...

             ทั้งขาดแหล่งเงินที่จะมาใช้หมุนเวียนเพื่อชำระหนี้เดิม ที่เป็นค่าปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ค่าต้นกล้า ค่ารถไถ ค่ารถเกี่ยว หรือการชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน
อีกด้วย

             นางเรียน สังข์ดนตรี อายุ 59 ปี เกษตรกร ต.โคกสูง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เล่าถึงสภาพที่กำลังเผชิญว่า มีที่นารวม 19 ไร่ นำข้าวเปลือกไปเข้าโครงการรับจำนำ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน รวม 2 ตัน ได้ราคาตันละ 18,000 บาท จากเดิมที่เคยได้มากกว่าตันละ 20,000 บาท ซึ่งตามขั้นตอนหลังนำผลผลิตไปไว้กับโรงสี จนถึงขั้นตอนได้รับใบประทวน และนำไปขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. จะต้องได้รับเงินภายใน 15 วัน แต่ปรากฏว่า ธ.ก.ส.ไม่สามารถจ่ายให้ได้

             "เดิมคิดว่าจะได้เงินเพื่อนำมาใช้หนี้นอกระบบ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรงวันละ 300 บาท ที่จ้างคนมาช่วยเกี่ยวข้าว ค่าน้ำมันสูบน้ำเข้านา ค่ารถขนข้าวไปจำนำระยะทางไกล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งค่าดอกเบี้ย ธ.ก.ส.ซึ่งก็ยังจะพอสู้ต่อไปได้บ้าง แต่เมื่อเกิดความล่าช้าในการจ่ายเงินทำให้ต้องเป็นหนี้สินที่ต้องไปกู้ยืมนอกระบบมาก่อน เสียหายเพิ่มขึ้นอีกไปกว่า 2 หมื่นบาท" นางเรียน กล่าว และย้ำว่า ยังต้องแบกภาระดอกเบี้ยนอกระบบที่ไปกู้ยืมมาด้วย

             เช่นเดียวกับ นายสี สายบุญมา อายุ 72 ปี เกษตรกร ต.แม่ระกา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก มีที่นารวม 30 ไร่ เอาข้าวไปจำนำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนรวม 15 ตัน คิดเป็นรายได้ 2 แสนบาท และเริ่มทำนารอบใหม่เมื่อเดือนธันวาคม แต่ต้องใช้วิธีกู้เงินฉุกเฉินจาก ธ.ก.ส.เสียดอกเบี้ยร้อยละ 2 เป็นค่าลงทุนทำนา เพราะยังไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าว

             "ตอนนี้กลายเป็นว่าเรากู้เงินของตัวเอง เพราะเงินรับจำนำข้าวที่เราน่าจะได้ มันยังไม่ได้ ทั้งที่ต้องจ่ายค่าเกี่ยว ค่ารถลาก ค่าแรง ต้องรอจนกว่าจะได้เงินจำนำข้าวจึงจะจ่ายให้ได้" นายสี กล่าว

             และนั่นคือข้อเท็จจริงของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการจำนำข้าว ที่รัฐบาลวางภาพสวยหรูเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา แต่วันนี้ภาพความจริงกลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง !


ตรวจพบยอดคงค้างมโหฬาร


             โครงการรับจำนำข้าว ปี 2556/2557 ใน จ.พิจิตร มีโรงสีเข้าร่วมทั้งหมด 33 แห่ง มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 54,000 ราย ข้าวเปลือกเข้าจำนำ 6 แสนตัน เงินทั้งหมดที่ต้องจ่ายให้เกษตรกร จำนวน 8,700 ล้านบาท ขณะที่มีการจ่ายผ่าน ธ.ก.ส.เพียง 1,137 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ต้องจ่ายอีกกว่า 7,000 ล้านบาท

             น.ส.ปณิดา เอกผดุงพงศ์ หัวหน้าสำนักงานการค้าภายในจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายน 2556 ถึงเดือนมกราคม 2557 รวมปริมาณข้าวในโครงการของจังหวัด 84,239.76 ตัน รวมจำนวนเกษตรกร 28,274 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 288.91 ล้านบาท และปัจจุบันจ่ายเงินไปได้แล้วส่วนหนึ่ง 9,482 คน หรือคิดเป็นวงเงิน 66.662 ล้านบาท และมีเกษตรกรในพื้นที่รอคอยกว่า 2 เดือนแล้ว ตกค้างอีกกว่า 2 หมื่นคน ที่ได้รับความเดือดร้อน โดย ธ.ก.ส.เตรียมที่จะจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ตกค้างทั้งหมด ภายในวันที่ 15 มกราคมนี้

             สำหรับโครงการรับจำนำของ จ.พิษณุโลก มีเกษตรกรนำข้าวเปลือกร่วมโครงการ 492,682.47 ตัน มีจำนวนใบประทวนที่ออกให้ไปแล้วจำนวน 58,937 ใบ มีเงินเข้ามาที่ ธ.ก.ส.พิษณุโลก เพื่อจ่ายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 1,200 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินไปแล้ว 797 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินที่จะต้องจ่ายสูงถึง 7,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไปแล้วก็เพียงแค่ 10% เท่านั้นเอง

----------------------------------

(หมายเหตุ : 'จำนำข้าว'ต้องอุ้มกันเท่าไหร่? : รายงาน)