
จับตาป.ป.ช.เดินตามวิถี'ตุลาการภิวัฒน์'
จับตาป.ป.ช.เดินตามวิถี'ตุลาการภิวัฒน์' : โอภาส บุญล้อม ,อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน
กลายเป็นเรื่องที่ตามหลอกหลอนรัฐบาลและคนจากพรรคร่วม จากความพยายามเร่งผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. จนกระทั่งสุดท้ายเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจแตะเบรก โดยฟันธงว่าผิดทั้งกระบวนการและเนื้อหา
นี่เป็นที่มาของการยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อถอดถอน 383 ส.ส. และ ส.ว. ที่ลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว พร้อมกันนั้นยังยื่นดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย และที่น่าจับตาคือ หนึ่งในนั้นมีชื่อของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาไปแล้ว และมีกระแสข่าวว่าในวันที่ 7 มกราคม เป็นวันที่ ป.ป.ช.จะพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหากับอีก 381 รายที่เหลือหรือไม่
อย่างไรก็ตาม มีการให้ความเห็นโดยกรรมการ ป.ป.ช. แล้วว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหากับทุกราย เพราะผู้ที่กระทำผิดตามข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ใช่ทุกคน เช่น คนที่กดบัตรแทนกันก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน หรือการรวบรัดปิดอภิปรายก็มีเพียงไม่กี่คน
ขณะเดียวกันก็มีผู้มองว่าความผิดในเรื่องกระบวนการผ่าน และเนื้อหาที่มีเจตนาล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงมิอาจเลือกจะไม่เอาผิดได้แม้แต่คนเดียว จึงต้องมาลุ้นว่า ป.ป.ช.จะเลือกเชือดรายบุคคล หรือ เหมาเข่งทุกราย
ทั้งนี้ ตามกระบวนการในส่วนของ ป.ป.ช. ถือว่ายังไม่เสร็จสิ้น เพราะแม้จะแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ก็ต้องให้เวลามาแก้ข้อกล่าวหา จากนั้นจึงลงมติชี้มูลก่อนจะเสนอเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนต่อไป แต่ก็แทบจะ 100% ว่าคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา จะถูกชี้มูลด้วยเพราะ "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร" ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
และหากมีการชี้มูล ผู้ที่ถูกชี้มูลจำต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการลงมติถอดถอน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาถูกยุบไปแล้ว ทำให้ถือว่าความเป็น ส.ส.ของกลุ่มดังกล่าวจบลงด้วย ดังนั้นจึงไม่สามารถยุติการปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป
เมื่อพิจารณาในส่วนของ "ยิ่งลักษณ์" ที่หลายคนมองว่าหากถูกชี้มูลจะทำให้สภาพ "รักษาการนายกรัฐมนตรี" จบลงไปด้วยหรือไม่?
หลายคนอาจจะผิดหวัง เพราะผู้รู้ในกฎหมาย ป.ป.ช. ระบุชัดว่า "ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี เพราะว่าเป็นการกล่าวหาและชี้มูลกระทำผิดในฐานะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็น ส.ส. และได้ไปร่วมโหวตเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะว่ากฎหมาย ป.ป.ช. จะห้ามปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ถูก ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลกระทำผิดเท่านั้น"
"อีกทั้งขณะนี้ได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงไปแล้ว ตำแหน่ง ส.ส. ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส. อีกต่อไป"
แต่กระนั้นก็ตาม สิ่งที่น่าคิดคือ ขั้นตอนหลังจากนี้ ที่หากวุฒิสภามีมติถอดถอนจะส่งผลให้ถูกตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และย่อมหมายความว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผู้มองว่า โทษเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี เป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) ระบุคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่า ต้องไม่เคย ถูกไล่ออก ปลดออก เพราะทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเป็นความ "ไม่สุจริต" ดังนั้นอาจตีความได้ว่า หากถูกตัดสินจากกรณีนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าประตูการเมืองของคนเหล่านี้จะปิดลงตลอดกาล
และแม้ ส.ว.จะไม่มีมติถอดถอน แต่ก็ยังมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่รอลงซ้ำดาบสอง แต่อาจต้องใช้เวลานานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น
ดังนั้นแม้ว่าในระยะสั้นจะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ผลในทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่อง เพราะลำพังแค่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ก็ย่อมถูกฝั่งตรงข้ามนำไปเป็นประเด็นโจมตีแล้ว ยิ่งหาก ป.ป.ช. ชี้มูล "ยิ่งลักษณ์" ด้วยนั้นจะถือเป็นแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางและแหลมคมเช่นนี้
เรื่องนี้จึงถือเป็นจุดที่น่าจับตา เพราะหากถูกตัดสินเช่นนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า "ยิ่งลักษณ์" อาจรับแรงกดดันต่อไปไม่ไหว และไม่แน่ว่าอาจจะเลือกไขก๊อกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ระหว่าง "ลาพัก" หรือ "ลาออก" จนเกิดสุญญากาศขึ้น และมีเพียงรองนายกฯ เป็นผู้รักษาการเท่านั้น เข้าทางของฝั่งที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล และอาจเป็นเงื่อนไขในการชูธงสภาประชาชนหลัง "ยิ่งลักษณ์" ต้องจำใจหลบไปอยู่หลังฉาก
ถ้าจำกันได้ เหตุการณ์คล้ายกันเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2549 และปี 2551 เมื่อการชุมนุมยังคงยืดเยื้อความขัดแย้งยังคงอยู่ ขณะที่ผู้กุมอำนาจรัฐยังคงยึดมั่นในแนวทางเดินหน้าเช่นกัน เมื่อนั้นกระบวนการ "ตุลาการภิวัฒน์" จะเข้ามามีบทบาท
ครั้งนี้เมื่อดูสิ่งที่คืบคลานเข้ามา ก็ไม่ต่างกัน แต่ครั้งนี้จะเรียบง่ายเหมือนสองครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ต้องจับตาดู !!
------------------------
(หมายเหตุ : จับตาป.ป.ช.เดินตามวิถี'ตุลาการภิวัฒน์' : โอภาส บุญล้อม ,อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)



