ข่าว

สั่งให้ออกราชการ'ตร.พกปืน-ยาไอซ์'

สั่งให้ออกราชการ'ตร.พกปืน-ยาไอซ์'

08 ม.ค. 2557

"การ์ด กปปส." จับตร.พกปืน ยาไอซ์ เข้าที่ชุมนุมใกล้แยกคอกวัว ส่ง สน.สำราญราษฎร์ ผบก.สท.สั่งให้ออกจากราชการ




          วันที่ 8 ม.ค.57  เวลา 11.20 น.  พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ ผบก.สท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ม.ค. เวลา 23.00 น. ร.ต.ท.เลิศชาย ผือลองชัย พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้สอบสวนดำเนินคดี ส.ต.อ. ท.ภัทร เพ็ชรอาวุธ ผบ.หมู่ฝ่ายพิพิธภัณฑ์ กองสารนิเทศ หลังถูกควบคุมตัวได้ภายในพื้นที่การชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุน และยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 0.5 กรัม
    
          ผบก.สท. กล่าวอีกว่า ข้าราชการตำรวจผู้นี้ไม่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดๆ เกี่ยวกับการชุมนุม และไม่ได้มีการมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ข้าราชการตำรวจผู้นี้ได้เคยประพฤติตัวไม่เหมาะสม ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาได้ตักเตือนและกำชับการปฎิบัติหน้าที่ทั้งในที่ประชุมและเป็นการส่วนตัวมาโดยตลอด ซึ่งเคยมีการดำเนินการทางวินัยโดยลงทัณฑ์มาก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุนี้แล้ว และในขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีการไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่และไม่มาปฏิบัติราชการ

          สำหรับกรณีการกระทำครั้งนี้ จะมีการดำเนินการตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด และจะมีการดำเนินการตั้งกรรมการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีขั้นตอนกระบวนการตามระเบียบกฎหมาย รวมทั้งการพิจารณามีคำสั่งให้ออกจากราชการ





แจ้ง 3 ข้อหาหนักตำรวจพกปืน-ไอซ์กลางม็อบ
          พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น.ในฐานะโฆษก บช.น. กล่าวต่อว่า จากเหตุการร์ชุมนุมดังกล่าวมีเหตุความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 7 ม.ค. ขณะที่ ส.ต.อ. ท.ภัทร เพ็ชรอาวุธ ตำแหน่ง ผบ.หมู่ฝ่ายพิพิธภัณฑ์ กองสารนิเทศ เข้าไปบริเวณหน้าแผงกั้นการชุมนุมกลุ่ม กปปส.สี่แยกคอกวัว จนถูกการ์ดผู้ชุมนุมควบคุมตัวไว้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ให้มารับตัว โดยผลการจับกุมพบของกลางอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. พร้อมเครื่องกระสุนปืนจำนวน 10 นัด ยาไอซ์บรรจุในซองพลาสติกใสจำนวน 1 ซองเล็ก โดยพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้แจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย , พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม ม.18 (4) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้รับคำร้องทุกข์ไว้เรียบร้อยแล้ว        





การ์ด"กปปส." จับตร.พกปืน-ยาไอซ์เข้าที่ชุมนุมกปปส.แยกคอกวัว

          การ์ด กปปส.ได้นำตัว ส.ต.อ.ท.ภัทร เพ็ชรอาวุธ ผบ.หมู่ฝ่ายพิพิธภัณฑ์ กองสารนิเทศ ส่ง ร.ต.ท.เลิศชาย ผือลองชัย พนักงานสอบสวนสน.สำราญราษฎร์ ให้ดำเนินคดี หลังถูกควบคุมตัวได้ภายในพื้นที่การชุมนุมบริเวณแยกคอกวัวถนนราชดำเนิน พร้อมอาวุธปืนขนาด 9 มม.กระสุน 10 นัดและ และยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 0.5 กรัม
    
          ส.ต.อ. ท.ภัทร ให้การว่า เป็นตำรวจทำหน้าที่ดูแลภูมิทัศน์และความเรียบร้อยในพิพิธภัณฑ์ตำรวจ ก่อนเกิดเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปในพื้นที่ชุมนุม  และได้ไปยืนเลือกซื้อเสื้อผ้าอยู่บริเวณใกล้แยกคอกวัว ปรากฎมีคนบอกว่ามีคนเข็นรถจักรยานยนต์ของตนไปใกล้กับด่านของ กปปส.จึงเดินตามไปเอาคืน และบอกว่าเป็นตำรวจ จึงถูกการ์ดค้นตัว และทำร้ายร่างกาย จากนั้นได้นำตัวส่งมาที่สน. ยอมรับว่าพกพาอาวุธปืนประจำตัวไปจริง  เพราะไม่อยากเก็บไว้ที่บ้าน แต่ยืนยันว่าไม่ได้จะพกเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ส่วนยาไอซ์ อ้างว่าได้มาจากเพื่อน และรับว่าได้เสพยาเสพติดมา
    
          ด้านนายพงษ์พันธ์ เสมา อายุ 50 ปี การ์ดกปปส.กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมเห็นว่าส.ต.อ.ท.ภัทร ได้ทำท่าชักอาวุธปืนแล้ววิ่งไล่นักศึกษาอาชีวะที่มาช่วยเป็นการ์ดให้ผู้ชุมนุม ทางการ์ดจึงเข้าจับกุมและทำการค้นตัวได้ทั้งอาวุธและยาเสพติดดังกล่าว
    
