
'บันทึกสื่อมวลชน'ในวันปะทะเดือดสนามไทย-ญี่ปุ่น
บันทึกสื่อมวลชน 'ไร้ผู้นำ-ไร้การสื่อสาร' ชนวนเหตุปะทะเดือดสนามไทย-ญี่ปุ่น : ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่นรายงาน
แม้จะคลี่คลายไปแล้ว "เปลาะ" หนึ่ง คือเรื่อง "ชายชุดดำ" บนดาดฟ้ากระทรวงแรงงานที่สุดท้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกมายอมรับว่าเป็น "ตำรวจ" แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังคงเป็นคำถามค้างคาใจกับเหตุการณ์ปะทะที่ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวัน 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา
วันดังกล่าวเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดให้ตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ไปลงชื่อสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ไว้ และพรรคการเมืองที่เข้าไปสมัครไม่ได้ แต่ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ดินแดง และกองปราบฯ ให้มาจับสลากหมายเลข สุดท้ายวันนั้น กกต.สามารถดำเนินการให้พรรคการเมืองจับสลากได้ แต่เป็นการจับสลากท่ามกลางการยิงแก๊สน้ำตา เสียงปืน เสียงประทัดยักษ์ จากการปะทะกันของฝ่ายผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งท้ายที่สุดมีผู้เสียชีวิตไปฝั่งละคน
ผู้สื่อข่าวเครือเนชั่น ซึ่งไปเฝ้าทำข่าวตั้งแต่เช้า เล่าว่า วันนั้นไปถึงที่หน้าสนามไทยญี่ปุ่นประมาณ 7 โมงเช้า พร้อมๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มแรกที่เดินทางไปโดยรถชนิดต่างๆ มีนายอมร อมรรัตนานนท์ เป็นแกนนำอยู่บนรถเครื่องเสียง
นักข่าวแฉนาทีระทึก
"พอมาถึง ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ไปออกันอยู่ที่บริเวณประตู 2 เพราะเป็นประตูใหญ่ของสนามไทยญี่ปุ่น กลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นวัยรุ่นก็เริ่มปีนกำแพง ไปนั่งบนขอบรั้ว บางคนใช้บันไดพาด บางคนก็ปีนเลย พอปีนรั้ว ตำรวจก็ประกาศเตือน ห้ามบุกรุก ถ้าบุกจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง แต่ผู้ชุมนุมที่เป็นวัยรุ่นก็ไม่ฟัง หยิบขวด หยิบไม้ เศษไม้แถวนั้นขว้างเข้าใส่ตำรวจ แกนนำคือนายอมร ก็พยายามประกาศเตือนให้ใจเย็นๆ แต่กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่ฟัง จากนั้นรถเครื่องเสียงของนายอมรก็ขยับไปอยู่ที่ประตูหนึ่ง ที่อยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตร"
ต่อมาผู้ชุมนุมใช้รถหกล้อที่มีเครนยกด้านหลังมาคล้องเสารั้ว จนล้มลงมา 3 ต้น ตำรวจจึงเริ่มยิงแก๊สน้ำตาชุดแรก 3-4 ลูก พอตำรวจเริ่มยิงแก๊สน้ำตาออกมาที่ประตู 2 กลุ่มวัยรุ่นจึงขยับไปอยู่ระหว่างประตู 1-2 แล้วก็ขว้างปาสิ่งของเข้าไปใส่ตำรวจอีก บางคนเอาถังดับเพลิงฉีดเข้าไปแล้วก็เขวี้ยงถังเข้าไป ตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตาออกมา
ต่างฝ่ายต่างใส่กันอุตลุด
ประมาณ 8 โมง รถเครื่องขยายเสียงของนายอมรได้เคลื่อนออกจากบริเวณนั้น โดยบอกว่าจะไปปฏิบัติอีกภารกิจ บริเวณประตู 1-2 จึงไม่มีแกนนำอยู่ หลังจากนั้นการเผชิญหน้าก็รุนแรงมากขึ้น บรรยากาศตอนนั้นคือ ผู้ชุมนุมก็ขว้าง ตำรวจก็ยิงแก๊สไม่หยุด ยิงตลอด แรกๆ ก็ยิงชุดละ 3-4 ลูก หลังจากนั้นก็หลายลูกขึ้น แต่ละชุดจะพักประมาณ 5 นาที แล้วก็ยิงอีก
