
อดีตหลอนของขิ่น ยุ้นต์ (2)
นอกบ้านผ่านเมือง : อดีตหลอนของขิ่น ยุ้นต์ (2) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
จากอดีตนายทหารร่างสันทัด กลับกลายเป็นชายชราร่างผอมบาง ผู้พอใจกับชีวิตเรียบง่าย มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการเปิดร้านแกลเลอรี่และร้านขายของที่ระลึก ยามว่างก็จะปลูกผลไม้ อาทิ ทุเรียน มะม่วง สับปะรด หรือปลูกไม้ดอก โดยเฉพาะกล้วยไม้ ซึ่งจะเพาะและตัดขายสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้านนับตั้งแต่ช่วงที่ถูกกักบริเวณนานถึง 7 ปี หรือไม่ก็อ่านหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์พม่า หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและนิตยสารข่าวจากต่างประเทศที่ทางการเปิดให้นำเข้ามาจำหน่ายได้โดยไม่ถูกสั่งห้ามเหมือนในอดีต หรือไม่เช่นนั่นก็สวดมนต์หรือนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจผ่องใส
"ผมไม่สนใจการเมืองอีกต่อไปแล้ว ผมยุติบทบาทนั้นอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ผมให้ความสำคัญกับครอบครัวมากที่สุด" ขิ่น ยุ้นต์ ยืนยันหนักแน่น
อย่างไรก็ดี อดีตนักโทษการเมืองคนหนึ่งซึ่งขณะนี้เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมให้ความเห็นกล่าวว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมยิ่ง ที่อดีตผู้อำนวยการข่าวกรองผู้ทรงอำนาจที่สุดจะยังคงอยู่ดีกินดี ทั้งๆ ที่ควรถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกจำคุกให้สาสมกับอาชญากรรมที่เคยก่อไว้
แต่ ขิ่น ยุ้นต์ ชี้แจงว่าในฐานะผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองก็ต้องทำหน้าที่รีดปากคำผู้ต้องสงสัยทุกคนเพื่อเค้นหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใดก็ตาม ซึ่งวิธีการนี้แทบไม่ต่างไปจากการเค้นหาคำตอบของซีไอเอ หรือเคจีบี หรือมอสสาด และอันที่จริงก็ไม่ควรเรียกวิธีการเหล่านั้นว่าเป็นการทรมาน
กระนั้น ขิ่น ยุ้นต์ ยอมรับว่ามีหลายเหตุการณ์ที่ต้องจำใจทำ เพราะไม่สามารถขัดขืนคำสั่งได้ ถ้าไม่ทำ ก็จะถูกเพ่งเล็งว่ากำลังต่อต้านรัฐบาลและจะต้องถูกลงโทษ อดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีให้ความเห็นตบท้ายว่า สิ่งหนึ่งที่ตัวเองได้ตระหนักก็คือ ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยน และคนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
แน่นอน ผู้ที่ประกาศว่าสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ไม่มีวันสำนึกในสัจธรรมนี้ โดยเฉพาะข้อที่ว่าความสุขอยู่ที่ใจ
-------------------------
(นอกบ้านผ่านเมือง : อดีตหลอนของขิ่น ยุ้นต์ (2) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



