ข่าว

ทหารแหยงพ.ร.ก.ฉุกเฉินปี53ไม่ขอปฏิวัติ

ทหารแหยงพ.ร.ก.ฉุกเฉินปี53ไม่ขอปฏิวัติ

08 ม.ค. 2557

ทหารแหยงพ.ร.ก.ฉุกเฉินปี53 'รักษาสถานการณ์'ไม่ขอปฏิวัติ

              สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเข้าสู่ "จุดแตกหัก" เมื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศ "ทุบหม้อข้าวตีเมือง" ด้วยการปิดกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม บทบาทของ "กองทัพ" กำลังถูกจับตามองอย่างมาก ท่ามกลางกระแสข่าวการ "รัฐประหาร"

              ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกในห้วงที่อุณหภูมิการเมืองทะลักจุดเดือดได้มีกำหนดการที่กำลังพลกองทัพภาคที่ 1 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี,ปราจีนบุรี, ลพบุรี, สระบุรี เข้ามาซ้อมพิธีสวนสนามวันกองทัพไทย 18 มกราคม โดยเคลื่อนพลเข้ากรุงมาตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม

              ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะการรัฐประหารปี 49 ก็เกิดในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวขั้นสูงสุดของกลุ่มมวลชนต่อต้านระบอบทักษิณเช่นเดียวกัน !!!

              นอกจากนี้ ท่าทีของกองทัพที่ปฏิเสธการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อหน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถึงสองครั้งสองคราก็ยิ่งทำให้บทบาทของกองทัพถูกจับตามองมากยิ่งขึ้นตามลำดับ

              ครั้งแรก เกิดขึ้นในระหว่างการหารือลับกับนายกฯ หลังการเข้าอวยพรปีใหม่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ซึ่งนายกฯ ได้ขอให้ผบ.เหล่าทัพ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่กองทัพมองว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

              ครั้งที่สอง ในการประชุม กอ.รมน.วาระ "ด่วนพิเศษ" เมื่อวันที่ 2 มกราคม ที่นายกฯ ต้องการให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตำรวจเสริมว่า เกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายจากมือที่สาม จึงอยากให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่

              แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมองว่า สถานการณ์ไม่น่าจะไปถึงขั้นนั้น และย้ำว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว !!

              แหล่งข่าววงในกองทัพระบุว่า สิ่งที่ทหารไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ เหตุการณ์ที่จะยกระดับเหมือนปี 2553 ซึ่งทำให้ทหารตกเป็น "จำเลย" ของประชาชน และต้องสู้คดีในศาลมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะหากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารก็ต้องเป็น "หน่วยนำ" ในการทำงาน

              "ตำรวจพยายามกดดันผ่าน สมช. เพื่อขอใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และบอกว่า ถ้าทหารไม่ต้องการใช้ทางตำรวจจะขอใช้อำนาจแทนก็ได้ แต่กองทัพมองว่า หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นจะควบคุมไม่ได้ และทหารก็จะตกเป็นจำเลยอีก" วงในกองทัพคนเดิม กล่าวย้ำ

              ขณะที่วงในระดับสูงของกองทัพอีกรายอธิบายจุดยืนของกองทัพว่า เหล่าทัพมี "คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์" คอยวางบทบาทและกำหนดทิศทางของกองทัพ โดยคณะทำงานนี้ ประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าใน 2 ประเด็น คือ

              ประเด็นที่ 1 การจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้แม้จะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารโดยตรง แต่การประกาศก็ต้องหารือกับหน่วยปฏิบัติด้วย โดยรัฐบาลพยายามขอให้กองทัพสนับสนุนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่กองทัพยืนยันว่ายังไม่มีความจำเป็น

              ฝ่ายกองทัพมองด้วยว่า ประเด็นสำคัญในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในมุมมองของรัฐบาล และตำรวจ คือ

              เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหากไม่กระทำการ "เกินกว่าเหตุ" ย่อมได้รับการคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย

              แต่บทเรียนที่ได้รับจากปี 2553 ทหารจึงไม่อยากตกเป็นจำเลยอีก และแม้ฝ่ายตำรวจจะอยากให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็ต้องการให้ทหารเป็น "หน่วยนำ" ซึ่งทหารไม่เอาด้วย

              นอกจากนี้ หากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปก่อนก็สุ่มเสี่ยงที่จะเจอกับ "เกียร์ว่าง" จากกองทัพเหมือนเมื่อครั้งที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ในสมัยรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551

              ประเด็นที่ 2 ท่าทีของกองทัพกับการชุมนุมใหญ่ 13 มกราคมของกปปส. ได้มีการกำหนดตัวชี้วัด 3 ประการ ซึ่งจะส่งผลต่อท่าที และบทบาทของกองทัพในระยะต่อไป คือ

              1.มติของป.ป.ช. ต่อ 383 ส.ส.และส.ว.ที่ถูกร้องให้ถอดถอนจากตำแหน่ง กรณีร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว.