ผู้สื่อข่าวเนชั่น ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณนั้นไปจนถึงเวลาประมาณ 10.00 น. ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดช่วงการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ได้ยินเสียงตำรวจประกาศเตือนผู้ชุมนุมเพียงครั้งเดียว คือ ก่อนที่จะยิงแก๊สน้ำตาชุดแรก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงเตือนอีก ผิดจากการเผชิญหน้าในการชุมนุมปกติที่ผ่านมาที่ตำรวจจะประกาศเตือนผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ บางครั้งตำรวจกับแกนนำผู้ชุมนุมก็จะเจรจาหยอกล้อกัน แต่วันนั้นไม่มีเลย ฝั่งตำรวจก็ไม่มี ฝั่งผู้ชุมนุมก็ไม่มีแกนนำอยู่
แม่ค้ากระเจิง-น้ำตาตก
"ผู้ชุมนุมที่มาสมทบทีหลัง บางคนพอลงรถปุ๊บก็โดนยิงแก๊สน้ำตาเลย บางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นมั่วมาก ผู้ชุมนุมขว้างขวด ขว้างไม้ บางคนก็ปาประทัดยักษ์ ยิงหนังสติ๊กเข้าไป ตำรวจก็ยิงแก๊ส ยิงกระสุนยาง และเหมือนตำรวจบางคนก็ยิงหนังสติ๊กออกมาด้วย เพราะผู้ชุมนุมหลายคนโดนลูกนอตที่บอกว่ามาจากด้านใน ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างก็โกรธกัน บรรยากาศตอนนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ ถ้าทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกัน ถ้ามีแกนนำอยู่ตรงนั้น และถ้าตำรวจประกาศเตือน สื่อสารกับผู้ชุมนุม เหตุการณ์อาจไม่บานปลายขนาดนั้น"
ผู้สื่อข่าวบอกว่า "คนที่น่าสงสารอีกส่วนหนึ่งคือ พ่อค้าแม่ค้าร้านข้าวแกงแถวนั้น ที่เปิดร้านตามปกติในตอนเช้า บางร้านเตรียมของมากเป็นพิเศษหวังจะขายแก่ผู้ชุมนุม บางร้านข้าวยังไม่ทันสุก น้ำตาก็ตกเพราะแก๊สน้ำตาซะก่อน วิ่งร้องไห้หนีกันกระเจิง"
ตร.ซัดม็อบตั้งใจให้รุนแรง
พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่สนามไทยญี่ปุ่นในวันดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อธิบายถึงสาเหตุที่ฝ่ายตำรวจประกาศเตือนผู้ชุมนุมเพียงครั้งเดียวว่า เนื่องจากรถเครื่องเสียงถูกผู้ชุมนุมทำลายในช่วงที่ผู้ชุมนุมบุกเข้าไป อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าการไม่มีรถเครื่องเสียงสื่อสารกับกลุ่มผู้ชุมนุมจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย "ที่เป็นอย่างนั้น เพราะมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งตั้งใจทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น"
เมื่อให้ประเมินถึงสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์บายปลายในวันนั้น พล.ต.ท.โสภณ กล่าวว่า เป็นเพราะ 1.มีกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยตั้งใจทำให้เกิดความรุนแรง 2.เจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธปืน ทำให้อีกฝ่ายทำอะไรได้ตามใจชอบ 3.การที่ตำรวจจับกุมผู้ชุมนุม 14 คนที่บุกเข้ามาด้านใน อาจทำให้ผู้ชุมนุมยิ่งโกรธ
