ข่าว

เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างคุมอารมณ์ไม่อยู่

เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างคุมอารมณ์ไม่อยู่

09 ม.ค. 2557

เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างคุมอารมณ์ไม่อยู่ : รายงาน

             เสียงนกหวีดยังคงดังกึกก้องไปตามถนนหนทางที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และมวลมหาประชาชนที่ตระเวนปลุกเร้าให้ประชาชนในพื้นที่ กรุงเทพฯ ออกมาร่วม "ชัตดาวน์กรุงเทพฯ" ในวันที่ 13 มกราคมนี้ ซึ่งสถานการณ์ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะมีการพัฒนาไปในทิศทางใด

             แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาล และหน่วยงานด้านความมั่นคง ปฏิเสธไม่ได้คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะต้องรับผิดชอบ จึงทำให้มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะชายชุดดำที่เปรียบเสมือนมือปืนรับจ้าง ที่จะออกมาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายทุกครั้งเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเลวร้าย โดยเบื้องต้นทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจม็อบ 13 มกราคม 2557 มาควบคุมสถานการณ์

             หลังจากที่มีความพยายามที่จะผลักดันพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปี 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) มาบังคับใช้ แต่สุดท้ายถูกเบรกจาก ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่พยายามส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง เพราะไม่อยากให้เหตุการณ์ซ้ำรอย “เผาบ้าน-เผาเมือง” เหมือนปี 2553 ที่วันนี้ยังไม่สามารถจับมือใครดมได้เลย

             ทั้งนี้ การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจม็อบ 13 มกราคม 2557 เพื่อหวังปูทางในการควบคุมสถานการณ์ เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เกรงว่าสถานการณ์จะมีการพัฒนาเหมือนกับเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อขวางการจับสลากเลือกตั้ง จนทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต

             สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ “อาการ” ของตำรวจ ณ เวลานี้ ถูกสังคมจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปฏิกิริยาที่แข็งกร้าว-ดุดัน จนเกิดภาพการรวมตัวแสดงพลังเพื่อต้องการกู้ศักดิ์ศรีคืนมาในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการแสดงอาการน้อยใจผู้บังคับบัญชา รวมไปถึงผู้นำประเทศ โดยไม่ต้องการให้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองในช่วงที่เกิด “สุญญากาศ” ในเวลานี้

             “ตำรวจพยายามทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นยอมรับว่ามันเกินคาด เพราะต่างฝ่ายต่างชุลมุนกัน แต่ถ้าตำรวจใช้อาวุธปืนยิงในระยะการปะทะกันระหว่างตำรวจกับประชาชนในพื้นที่สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง คงไม่พลาดแน่นอน และคงไม่ถูกแค่ 1-2 คนเท่านั้น แต่ถ้ายิงแล้วคงเป็นร้อยคนแน่ แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นผู้บังคับบัญชาจะต้องลงมาช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องเสื้อเกราะที่จะต้องจัดสรรมาให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงาน” หนึ่งในตำรวจที่แสดงพลังกู้คืนศักดิ์ศรี ระบุ

             ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็มีข่าวในทำนองว่า ตำรวจที่ปฏิบัติการในพื้นที่ภาคสนามเกิดความไม่พอใจในสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงที่ผ่านมา จึงมีการระบายอารมณ์ไปต่างๆ นานาในช่วงนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ที่ตำรวจแสดงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์อย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องการแสดงอาการขู่ฆ่า หรือข่มขู่ ก็มีมาให้เห็นตลอด

             ล่าสุดมีความพยายามปลุกระดมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ลุกขึ้นมาต่อต้านกลุ่มผู้ชุมนุมผ่านทาง “กลุ่มไลน์” ของโทรศัพท์มือถือ ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยกลุ่มไลน์ที่ตำรวจตั้งขึ้นมาเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้ในการติดต่อประสานงานกัน และพูดคุยกันเพื่อคลายความตึงเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงจนส่งผลกระทบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสังเวยชีวิตให้แก่เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

             “กลุ่มไลน์” ที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ขณะนี้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของ กปปส. ในวันที่ 13 มกราคมนี้ บางรายมีการพูดคุยกันถึงความอาฆาตแค้น บางรายก็พูดในลักษณะประนีประนอมอยากให้สถานการณ์การชุมนุมจบลง เพราะไม่อยากให้สถานการณ์เช่นนี้ยืดเยื้อออกไป เพราะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย โดยเฉพาะความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติ

             ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคง เชื่อว่า การแสดงอาการทางกลุ่มไลน์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คงจะเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น คงไม่น่าจะเกิดอาการอาฆาตต่อประชาชน เนื่องจากประชาชนไม่ได้มีอาวุธในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ช่วงที่ชุลมุนคงเกิดจากอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ และยิ่งการเคลื่อนไหวที่มีคนหมู่มากการควบคุมของแกนนำก็ทำได้ลำบาก ดังนั้น ทางกลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องควบคุมกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมให้ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ เหตุการณ์ก็จะซ้ำรอยเหมือนในอดีต

             “ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้วตำรวจก็ไม่ต้องการที่จะทำร้ายประชาชน แต่เหตุการณ์ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เกิดจากการควบคุมอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายไม่ได้ เพราะฝ่ายหนึ่งถูกทำร้าย หรืออีกฝ่ายหนึ่งถูกกระทำ ก็ทนไม่ได้ จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างลุกขึ้นมาปะทะกันเพื่อหวังให้เหตุการณ์มันจบ แต่สถานการณ์มันเกิดกลับตาลปัตรลุกลามจนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย ดังนั้นการเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 13 มกราคมนี้ จึงต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มมือที่สามที่พยายามจ้องจะก่อเหตุรุนแรง”

..................

(หมายเหตุ : เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างคุมอารมณ์ไม่อยู่ : รายงาน)