
วิบากกรรม'เลือกตั้ง2ก.พ.'
วิบากกรรม'เลือกตั้ง2ก.พ.' : สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน
ณ นาทีนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่า วันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะมีเลือกตั้งหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ สัญญาณที่ส่งออกมานั้น ไม่ดีนัก นับตั้งแต่มีการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค ใน กทม. และแบบแบ่งเขตในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีถึง 28 เขต ที่ไม่มีผู้สมัครแม้แต่คนเดียว จนเล็งเห็นผลได้ว่า วันเลือกตั้งน่าจะมีความวุ่นวายไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ ก่อนถึงวันเลือกตั้งก็ยังมีกับระเบิดทางการเมืองที่พร้อมจะโหมกระแสต่างๆ อยู่ไม่น้อยเช่นกัน เช่น วันที่ 7 มกราคม หาก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหากับ ส.ส., ส.ว. ในคดีถอดถอน จากการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
จริงอยู่ การแจ้งข้อกล่าวหาไม่ใช่การชี้มูล ที่นายกฯ จำต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่แค่นี้ก็เพียงพอต่อการสร้างแรงกดดันและเพิ่มความชอบธรรมในการต่อสู้ให้แก่ผู้ชุมนุมแล้ว
เช่นเดียวกับวันที่ 8 มกราคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นไปในทางเดียวกับกรณีที่มาของ ส.ว.ก่อนหน้านี้ จนถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์หรือไม่ มิพักต้องพูดถึงการทำงานของ กกต. ที่ยังถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจในการจัดการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีการชุมนุมใหญ่ "ชัตดาวน์ กทม." ของ กปปส. ในวันที่ 13 มกราคมนี้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุรุนแรงจนอำนาจนอกระบบต้องเข้ามาแทรกแซง
เปลาะสุดท้ายก่อนจะถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ คือ วันลงคะแนนล่วงหน้าระหว่างวันที่ 26 มกราคม ที่ชัดเจนแล้วว่า อาจมีหลายแห่งถูกผู้ชุมนุมเข้าไปขัดขวางจนทำให้เกิดการเลือกตั้งไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า หากเกิดการจลาจลเมื่อใกล้วันจริง อาจจะนำไปสู่การเลื่อนการลงคะแนนได้ ซึ่งถือเป็นอำนาจเต็มของ กกต.
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีอุปสรรคอะไรมากมายจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หนทางที่เกิดขึ้นมีหลายทาง ทางแรกคือ อาจจะเกิดเหตุปั่นป่วนวุ่นวายจนเลือกตั้งไม่ได้ทั่วประเทศ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็ต้องเลื่อนไปเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพราะหากเป็นอย่างนั้น เท่ากับว่า ไม่ว่าจะจัดเมื่อไหร่ก็จะเกิดเหตุเช่นนี้ทุกครั้ง และกว่าจะเกิดเลือกตั้งอีกครั้งก็คงจะเป็นเมื่อทุกฝ่ายตกผลึกทางความคิด และพร้อมจะหาทางออกร่วมกัน
แต่ก็เตือนไว้ว่า หากใครที่กำลังมุ่งหวังให้เกิดสถานการณ์ที่ว่า ก็ต้องรับผลที่ตามมา เพราะตัวอย่าง "เลือกตั้งเลือด" มีให้เห็นแล้วที่บังกลาเทศ
ทางต่อมาคือ การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็แน่นอนว่า การเลือกตั้งอย่างไรก็ไม่ครบทั้งประเทศอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้มีถึง 28 เขต ที่ไม่มีผู้สมัคร และมีอีก 22 เขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครคนเดียว ที่ต้องฝ่าฟันทั้งกฎ 20% และ กฎที่ระบุว่า คะแนนที่ได้ต้องไม่น้อยกว่าคะแนนโนโหวต
นั่นหมายความว่า ต่อให้เขตอื่นราบรื่น ไม่มีเหตุใดๆ เกิดขึ้น ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งก็จะไม่ครบ 95% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่จะเปิดสภาได้ ซึ่งระหว่างที่ยังเปิดสภาไม่ได้ เราก็จะมี "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" เป็นรัฐบาลรักษาการไปเรื่อยๆ และอยู่ในสภาวะอึมครึมกันไปเรื่อยๆ
สำหรับเขตที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว อาจจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกและครั้งที่สอง ยังคงต้องยึดกฎเหล็ก 20% และต้องไม่น้อยกว่าคะแนนโนโหวตอยู่เช่นเดิม แต่หากเป็นการเลือกตั้งตามกระบวนการนี้เป็นครั้งที่สาม แม้จะมีผู้สมัครเพียงคนเดียว และมีผู้มาเลือกตั้งเพียงคนเดียวก็จะถือว่าได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 93 ระบุว่า ต้องดำเนินการให้มี ส.ส.ครบตามจำนวนที่กำหนดภายใน 180 วัน
หากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกระบวนการตามปกติ หลังจากเลือกตั้ง 30 วัน ต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ จากนั้นให้สภาเห็นชอบผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ อีกภายใน 30 วัน ซึ่งเท่ากับว่า ถ้าทุกอย่างไม่มีปัญหา ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในการตั้งรัฐบาลใหม่ หรือกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ก็อย่างน้อยเดือนเมษายน
ถ้าใช้เวลาเต็มที่เลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเหตุการณ์ความไม่สงบอีก 6 เดือน กว่าจะมีรัฐบาลใหม่อาจปาเข้าไปถึงเดือนตุลาคม
คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ถ้าคู่ขัดแย้งยังตกลงกันไม่ได้ และขัดขวางการเลือกตั้งทุกครั้งจะทำเช่นไร เพราะหากยังคงสภาพเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าจะจัดให้เลือกตั้งใหม่ หรือให้ลงคะแนนใหม่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งความสงบก็เกิดขึ้นไม่ได้ และอาจหมายถึงการบาดเจ็บล้มตายที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนั้นอะไรต่อมิอะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่เว้นแม้แต่การเข้าคุมอำนาจโดยการรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองโลกในแง่ดี เราอาจจะยังมีทางออก ซึ่งทางออกที่สวยงามที่สุดคือ ระหว่างนี้มีการเจรจา ซึ่งข้อตกลงเป็นที่ยอมรับกันได้ของทุกฝ่าย อาทิ การกำหนดกรอบกติกาการปฏิรูปให้ชัดเจน และพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับสมัครเลือกตั้ง
ซึ่งถ้าทุกฝ่ายตกลงกันได้แล้ว ก็น่าจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้ง หรืออาจจะใช้คำที่สวยกว่าเพื่อเลี่ยงบาลีทางกฎหมาย อย่าง การเลื่อนวันลงคะแนน พร้อมกำหนดให้มีการรับสมัครใหม่ และเดินหน้าเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น สังคมก็จะคลายวิกฤติจากเชือกที่เขม็งเกลียว
แต่หากไม่เจรจาหาข้อตกลง และยังคงเดินหน้าในจุดที่แต่ละฝ่ายกำลังกระทำอยู่นี้ การเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงก็อาจเกิดขึ้น และอาจกลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทยอีกครั้งก็เป็นได้!?
------------------------
(หมายเหตุ : วิบากกรรม'เลือกตั้ง2ก.พ.' : สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)