ทั้งนี้ พล.ต.ท.โสภณ บอกว่า วันนี้ตำรวจได้ไปวางกำลังตั้งแต่ตีห้า มีการนำรถคุมผู้ต้องหาไปปิดไว้ตามประตูทางเข้าทุกด้าน เมื่อผู้ชุมนุมมาถึงมาประมาณ 07.10 น. ก็พยายามจะบุกเข้ามาด้านใน ทางตำรวจก็ได้ประกาศเตือน แต่ผู้ชุมนุมไม่ฟัง และตอนหลังใช้รถถอนรั้ว ทางรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 จึงได้วิทยุมาขออนุญาตใช้แก๊สน้ำตา ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำงานไปตามขั้นตอนซึ่งเป็นไปตามหลักสากล
ตำรวจชุดดำเผยเหตุปีนตึก
ด.ต.นิกร ทองเพชร ผบ.หมู่ร้อย 1 กก.1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) หนึ่งในชุดตำรวจที่ขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้ากระทรวงแรงงาน ที่ถูกเรียกว่าเป็น "ชายชุดดำ" เล่าว่า เวลาประมาณ 10.10 น. ได้รับมอบหมายให้ขึ้นไปสังเกตการณ์ที่ชั้น 4 ของกระทรวงแรงงาน เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านถนนมิตรไมตรี ช่วงนั้นผู้ชุมนุมพยายามขว้างปาสิ่งของประทัดยักษ์ ยิงหนังสติ๊ก เข้าใส่ตำรวจ ซึ่งผู้ชุมนุมจะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ ด้านนอกสนามกีฬา บางคนยิงหนังสติ๊ก บางคนปาสิ่งของใส่ตำรวจอยู่ด้านล่าง ระหว่างนั้นตนกับเจ้าหน้าที่ 10 นาย ที่ขึ้นไปบนดาดฟ้า มีเพียงแก๊สน้ำตา ปืนลูกซองใช้ยิงกระสุนยาง ตนได้ยิงแก๊สน้ำตาลงมาเพื่อระงับเหตุ ช่วงที่ยิงแก๊สน้ำตานั้นได้เล็งไปจุดว่างไม่ยิงเข้ากลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อให้แก๊สน้ำตาฟุ้งกระจาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้ามาภายในสนามกีฬา
ด.ต.นิกร กล่าวอีกว่า หลังจากยิงแก๊สน้ำตาแล้วก็ลงมาชั้นล่าง แต่ผู้ชุมนุมพยายามเข้ามาในอาคาร ขว้างประทัดยักษ์เข้าหาตำรวจจึงก็กลับเข้าไปบนตึกใหม่อีกครั้ง ก็เห็นผู้ชุมนุมยังมีจำนวนมาก เลยยิงแก๊สน้ำตาลงมาอีก 1 ลูก จากนั้นก็ลงมาข้างล่างอีก จนกระทั่งครั้งที่ 3 เวลาประมาณ 12.00 น. ก็วิ่งขึ้นไปบนตึกอีกครั้ง ตอนนั้นได้ยินเสียงประทัดยักษ์ ขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจอยู่ จึงยิงแก๊สน้ำตาไปอีก 2 ลูก จากนั้นก็ลงมาด้านล่างก็พบเพื่อนตำรวจถูกยิงด้วยกระสุนจริงเข้าที่แก้มกระสุนทะลุ 1 นาย
"ช่วงนั้นสังเกตเห็นผู้ชุมนุมพยายามพังแท่นปูนเพื่อเข้ามาในสนามกีฬา ตำรวจที่อยู่ด้านในช่วงเวลานั้นไม่รู้กระสุนปืนมาจากไหน คาดว่ามาจากด้านนอกอาคาร ตอนนั้นพยายามพาตำรวจที่ถูกยิงไปขึ้นรถตู้ปฐมพยาบาลในสนามกีฬา และช่วงเวลานั้นมีตำรวจอีกคนที่ไปด้วยกันที่กำลังจะเข้าสนามฟุตบอลปรากฏว่าโดนยิงอีก 1 นาย กระสุนเข้าที่หน้าผาก เจ้าหน้าที่จึงลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งโรงพยาบาล ขอยืนยันว่าวันนั้นไม่ได้ใช้กระสุนจริง ใช้แต่กระสุนยางเท่านั้น และผมขึ้นไปอาคารสูงของกระทรวงแรงานถึง 3 ครั้ง เพื่อดูความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ต่างๆ สาเหตุที่ยิงแก๊สน้ำตาลงมา ก็เพื่อระงับเหตุผู้ชุมนุมที่กำลังพังประตูเข้ามาในสนามกีฬา"
จากปากคำ "ช่างภาพ"
"ช่างภาพ" ก็เป็นสื่อมวลชนอีกส่วนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ "บันทึกเหตุการณ์ผ่านเลนส์" อยู่ในวันนั้น สื่อมวลชนกลุ่มนี้หลายคนพลอยได้รับบาดเจ็บไปกับเหตุการณ์ชุลมุนครั้งนี้ด้วย คำบอกเล่าของพวกเขาจากนี้สะท้อนภาพการเผชิญหน้าในวันนั้นได้อย่างดี