              ซึ่งหาก ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด ก็อาจก่อความไม่พอใจให้แก่มวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลจนเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง

              2.จำนวนมวลชนที่ไปร่วมชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของกปปส. โดยจะประเมินจากกระแสในโซเชียลมีเดียว่าอารมณ์ของประชาชนเป็นอย่างไร และ 3.เกาะติดการเคลื่อนไหวของ กปปส. ว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่

              โดยบทสรุปคณะทำงานยุทธศาสตร์เห็นตรงกันว่า คู่ขัดแย้งสองฝ่ายต้องการใช้ทหาร และดึงทหารไปอยู่ข้างตน

              ฉะนั้นจังหวะก้าวของกองทัพจึงต้องระมัดระวัง เพราะหากก้าวผิดนิดเดียวจะกลายเป็นการ "เลือกข้าง" และเข้าไปอยู่ในวังวนความขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว

              อีกประเด็นสำคัญที่เห็นพ้องต้องกัน คือ จุดยืนของการ "ไม่รัฐประหาร" เพราะกองทัพไม่ต้องการเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน

              ประกอบกับการจัดกำลังแบบ "รบตามแบบ" มาใช้ควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในเมือง ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมี "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ฝึกอาวุธ และพร้อมกระทำกับฝ่ายทหารในลักษณะ "สงครามกองโจรในเมือง"

              ส่วนการนำกำลังทหารออกปฏิบัติการนั้น bottom line หรือ "บรรทัดสุดท้าย" อยู่ที่การ "รักษาสถานการณ์" เมื่อเกิดการปะทะระหว่างประชาชนด้วยกัน หรือระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน แล้วเกิดความสูญเสียจำนวนมากเท่านั้น

              ขณะที่การเคลื่อนกำลังพลเข้ามาซ้อมพิธีสวนสนามในวันกองทัพไทยที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)

              กำลังพลที่มาซ้อมพิธีสวนสนามในปีนี้มาจาก กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จ.ลพบุรี กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) จ.ชลบุรี และ ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี

              โดยทยอยเดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ 6-9 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 18 มกราคม แต่ไม่เปิดเผยตัวเลขแน่ชัดว่า มีกี่กองพัน แต่ก็ถือว่ามากกว่าทุกครั้ง

              ขณะที่รัฐประหารปี 49 ใช้กำลัง 4 กองพล คือ 1.กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี 2. กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) 3.กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี 4.กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.)

              กำลังพล 42 กองพัน ถูกจัดกำลังมาจาก “กองพลทหารราบยานเกราะ” พล.ร.2 รอ. อาทิ ร.2 พัน.1 รอ., ร.2 พัน.2 รอ., ร.2 พัน.3 รอ., ร.12 พัน.1 รอ., ร.12 พัน.2 รอ.,ร.12 พัน.3 รอ., ร.21 พัน.1 รอ., ร.21 พัน.2 รอ., ร.21 พัน.3 รอ.

              โดยมี "กองพลวงศ์เทวัญ" หรือ พล.1 รอ. เข้ายึดพื้นที่ในกทม. จาก ร.1 พัน.1 รอ., ร.1 พัน.2 รอ., ร.1 พัน.3 รอ., ร.11 พัน.1 รอ., ร.11 พัน.2 รอ., ร.11 พัน.3 รอ., ร.31 พัน.1 รอ., ร.31 พัน.2 รอ., ร.31 พัน.3 รอ. และ ม.พัน.4 รอ.

              ส่วน “กองพลเสือดำ” หรือ พล.ร.9 เข้ายึดพื้นที่ปริมณฑลจาก ร.9 พัน.1, ร.9 พัน.2, ร.9 พัน.3, ร.19 พัน.1, ร.19 พัน.2, ร.19 พัน.3, ร.29 พัน.1, ร.29 พัน.2, ร.29 พัน.3

              ขณะที่ "พล.ม.2 รอ." นำรถถังออกมายึดสถานที่สำคัญ โดยใช้กำลังจาก ม.พัน.1 รอ., ม.พัน.3 รอ., ม.พัน.17 รอ., ม.พัน.5 รอ., ม.พัน.11 รอ., ม.พัน.25 รอ., ม.พัน.20 รอ., ม.พัน.23 รอ., ม.พัน.24 รอ., ม.พัน.27 รอ.

              นอกจากนี้ ยังมีกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) สนับสนุนดูแลพื้นที่ชั้นนอก ได้แก่ ปตอ.พัน.1 รอ., ปตอ. พัน.4, ปตอ.พัน.5, ปตอ.พัน.7

              จะเห็นได้ว่า กำลังพลในปีนี้น้อยกว่าปี 49 แต่อย่าลืมว่า พล.1 รอ. และพล.ม.2 รอ. มีหน่วยที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว และยังมีทหารหน่วยปฏิบัติพิเศษ ทหารราบยานเกราะ และทหารม้ารถถัง จากต่างจังหวัดเข้ามาซ้อมพิธีสวนสนามด้วย

              โดยมี "กองพลวงศ์เทวัญ" ที่อยู่ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และสถานที่ราชการสำคัญเป็น "ตัวแปร" ที่น่าจับตามองมากที่สุด

........................

(หมายเหตุ : ทหารแหยงพ.ร.ก.ฉุกเฉินปี53 'รักษาสถานการณ์'ไม่ขอปฏิวัติ)