
'สุรนันทน์'เชื่อ'กองทัพ'ไม่ปฏิวัติ
'สุรนันทน์' เชื่อ 'กองทัพ' ไม่ปฏิวัติ วอนใช้เวทีปฏิรูปหาทางออกประเทศ เผยเตรียมหาสถานที่สำรองให้หน่วยงานที่ถูกปิด
7 ม.ค.57 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กปปส.จะปิดถนนกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.2557 ว่า นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำนอกรอบการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีพิจารณาความเหมาะสม การใช้สถานที่สำรองของหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่ถูกปิด โดยทาง ศอ.รส.จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ และประสานกับหน่วยราชการต่างๆ นายกรัฐมนตรี ย้ำให้รัฐมนตรีทำงานตามปกติ ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลยืนยันในหลักการจะนำไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ส่วนการชุมนุมต่างๆถ้าเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องการประท้วงรัฐบาลหรือแสดงความคิดเห็นสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าละเมิดสิทธิ์เสรีภาพผู้อื่น หรือทำให้เกิดความเสียหาย และแกนนำมีข้อหากบฎต่อราชอาณาจักร ต้องขอให้พิจารณา ในส่วนของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ได้กำชับตลอดว่า จะทำอย่างไรให้สงบเรียบร้อยที่สุด ไม่เกิดความรุนแรง ดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของผู้ชุมนุม และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ต้องเป็นไปโดยละมุนละม่อม ซึ่งรัฐบาลพยายามบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย หากบังคับใช้กฎหมายและทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต หรือก่อให้เกิดความรุนแรง เลือดตกยางออก โดยนายกรัฐมนตรีย้ำตลอดไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทาง ศอ.รส.จะต้องประเมินให้ดีที่สุด ต้องรักษาชีวิตผู้ชุมนุม ประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ด้วย โดยการสร้างสมดุลต้องเห็นใจ ผอ.ศอ.รส.มากที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ และจะเหมือนเหตุการณ์ในบังคลาเทศหรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่รักษาคนใดคนหนึ่ง หรือตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในรัฐบาล นายกรัฐมนตรีพูดตลอดว่าพร้อมที่จะทำทุกอย่าง แต่ต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย และวันนี้มีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง มีผู้มาลงสมัครเป็นตัวแทนประชาชนจำนวนมาก ฉะนั้นรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากดำเนินกระบวนการให้เกิดขึ้นเพื่อรักษาระบอบไว้ วันนี้รัฐบาลพยายามอำนวยความสะดวก จริงๆแล้วไม่อยากไปจัดเวทีปฏิรูปการเมือง หรือปฏิรูปประเทศต่างๆ รัฐบาลอยากเห็นคนกลุ่มอื่นๆมาเป็นผู้จัดเวทีปฏิรูป อาทิเช่น ภาคเอกชน ที่จะจัดเวทีให้เกิดการพูดคุยกัน หาทางออกกำหนดแนวทางปฏิรูปประเทศ จะเป็นสิ่งที่ดี รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกและสนับสนุน แต่จะไม่เข้าไปกำหนดแนวทาง เมื่อมีเวทีนี้ก็หวังว่าผู้ชุมนุมจะใช้เป็นทางออกให้กับประเทศมากกว่าการทำให้เกิดการเผชิญหน้าบนท้องถนนและนำไปสู่ความรุนแรง
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนตัว ผอ.ศอ.รส. มาเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงานนั้น นายสุรนันทน์ กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่ได้ยินข่าวนี้ ยังคงเป็นนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ดูแลในภาพรวม ส่วนผอ.ศอ.รส. ยังคงเป็นผบ.ตร. เหมือนเดิม