"เช้าวันนั้นประมาณ 7 โมงกว่า ผมเฝ้าดูความเคลื่อนไหวอยู่บริเวณประตู 2 มีผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะไปเปิดประตูเพื่อเข้าไปในสนามกีฬา ทันใดนั้นได้มีการยิงแก๊สน้ำตามาจากด้านในสนามมาใส่ผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านนอก มีการขว้างปาแก๊สน้ำตาที่ยิงออกมาจากด้านในกลับคืนเข้าไปเป็นระยะ มีการยิงกระสุนยางเข้าใส่ผู้ชุมนุมอย่างหนาแน่น ไม่เลือกว่าใครเป็นใคร ในระยะประมาณ 50 เมตร ตามต้นไม้ เสาไฟ จะมีทั้งผู้ชุมนุมและช่างภาพเบียดกันอยู่ตรงจุดนี้ ภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงมีช่างภาพที่รู้จักกันโดนกระสุนยางถึง 4 คน รวมทั้งตัวผมด้วย" ช่างภาพสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งกล่าว
นาทีเสียงปืนดังเป็นชุด
"ปะทะกันเป็นระยะตลอดเวลาของช่วงเช้าถึงบ่าย จากนั้นผมได้หาทางเข้าไปอยู่ในสนามกีฬาเพื่อที่จะเก็บภาพด้านใน ดูการป้องกันการทำงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้าง ซึ่งช่วงบ่าย ปะทะกันหนักและรุนแรงขึ้น มีเสียงปืนดังเป็นชุดเป็นระยะๆ มีการทำลายกำแพงเพื่อที่จะเข้ามาในสนามจากผู้ชุมนุมในหลายๆ จุด เจ้าหน้าที่ก็ป้องกันอย่างเต็มที่ มีผู้บาดเจ็บที่เป็นผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ถูกหามเข้ามาในสนามเป็นระยะๆ มีเสียงปืนดังเป็นชุดๆ ตลอดเวลาแต่ไม่รู้ว่าจากฝ่ายใด มีการรับและรุกจากผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา มีการทำลายรถเจ้าหน้าที่จากผู้ชุมนุมเมื่อรุกเข้ามาในสนามกีฬาได้ และเมื่อเจ้าหน้าที่รุกกลับไป ก็มีการทำลายรถผู้ชุมนุมคืนเช่นกัน จนเวลาเย็นถึงค่ำก็ยังมีเสียงประทัดยักษ์ เสียงปืน และการยิงแก๊สน้ำตาอยู่เป็นระยะๆ ผมจึงได้ทำการถอนออกจากพื้นที่เมื่อเห็นว่าพื้นที่ไม่มีความปลอดภัยแล้ว"
ช่างภาพอีกคนเล่าว่า "ช่วงประมาณ 7 โมงครึ่งที่เข้าไปบริเวณนั้นเห็นควันขาวลอยฟุ้งมา ผมรู้ได้ทันทีว่านั่นคือแก๊สน้ำตา ประชาชนและผู้ชุมนุมเริ่มชุลมุน แกนนำประกาศว่ามีภารกิจต้องไปที่จุดอื่นขอให้พวกพี่น้องอยู่ที่นี่อย่าบุกเข้าไปนะ แล้วแกนนำก็จากไป ทำให้ช่วงนั้นม็อบขาดแกนนำหลัก กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเดินเข้าไปประชิดกำแพง ตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตาออกมาเรื่อยๆ ในระหว่างนั้นไม่มีแกนนำหลัก มีแต่แกนนำย่อยที่ถือโทรโข่งและประกาศ ผู้ชุมนุมและตำรวจก็เริ่มปะทะกันเป็นระลอกๆ มองเห็นตำรวจบางส่วนยิงแก๊สน้ำตาลงมาจากชั้น 3 อาคารหอพักนักเรียนนักกีฬา ในสนามไทยญี่ปุ่น สังเกตว่า ตำรวจยิงลงมาแนวตรงไม่ใช่วิถีโค้ง กระสุนบางลูกกระทบพื้นแล้วกระดอนโดนผู้ชุมนุมสลบคาที่ บางส่วนโดนผู้ชุมนุมเต็มๆ"
"มีกระสุนจริง"-ผู้ชุมนุมถูกยิงล้ม
