
แน่วแน่สู่การปฏิรูป
แน่วแน่สู่การปฏิรูป : บทประจำวันที่ 5 มกราคม 2556
นอกเหนือจากการดำเนินนโยบายทยอยลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 นี้ เป็นต้นไป อันจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว นักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังเห็นว่า ปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งเป็นสืบเนื่องมาจากความพยายามผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย-เหมาเข่ง เมื่อปลายปีก่อน ที่นำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลลาออก ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ยังผลให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2557 นี้ อยู่ในอาการ "น่าเป็นห่วง" ขณะที่การส่งออก ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อน ยังอยู่ในฐานะของพระเอกจำเป็น หวังพึ่งพิงไม่ได้สักเท่าไรอีกเช่นกัน
ที่นักเศรษฐศาสตร์วิตกกังวลก็คือ สถานการณ์การเมืองที่ยากจะหาข้อยุติได้ในขณะนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดเพียงแค่มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ลำบากยากยิ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออก ต้องอาศัย "ความเชื่อมั่น" ของนักลงทุนต่างชาติ พวกเขาเหล่านั้นย่อมปรารถนาที่จะเห็นความมั่นคง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการประกอบธุรกิจการลงทุน แต่ภาพความเป็นจริงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี "นั่งไม่ติด" บนเก้าอี้ในทำเนียบรัฐบาล เพื่อสั่งการบริหารงานได้นั้น นักลงทุนต่างชาติย่อมวิเคราะห์เป็นอื่นไปเสียไม่ได้ นอกจากเล็งหาแหล่งประกอบการอื่นที่มีเสถียรภาพมากกว่าต่อไป ซึ่งก็ได้ปรากฏให้เห็นมาก่อนหน้านั้นแล้ว ในกรณีที่ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปในหลายด้าน
กระนั้น แม้สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยส่งผลกระทบในด้านลบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมนับตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนั้นยังไม่เกิดกรณีผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษสุดซอยจนนำมาสู่การชุมนุมใหญ่หลายครั้ง ก็ย่ำแย่อยู่พอสมควรแล้ว เหตุสำคัญก็คือ ปัญหาของ 4 เครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนไม่สามารถเดินได้เต็มฝีจักรด้วยเหตุนานัปการทั้งภายในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายเงินภาครัฐ และการส่งออก ซึ่งมียอดติดลบ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ส่งออกได้น้อยลงนั่นเอง ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรต้องเร่งปรับแต่งเครื่องยนต์ทั้งสี่ให้สามารถเดินได้เต็มสูบไปพร้อมกัน หาใช่โยนปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปที่ปมการเมืองเพียงด้านเดียว
ในทางกลับกัน การเร่งลงมือปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม การศึกษา ฯลฯ ต่างหาก ที่จะเป็นดั่ง "เรือธง" นำพาประเทศชาติไปสู่เป้าหมายของความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน ปลอดจากคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน พลเมืองมีคุณภาพ เท่าทันโลก สามารถรังสรรค์เทคโนโลยีด้านต่างๆ ขึ้นได้เอง ไม่พึ่งพิงทุนต่างชาติหรือยืมจมูกหายใจมากจนเกินไป เมื่อประเทศชาติสามารถก้าวข้ามปัญหาเรื้อรังดั่งที่กำลังเกาะกินเป็นกาฝากสังคมอยู่ในขณะนี้ได้ เมื่อนั้นความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติก็จะหลั่งไหลกลับคืนมา ขึ้นอยู่กับว่า ในห้วงยามวิกฤติเช่นนี้ จะต้องตั้งใจมั่นและแน่วแน่ว่า ถนนทุกสายจะต้องมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศเท่านั้น