          เบื้องต้นทั้งนี้ ตำรวจได้ควบคุมตัว ส.ต.อ.ท.ภัทร ไปทำการตรวจปัสสาวะ พบว่าเป็นสีม่วง จึงแจ้งข้อหามียายสเสพติด(ยาไอซ์)ไว้ในครอบครอง และเสพยาก่อนส่งไปตรวจสอบยืนยันท้องที่เกิดเหตุ เพื่อพิจารณาความผิดเพิ่มเติม




กปปส.แฉตร.พกอาวุธ-เสพยาเข้าพื้นที่ชุมนุม

          ต่อมาเวลา 10.06 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงข่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลและศูนย์อํานวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ยังมีความพยายามให้ข่าวเป็นเท็จเพื่อใส่ร้ายประชาชน จากกรณีที่ น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวหาผู้ชุมนุมว่าใช้สารเสพติดเพื่อกระตุ้นความกล้าใช้ก่อความรุนแรง รวมถึงพยายามใส่ร้ายกลุ่มคนเคี้ยวใบกระท่อมว่า เป็นผู้ชุมนุมที่เป็นตัวอย่างในการใช้ยาเสพติดเพื่อกระตุ้นความกล้าเพื่อใช้ความรุนแรงนั้น ก็เป็นการโยงเรื่องที่ไร้เหตุผลและไม่มีหลักฐานมาแสดง แต่เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผานมา ในพื้นที่ชุมนุมของ กปปส.ก็พบเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่แต่งเครื่องแบบพกอาวุธเข้ามา มีอาการมึนเมา และใช้สารเสพติด ดังนั้นถ้า น.อ.อนุดิษฐ์ จะใช้ตรรกะเดียวกันนั้น ตนก็โยงได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาในพื้นที่ชุมนุมมีอาวุธ มีอาการมึนเมา ใช้ยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีลักษณะคล้ายกัน และเตรียมใช้อาวุธปืนนำไปก่อความรุนแรงได้เช่นกัน
    
          นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมขโมยอาวุธปืน และไปซื้อกระสุนเพื่อเตรียมก่อเหตุนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะศอ.รส.ไม่มีหลักฐานการขโมยปืน และกระสุนปืนเพื่อนำไปใช้ตามข้อกล่าวอ้าง ซึ่ง ศอ.รส.ควรจะออกมาชี้แจงว่าใครขโมยปืน และขโมยไปจำนวนเท่าไหร่ ไม่นั้น ศอ.รส.จะอ้างเรื่องนี้เพื่อไปก่อเหตุความรุนแรงแล้วโยนความผิดให้ผู้ชุมนุม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการปฏิเสธเรื่องชายชุดดำบนตึก แต่เมื่อพบหลักฐานเจ้าหน้าที่ก็ออกมามารับสารภาพว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
        
          นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทราบมาว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังจะสร้างเรื่องใส่ร้ายว่าการชุมนุมได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ มีการกล่าวหาเรื่องเงินจำนำข้าวโดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง   รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง  รวมทั้งนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่พยายามใส่ร้ายว่าที่ชาวนาไม่ได้รับเงินจำนำข้าวเพราะ กปปส.ได้ปิดล้อมกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะชาวนาได้รับใบประทวนก่อน กปปส.ชุมนุมแล้ว
    
          "เหตุที่ชาวนานไม่ได้เงิน เพราะรัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนานแล้ว ซึ่งขณะนี้สมาคมชาวนาก็มาร่วมขุมนุมกับ กปปส. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบ และหยุดบิดเบือนความจริง แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ก็จะมีการบิดเบือนเพิ่มเติมจากระทรวงพาณิชย์เพื่อสร้างเรื่องมาใส่ร้ายขบวนการชุมนุม" นายเอกนัฏ กล่าว
    
          นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ จากการเดินที่ฝั่งธนบุรีได้รับการตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก ส่วนเงินบริจาคการเดินขบวนมื่อวันที่ 7 ม.ค.นั้น มีจำนวน 2,517,050 บาท มีทั้งให้เป็นกระปุกออมสิน เหรียญบาทใส่ถุงพลาสติก ธนบัตรทำเป็นพวงมาลัยคล้องคอ รวมถึงมัดธนบัตรเป็นปึกนำมาบริจาคให้ โดยเงินสูงสุดที่รับบริจาคจากคนเดียวได้ถึง 2 หมื่นบาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รับการตอบรับจาก กปปส.ต่างประเทศ อาทิ กปปส.แอลเอ ซิดนีย์ แอตแลนต้า เยอรมัน เดนมาร์ก สวีเดน ฝรั่งเศส เป็นต้น ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมคู่ขนาดตั้งแต่วันที่ 11-13 ม.ค. ทั้งหมด 10 จุดใน 8 ประเทศ โดยจะไม่มีการไปปิดสี่แยกในต่างประเทศ แต่จะจัดเวทีปราศรัยเท่านั้น ส่วนเส้นทางการเคลื่อนขบวนของกปปส.ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ตนจะชี้แจงช่วงบ่าย โดยแนวแนวโน้มจะไปฝั่งธนบุรี และจะไปในเส้นทางที่ยังไม่เคยเดินทางไป