"เวลาเกือบบ่าย 3 โมง แกนนำผู้ชุมนุม คือ นายอมร อมรรัตนานนท์ จึงกลับมา และประกาศบนรถเครื่องขยายเสียงว่าให้ผู้ชุมนุมถอยออกมาตอนนี้กำลังเจรจากับตำรวจเพื่อเอาตัวผู้ชุมนุมที่โดนจับคืนมา ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ยอมถอย ยังเหลือชายฉกรรจ์ประมาณ 20-30 คน ที่ยังคงขว้างปาสิ่งของใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่และยังคงบุกเข้าไปด้านในจนกระทั่งได้ยินเสียงมีคนตะโกนว่ามันใช้กระสุนจริง กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแตกฮือ ผมมองไปข้างหน้าเห็นตำรวจประมาณ 40-50 นาย เดินดาหน้าขว้างแก๊สน้ำตา ผู้ชุมนุมบางคนถูกยิงล้มลงแต่ไม่แน่ใจว่าโดนกระสุนอะไร ตำรวจยังเดินไล่ทุบรถและผู้ชุมนุมที่หนีไม่ทัน ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งจึงวิ่งหนีไปยังฝั่งสโมสรกองทัพบก ผมเลยไปแอบในกรมผังเมือง และถอนตัวเพื่อความปลอดภัย"
ตร.บ่นไม่มีหัวหน้าสั่งการ
ช่างภาพจากหนังสือพิมพ์อีกฉบับ เล่าว่า "ผมไปถึงประมาณ 7 โมง เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้ชุมนุมมาถึง ผู้ชุมนุมบางส่วนก็เข้าประชิดประตูรั้ว ตำรวจก็บอกว่าอย่าเข้ามาไม่งั้นจะใช้กำลัง ผู้ชุมนุมก็ยังไม่เชื่อฟัง บางส่วนเริ่มนำบันไดไม้ไผ่มาวางพาดบนกำแพงและรั้ว แล้วเริ่มปีน จากนั้นตำรวจเริ่มยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ชุดหนึ่ง ผู้ชุมนุมจึงล่าถอยไป ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบแอบไปหาทางเข้าด้านอื่นและสามารถเข้ามาในสนามได้และอยู่ฝั่งเดียวกับตำรวจ ผู้ชุมนุมเริ่มปีนเข้ามา และตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตา มีบางส่วนเริ่มขว้างปาสิ่งของและยิงหนังสติ๊กเข้าใส่ตำรวจ ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยแก๊สนำตาและน้ำ จนกระทั่งประมาณ 08.30 น. เริ่มมีการจับสลากหมายเลข ผมจึงเข้าไปเก็บภาพด้านใน ขณะที่ด้านนอกก็ยังมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ จนเสร็จการจับสลาก ผมเดินออกมาถ่ายภาพต่อ เหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น ผมซึ่งอยู่ข้างๆ ตำรวจได้ยินเสียงตำรวจบ่นดังๆ ว่า "จะเอาไงก็ไม่บอกจะถอยหรือจะบุก หัวหน้าก็ไม่บอก ไม่อยู่"
"ผมอยู่ด้านตำรวจอยู่พักหนึ่งเห็นว่าคงถูกปิดล้อมเลยรีบปีนกำแพงหนีออกมาอยู่ด้านนอก การปะทะดำเนินไปจนกระทั่งประมาณ 16.00 น. ผู้ชุมนุมสามารถพังกำแพงเข้ามาได้ ผมเลยเดินตามผู้ชุมนุมเข้าไป ตำรวจถอยร่นเข้าไปยังสนามกีฬา และคราวนี้ตอบโต้ออกมาอย่างหนักด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่แน่ใจมีกระสุนจริงบ้างหรือไม่ เพราะถ่ายรูปแล้วมันเบลอไปนิดหนึ่งเพราะถ่ายและรีบหลบกลัวอันตราย การตอบโต้อย่างรุนแรงครั้งนี้ทำให้ผู้ชุมนุมแตกกระจาย บางส่วนหลบหนีไปยังถนนวิภาวดีรังสิต บางส่วนหนีไปยังแฟลตดินแดง ดูเหมือนตำรวจหงุดหงิดมากเลยระบายอารมณ์ด้วยการทุบรถที่จอดอยู่ริมทางที่เดินผ่านในการไล่ล่าผู้ชุมนุม ผมถ่ายภาพอยู่จนเห็นว่าเย็นแล้วเลยแอบไปส่งภาพใต้ตึก ประมาณ 18.00 น. จึงออกมาเพราะอันตราย ซึ่งในขณะนั้นยังมีเสียงยิงปะทะกันประปราย หาทางออกแทบไม่เจอโชคดีเจอครูที่สอนโรงเรียนกีฬาขับรถผ่านมาเลยขออาศัยออกมา เพราะซอกเล็กที่สามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย"
.............................
(หมายเหตุ : 'ไร้ผู้นำ-ไร้การสื่อสาร' ชนวนเหตุปะทะเดือดสนามไทย-ญี่ปุ่น : ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