เมื่อถามว่า ต้องให้เหตุการณ์รุนแรงเช่นใดถึงจะประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ถ้าการชุมนุมยังเป็นอหิงสา สันติตามที่แกนนำพูด ความจำเป็นใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คงไม่มี ความจริงเครื่องมือภายใต้พ.ร.บ.ความมั่นคง ถ้าสามารถสนธิกำลังกันได้ระหว่างตำรวจ ทหาร พลเรือน ก็น่าจะเพียงพอ แม้จะประกาศเป็นพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่การสนธิกำลังยังเป็นเรื่องของพลเรือน ตำรวจ ทหาร เช่นเดิม จะไม่ใช่กำลังทหารในลักษณะพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเหตุการณ์ในปี 2553 วันนี้ทางศอ.รส.ได้ประเมินในจุดที่แย่ที่สุด และดีที่สุด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง วันนี้นายกรัฐมนตรีห่วงอย่างเดียวคืออยากให้หาทางออกร่วมกัน ด้วยแนวทางสันติ โดยใช้เวทีการปฏิรูป ซึ่งวันนี้รัฐบาลมีท่าทีเปิดอยากให้เข้ามา แต่ในระบอบนี้คงจะบังคับจิตใจใครไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคืออยากให้คิดถึงประเทศชาติ ชีวิตเลือดเนื้อประชาชนที่อาจจะสูญเสีย เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่มีใครอยากให้สูญเสียอีก ถ้าหากหาทางคุยกันบนโต๊ะจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
เมื่อถามว่า ถึงตอนนี้รัฐบาลยังไว้ใจกองทัพว่าจะไม่เกิดการรัฐประหาร นายสุรนันทน์ กล่าวว่า เราไว้ใจกองทัพว่าเป็นกองทัพมืออาชีพ เป็นกองทัพที่เข้าใจ มีหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้กรอบกติกานี้จะดีที่สุดสำหรับ และความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อไทย ทั้งนี้รัฐบาลวางใจทหาร ต้องช่วยกัน ตนเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรง แต่ยอมรับว่ามีพวกสุดขั้ว ก็ว่ากันไป แต่เราก็ต้องพยายามไม่ให้ละเมิดกฎหมาย
"เท่าที่ผบ.เหล่าทัพคุยกับนายกรัฐมนตรี ก็ให้ความไว้วางใจและคุยกันรู้เรื่อง เราไว้ใจกันมาตั้งแต่สถานการณ์น้ำท่วม อยู่ดีๆ จะบอกไม่ไว้ใจได้อย่างไร ซึ่งตนเชื่อว่าผู้นำเหล่าทัพชุดนี้ ไม่ได้คิดเรื่องรัฐประหาร เพราะทุกคนรู้ว่าโลกเปลี่ยนไป การรัฐประหารประชาชน และนานาชาติไม่ยอมรับ จึงคิดว่าผู้นำเหล่าทัพมีความเป็นมืออาชีพเพียงพอ และผู้นำเหล่าทัพก็เหมือนทุกคนอยากหาทางออกให้กับประเทศ เมื่อถึงเวลาจุดหนึ่งก็ต้องนั่งคุยกัน"
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือพ.ร.บ.ความมั่นคงที่ใช้ในปัจจุบัน และจะยกระดับการดูแลในระดับใดนั้น ฝ่ายความมั่นคงจะต้องมีการหารือร่วมกัน และเห็นพ้องต้องกันโดยใช้เหตุและผล เพราะมีความละเอียดอ่อนหลายเรื่อง ซึ่งเมื่อหารือกันแล้ว เนื่องจากได้ทำงานร่วมกันมาตลอด ทั้งกองทัพ และตำรวจ พลเรือน ฝ่ายการเมือง จะเข้าใจว่า จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดรักษาความสงบเรียบร้อย
"เนื้อหาของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายวิษณุ เครืองาม ยกร่างไว้ดีมาก เป็นกฎหมายที่เป็นมาตรฐานสากล โดยจะเห็นว่าพลเรือน ตำรวจ ทหาร ช่วยกันได้ แม้กระทั่ง ศอฉ. ถ้ามีการตั้งขึ้นมา ผบ.ตร. ก็เป็นผอ.ศอฉ. ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร กฎหมายมีความอ่อนตัว และในมาตรฐานสากล ตำรวจต้องเป็นตัวนำ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะการณ์ ทหารจะเป็นตัวหนุนกำลัง ที่ผ่านมาตำรวจอ่อนล้ามามาก เนื่องจากดูแลมานาน ขณะเดียวกัน มีพื้นที่กว้างบางครั้งจำเป็นต้องนำกำลังทหารมาช่วย
สำหรับการจัดงานวันเด็กในปีนี้ ทำเนียบรัฐบาลจะไม่มีการจัดงานเกิดขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่เปิดทาง รวมถึงตอบรับการพูดคุย และเป็นห่วงความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ของเด็ก และผู้ปกครองที่จะมาร่วมงาน จึงขอฝากขอโทษว่าในปีนี้อาจจะไม่ได้จัดกิจกรรมวันเด็ก แต่จะมีการประสานงานขอความร่วมมือผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าภายใน 1-2 วันนี้จะได้ข้อสรุป



