
เอกชน-รัฐรับมือ'ชัตดาวน์กรุงเทพฯ'
ภาคเอกชน-รัฐ รับมือ 'ชัตดาวน์กรุงเทพฯ' ธนาคาร-ตลาดหุ้นเปิดปกติ 13 ม.ค. แต่เกาะติดสถานการณ์ คมนาคมจัดจุดเชื่อมรถไฟฟ้ารอบ 4 ทิศ ชี้151เส้นทาง'อัมพาต'
6มกราคม2557 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้นัดหารือถึงแผนการรับมือกรณี กปปส.นัดชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ เช่นเดียวกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ได้หารือผู้บริหารจากบริษัทหลักทรัพย์ 34 รายและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยได้ข้อสรุปว่าตลาดหุ้นยังคงดำเนินการซื้อขายตามปกติ ส่วนแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างพร้อมมีระบบสำรองในการส่งคำสั่งซื้อขายไว้อยู่แล้ว รวมทั้งสถานที่ปฏิบัติงานฉุกเฉิน และระบบปั่นไฟไว้สำรองกรณีที่มีการประกาศตัดน้ำไฟ ส่วนการมาทำงานให้แต่ละบริษัทจัดให้พนักงานที่ทำหน้าที่ติดต่อกับนักลงทุนไปประจำสาขาที่สะดวกในการเดินทางแทน
ทั้งนี้ ปริมาณการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 1 สัปดาห์ต่อจากนี้ไปจะอยู่ในระดับเบาบางประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อวัน เนื่องจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติรอดูสถานการณ์การเมืองในประเทศ
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แต่ละธนาคารมีแผนรองรับการชุมนุมอยู่แล้ว แต่ละธนาคารมีสาขาหลักร้อยแห่งหรือมีเอทีเอ็มหลักพันเครื่องสามารถทำงานแทนกันได้ จึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวลว่าการให้บริการทางการเงินจะได้รับผลกระทบ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้อนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์สามารถดำเนินการได้ตามสมควร
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากปิดพื้นที่สี่แยก 20 จุด ครอบคลุมรัศมี 2 กิโลเมตรจะกระทบกับสถานีบริการน้ำมัน จำนวน 73 แห่ง สถานีแอลพีจี 21 แห่ง และสถานีเอ็นจีวี 7 แห่ง ซึ่งได้แจ้งให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันเตรียมพร้อมในการรับมือ โดยการสำรองน้ำมันและก๊าซเอาไว้ให้เพียงพอ ส่วนการขนส่งน้ำมันและก๊าซที่ปกติทำในเวลากลางคืนจะประสานกับกระทรวงคมนาคมเปลี่ยนมาขนส่งกลางวัน หลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านจุดชุมนุม
ขณะที่ นายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานด้านการขนส่ง โดยเบื้องต้นจัดหาจุดจอดรถสำหรับเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ในโซนต่างๆ คือ โซนทิศเหนือที่ลานจอดรถสนามบินดอนเมือง จุดจอดรถ บขส.รังสิต สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน และฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ส่วนโซนทิศตะวันออกที่ลานจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ ลานจอดรถไบเทค บางนา และห้างสรรพสินค้าเมกะบางนา โซนทิศใต้ที่ลานจอดรถเซ็นทรัล พระราม 2 บิ๊กซี เคหะธนบุรี บิ๊กซี ราชบูรณะ และเดอะมอลล์ บางแค และโซนตะวันตก ที่จุดจอดรถ ขสมก.10 ไร่ พาต้าปิ่นเกล้า และลานจอดสถานีรถไฟสายใต้ โดยจัดรถชัตเติลบัสรับส่งในจุดที่มีปัญหาการเดินทางโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ชี้151เส้นทางทั่วกรุงเทพฯอัมพาต
นอกจากนี้ ยังประเมินผลกระทบมีผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนไม่น้อยกว่า 1 ล้านราย เป็นผู้ใช้รถ ขสมก. 850,000 ราย โดยมีถนนสายต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ 151 เส้นทาง และโรงเรียนและมหาวิทยาลัย 149 แห่ง โรงพยาบาล 21 แห่ง สถานที่ราชการ และสถานีตำรวจ 85 แห่ง ศูนย์การค้า 88 แห่ง
