
'กปปส.'นัดอีก!9ม.ค.เดินเรียกแขก
'กปปส.'นัด 9 โมงเช้าเดินเรียกแขกฝั่งธน 11 กม. 'สุเทพ' รับหนักใจปิดแยกลาดพร้าว-แจ้งวัฒนะ เหตุใกล้พื้นที่ชุมนุมนปช.
เมื่อเวลา 15.10 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แถลงว่า การเดินขบวนรณรงค์ให้ออกมาร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯ กำหนดการในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ขบวนจะเริ่มเคลื่อนออกจากราชดำเนินในเวลา 09.00 น. ใช้เส้นทาง ถ.ราชดำเนิน ถ.ดินสอ เสาชิงช้า วัดสุทัศน์ ถ.ตรีเพชร สะพานพุทธ แยกบ้านแขก แยกลาดหญ้า วงเวียนใหญ่ ถ.อิสรภาพ แยกพรานนก โรงพยาบาลศิริราช แยกอรุณอมรินทร์ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถ.ราชดำเนิน รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ได้มีการพบปะหารือกับองค์กรที่อาจได้รับผลกระทบกับการปฏิบัติการใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. อาทิ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยจะดำเนินการให้มีผู้ประสานงานของทั้ง 2 ฝ่ายในแต่ละเวทีที่จะมีการจัดพื้นที่ พร้อมมาตรการดูแลคล้ายกับเวทีราชดำเนิน นอกจากนี้ ยังมีสมาคมผู้ประกอบการย่านอโศกที่ได้ร่วมกันวางแผนรับการปฏิบัติการ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้ปรับความเข้าใจ และหารือร่วมกัน ซึ่งกปปส.ยืนยันจะเดินหน้ากดดันรัฐบาลให้ลาออกจากรักษาการ เพื่อปูทางการปฏิรูปประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เดินทางเข้าหารือกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.เพื่อกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยและไม่ถูกขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในการชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค.โดยขอให้จัดพื้นที่ปลอดภัยให้กับสื่อมวลชนในแต่ละเวที หรือหากเป็นไปได้ควรจัดพื้นที่รายงานสดของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ไม่ขัดขวางรถขนส่งหนังสือพิมพ์และรถถ่ายทอดสดในการผ่านพื้นที่การชุมนุม รวมทั้งขอความร่วมมือ กปปส.ทำความเข้าใจกับผู้ปราศรัยบนเวทีหลีกเลี่ยงการใช้ถอยคำ หรือใส่ร้ายป้ายสีสื่อมวลชน ตลอดจนกำหนดตัวบุคคลในการประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า จะดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อให้ได้มากที่สุด พร้อมแต่งตั้งผู้ประสานงานสื่อในแต่ละเวที แต่รู้สึกหนักใจใน 2 พื้นเสี่ยง 1.แยกลาดพร้าว และ 2.แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
"สมาคมสื่อฯ"ทำจดหมายถึงกปปส.ขอเปิดเซฟตี้โซน ช่วงชัตดาวน์กทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สองสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ทำจดหมายถึงคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยระบุว่า เนื่องจาก กปปส.ประกาศเคลื่อนมวลชนออกมาปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 มกราคม 2557 นั้น เพื่อความปลอดภัยและไม่ถูกขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนงและเพื่อการรักษาไว้ซึ่งสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน องค์กรวิชาชีพสื่อ ซึ่งประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอความร่วมมือจากคณะกรรมการ กปปส. ดังต่อไปนี้
1.ขอให้จัดพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) ให้กับสื่อมวลชนในแต่ละเวทีปราศรัย ซึ่งจะเป็นที่รวมสื่อมวลชนในทุกสังกัด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ทั้งนี้ หากเป็นไปได้ควรจัดพื้นที่สำหรับจุดถ่ายทอดรายงานสดของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ด้วย
2.สืบเนื่องจากกรณี กปปส.ประกาศเคลื่อนมวลชนออกมาปิดกรุงเทพฯ นั้น ซึ่งโดยข้อเท็จจริงในหลายพื้นที่มีสำนักงานของสื่อมวลชนตั้งอยู่ด้วย โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ต้องมีการขนส่งหนังสือพิมพ์กระจายไปยังผู้อ่านตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งกปปส.ควรให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวกให้กับรถขนส่งหนังสือพิมพ์หากมีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องผ่านพื้นที่การชุมนุมในบางจุด รวมทั้งไม่ขัดขวางรถขนส่งหนังสือพิมพ์และรถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในทุกกรณี
3.ขอความร่วมมือคณะกรรมการกปปส.ได้ทำความเข้าใจกับผู้ปราศรัยบนเวที ควรหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหรือการใส่ร้ายป้ายสีสื่อมวลชน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดของผู้ชุมนุมจนนำไปสู่การกระทบกระทั่งหรือปิดล้อมนักข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชุมนุมในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้นักข่าวรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย แม้ว่าแกนนำกปปส.ได้ร่วมเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ในแต่ละเหตุการณ์ แต่องค์กรวิชาชีพสื่อไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ชุมนุมกับนักข่าวในพื้นที่การชุมนุมเกิดขึ้นอีก
4.ในกรณีที่มีการปิดล้อมสถานที่ราชการบางแห่ง เมื่อมีการแสดงตัวว่า เป็นสื่อมวลชน ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวนักข่าวจากต้นสังกัด หรือแสดงปลอกแขนสื่อสีเขียวอ่อน ควรปล่อยตัวนักข่าวให้ออกจากพื้นที่ปิดล้อมในทันที
5.จัดให้มีการประสานงานที่ชัดเจน โดยการกำหนดตัวบุคคลในการทำหน้าที่ประสานงานของแต่ละฝ่าย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถประสานเพื่อให้การช่วยเหลือได้ทันที