สำหรับกระบวนการด้านกฎหมายนั้น ได้มอบหมายให้นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม พิจารณาว่ามีส่วนใดที่ต้องดำเนินการ เรื่องใดเข้าข่ายการกระทำความผิดจะต้องแจ้งความดำเนินคดี หรือหากหน่วยงานใดได้รับผลกระทบ เช่น ขสมก. รถไฟฟ้า จะพิจารณาด้วยเช่นกัน โดยมาตรการดังกล่าวกระทรวงฯได้ตั้งสมมติฐานกรณีที่มีการปิดถนน 20 จุด แต่หากมากกว่านี้ ต้องเป็นอำนาจระดับนโยบาย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้โดยสารที่เดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง จะต้องแจ้งให้ทราบตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินว่ามีการปิดถนนในเส้นทางใดบ้าง ขณะเดียวกันต้องแนะนำรถที่เตรียมไว้ให้บริการด้วยว่าอยู่ตรงจุดใดพื้นที่ใดบ้าง
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งเข้มงวดเรื่องราคาสินค้าและปริมาณสินค้าในช่วงปิดกรุงเทพฯ โดยให้กรมการค้าภายในออกตรวจตลาดหลังมีกระแสข่าวว่าห้างร้านบางแห่งเริ่มกักตุนสินค้าเพื่อหวังฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือเพื่อป้องกันหากเกิดปัญหาการขนส่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้สินค้าขาดตลาดได้ ดังนั้น จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเส้นทางเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมเพื่อป้องกันปัญหาด้านโลจิสติกส์ ให้สินค้ากระจายได้ตามปกติ
ด้านนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้เชิญผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ขนส่งสินค้า ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก และผู้ประกอบการตลาดสด หารือร่วมกันในวันที่ 7 มกราคมนี้ เพื่อวางแผนรับมือและบรรเทาผลกระทบ
สิงคโปร์-คาเธ่ย์ลดไฟลท์กรุงเทพฯ
นายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน เปิดเผยว่า ขณะนี้มี 3 สายการบินแจ้งลดเที่ยวบินเข้ามายังไทย คือสิงคโปร์แอร์ไลนส์ ขอลดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ รวม 19 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.-22 ก.พ.2557 เหลือให้บริการ 196 เที่ยวบินจาก 215 เที่ยวบิน และคารเธ่ย์แปซิฟิก ขดลดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ฮ่องกง เหลือวันละ 8 เที่ยวบิน จากวันละ 9 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 7 - 14 ม.ค.นี้ และฮ่องกงแอร์ไลนส์ขอลดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ฮ่องกง เหลือ 90 เที่ยวบิน จาก 110 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 4 -30 ม.ค.นี้
"ทั้ง 3 สายการบินให้เหตุผลว่าการลดเที่ยวบินเป็นผลจากปริมาณผู้โดยสารลดลง และฮ่องกงแอร์ไลนส์ยังแจ้งว่าส่งเครื่องบินเข้ารับการซ่อมบำรุงไป 1 ลำ"
บินไทยยันไม่มียกเลิกตั๋วเที่ยวไทย
นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิกการจองตั๋วหรือยกเลิกการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยจากปัญหาการชุมนุม แต่ช่วงก่อนหน้านี้มีการยกเลิกเที่ยวบินจากประเทศจีน 3-5% ซึ่งเป็นผลกระทบจากนโยบายปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของทางการจีน ส่งผลให้การบินไทยต้องยุบรวมเที่ยวบินจากจีนและฮ่องกงเพราะไม่คุ้มทุน
ส่วนการชุมนุมในวันที่13 ม.ค.นี้ การบินไทยได้เตรียมรับสถานการณ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือฝ่ายปฏิบัติการกับผู้โดยสาร ในส่วนฝ่ายปฏิบัติการได้จัดทำแผนรับมือกำหนดไว้หลายแนวทางที่มีการประเมินว่าจะเกิดขึ้น จากนั้นจะนัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เป็นแผนการเตรียมพร้อมด้านบุคลากร เช่นการจัดที่พักสำหรับพนักงานปฏิบันิหน้าที่ เพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบที่อาจทำให้การเดินทางไม่สะดวก
สุวรรณภูมิจัดศูนย์รับนักท่องเที่ยว
นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ได้กำชับผู้ประกอบการรถสาธารณะให้เตรียมแผนรองรับกรณีที่ผู้โดยสารเกิดปัญหาในการเดินทางเข้า-ออกท่าอากาศยาน เช่น การปรับเส้นทางเดินรถชัตเติล บัส ระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงสถานที่จอดรถ และรถเชื่อมโยงการเดินทางไปยังรถไฟฟ้า ตลอดจนจัดเจ้าหน้าที่และป้ายประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ และรถลิมูซีน ให้หลีกเลี่ยงจุดหมายปลายทางที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม
นอกจากนี้ ยังใช้ศูนย์ปฏิบัติการท่าอากาศยานเป็นศูนย์กลางประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการ และสายการบิน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ ทอท.ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร โดยตั้งอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 หลังเคาน์เตอร์ เช็คอิน โทรศัพท์ 02-2132-9950-2 หรือ โทร 1722 และขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางมาท่าอากาศยานล่วงหน้า 4 ชั่วโมง โดยใช้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์แทน
ดอนเมืองงัดแผนรับมือปิดถนน
ว่าที่เรืออากาศโทจตุรงคพล สดมณี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง กล่าวว่า ได้เตรียมแผนรับมือหากมีการปิดจราจร โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ประสานให้จัดพื้นที่จอดรถบริเวณอาคารคลังสินค้า และจัดบริการรับ-ส่งการเดินทางโดยรถไฟจากสถานีดอนเมืองไปยังสถานีหลักสี่ ส่วนเส้นทางที่เตรียมไว้กรณีปิดถนนวิภาวดีรังสิตคือใช้ทางยกระดับดอนเมืองโทล์เวย์ แต่หากปิดดอนเมืองโทลล์เวย์ด้วยจะใช้ทางด่วนไปลงที่ด่านศรีสมานตรงมายังถนนสรงประภาเข้าสู่ท่าอากาศยานดอนเมือง
ในส่วนของผู้โดยสารจะติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ในการแจ้งข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆเป็นระยะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารมากที่สุด
แท็กซี่โอดรายได้ลด-ตกงานหมื่นคน
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานสหกรณ์แท็กซี่สยาม เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมิณความเสียหายกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะปิดถนนในกรุงเทพฯ 20 จุดในวันที่13 ม.ค.นี้ว่าจะกระทบต่อการหารายได้ของแท็กซี่มากน้อยเพียงใด เพราะต้องรอดูสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะประชาชนใช้บริการแท็กซี่น้อยลง ส่งผลให้คนขับแท็กซี่ตกงานประมาณ10,000 คน จาก 50,000 คน ส่วนคนขับที่มีรถเป็นของตัวประมาณ 25,000 คน พบว่ารายได้ลดลงมาก แต่จำเป็นต้องขับรถเพราะต้องหาเงินมาผ่อนค่างวด
"ปกติช่วงเดือนพ.ย.และธ.ค. จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวใช้บริการแท็กซี่มากกว่าปกติ แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาการใช้บริการลดลงมาก มีรถแท็กซี่ต้องจอดไว้ที่อู่กว่า 30% จากจำนวนรถที่ให้บริการ 75,000 คัน ขณะที่ช่วงเวลาปกติจะมีการจอดที่อู่เพียง10% "
7องค์กรเอกชนเชิญทุกฝ่ายร่วมหาทางออกประเทศ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะ ประธานคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 ฝ่าย (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้กล่าวภายหลังการประชุม กกร. ว่า ที่ประชุมได้หารือในประเด็นการรับมือการปิดกรุงเทพในวันที่ 13 มกราคมนี้ของ กกปส. โดยให้แต่ละองค์กรลงไปเตือนสมาชิกให้เตรียมการรองรับเพื่อป้องกันปัญหาด้านการขนส่ง ป้องกันไม่ให้การดำเนินธุรกิจ และการผลิตเกิดการสะดุด เช่น บางบริษัทอาจจะต้องย้ายออฟฟิตในกรุงเทพฯออกไปทำงานที่โรงงานในต่างจังหวัดแทน หรือการเตรียมวัตถุดิบการผลิตล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดปิดกรุงเทพฯ เป็นต้น
ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น 7 องค์กรภาคเอกชน จะประชุมหารือภายใน 1-2 วันนี้ โดยจะเชิญองค์กรต่างๆที่มีอิทธิพลเข้าร่วมกำหนดแผนในการปฏิรูปประเทศ เช่น จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน กปปส. กองทัพ กกต. นักวิชาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ และเครือข่ายสังคมอื่นๆ ให้เข้ามาแสดงความเห็นในการปฏิรูปประเทศ จากนั้นจะสรุปข้อคิดเห็นที่ได้ว่ามีแนวทางออกของประเทศทางใดบ้าง เพื่อให้เป๋นแนวทางให้กับทุกฝ่ายนำไปแก้ไขปัญหา
“หลังจากนี้จะมีการประชุม 7 องค์กรเอกชน ภายใน 1-2 วัน เพื่อสรุปว่าจะเชิญหน่วยงานใดบ้างเข้ามาร่วมหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศ และแต่ละองค์กรภาคธุรกิจมีแนวทางปฏิรูปประเทศอย่างไรบ้าง ซึ่งการเชิญทุกฝ่ายมาหารือในครั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลาบ้างอาจจะได้ข้อสรุปไม่ทันในวันที่ 13 มกราคมนี้ แต่มองว่าข้อสรุปดังกล่าวอาจจะช่วยลดความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง เพราะภาคเอกชนมีบทบาทที่จำกัด ” นายอิสระ กล่าว
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา 7 องค์กรภาคเอกชน ได้รับฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายและได้ข้อสรุปในวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นเหตุความขัดแย้งได้รุนแรงมากขึ้นจนมาถึงการปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 มกราคม ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนในวงกว้าง จนอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงสร้างความเสียเสียหายอย่างมากได้ ดังนั้นในการหารือในครั้งนี้ จะเป็นการหาแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิรูปประเทศว่าจะมีขั้นตอนใดบ้าง และจะปฏิรูปเรื่องอะไร และจะต้องปฏิรูปให้เสร็จตามกรอบเวลาที่เหมาะสมภายใน 1-ปี ถึง 1 ปีครึ่ง แล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่
“ข้อสรุปแนวทางปฏิรูปประเทศที่ได้นี้ อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่น่าจะช่วยลดความขัดแย้งได้บ้าง เพราะหากได้แนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจน และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ก็จะช่วยลดความขัดแย้ง และการเผชิญหน้าได้บางส่วน” นายเกรียงไกร กล่าว
ขณะที่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่ากรณีที่ กปปส. จะชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์ในวันที่ 13 มกราคม 2556 กกร. มีความเห็น 3 ข้อได้แก่ 1.กกร. ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
2.อยากเห็นการแก้ไขความขัดแย้งการหาทางออกจากวิกฤตทางการเมืองด้วยสันติวิธีโดยเร่งด่วนที่สุดบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และ 3.สำหรับการเคลื่อนไหววันที่ 13 มกราคม นั้น กกร.มีความกังวลว่าจะเกิดลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย รวมถึงผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงภารกิจและการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง เช่น นักเรียน นักศึกษา ผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล คนทำงานและประชาชนทั่วไป จึงขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคำนึงถึงผลกระทบข้างเคียงเหล่านี้ด้วย
ทั้งนี้ หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อจะกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวมมาก ซึ่งตอนนี้หลายสำนักด้านเศรษฐกิจก็ประเมินผลกระทบและการเติบโตเศรษฐกิจไว้ต่างกัน บางแห่งระบุว่าจะเติบโตได้เพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพของประเทศไทยและระดับเฉลี่ยของอาเซียน 5 ประเทศที่มีเศรษฐกิจใกล้เคียงกันที่ 5% ซึ่งมูลค่าเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท หากหายไป 2% ก็เท่ากับหายไป 2.4 แสนล้านบาท
“ปัจจัยที่กระทบกับเศรษฐกิจตอนนี้มีแต่การเมือง เพราะมองไม่เห็นว่ามีปัจจัยอื่นมากระทบโดยเศรษฐกิจต่างประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น” นายพยุงศักดิ์ กล่าว



