ข่าว

การเมืองใหม่ กับ77ปีประชาธิปไตยไทยที่เดิม”

การเมืองใหม่ กับ77ปีประชาธิปไตยไทยที่เดิม”

20 มิ.ย. 2552

หลังเหตุการณ์เมษาเลือดพ้นไป สังคมไทยยังคงวนเวียนและวังวนเดิมๆ กับเรื่องที่เป็นเรื่อง ความหมายก็คงเดิมๆ คือการเถียงกันว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือสังคมไทยยังคงอยู่ในปัญหาที่รอวันคลี่คลายและวันแตกหัก

 ข่าวเหล่านี้มันทำให้ความสุขของคนไทยโดยรวมหดหายไป ปรากฏการณ์ทางสังคมเหล่านี้กำลังทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งความกลัว ที่เรียกว่าสังคมภยาคติ แปลความหมายให้ชัดคือสังคมที่ไม่ยุติธรรมอันเกิดจากความกลัว

 มีสุภาษิตของชาวโรมันกล่าวไว้ว่า Interama Silent leges ในท่ามกลางอาวุธ กฎหมายก็เงียบไป นั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โรมันถือว่า Right is in one Fist ความยุติธรรมอยู่ที่กำหมัดของตนเอง

 ความยุติธรรมอยู่ที่กำหมัดของตนเอง ในท่ามกลางอาวุธ กฎหมายเงียบไป หรือท่ามกลางอาวุธร้ายแรงฉกรรจ์ กำหมัดกฎหมายงัน เงียบสิ้น

 ความหมายที่ซ่อนอยู่คือ อำนาจและการเมืองเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกัน การเมืองที่ไม่หวังอำนาจนั้นไม่มีอยู่จริง เช่นเดียวกับอำนาจที่ไม่มีการเมือง การควบคุมอำนาจคือการควบคุมการเมืองและการเมืองก็เข้าควบคุมสรรพอำนาจทั้งหลายอีกระดับหนึ่งซ้อนๆ กันอยู่

 ที่สุดนักการเมืองก็คิดว่าตัวเองนี่แหละคืออำนาจ ยิ่งนานวันไปอาจจะหลุดปากออกมาว่า ข้านี่แหละคือรัฐาธิปัตย์ ยกเว้นเสียแต่นักการเมืองประเภทเข้ามาสู่ตำแหน่งยามวิกฤติ

 ฌอง ฌาค รุสโซ ตั้งปัญหาถามสังคมฝรั่งเศสว่า ความก้าวหน้าของศิลปะและศาสตร์ต่างๆ ได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นจริงหรือไม่ 

 รุสโซ ชี้ตรงไปที่อารยธรรมว่าเป็นตัวการที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์เสื่อม มนุษย์ที่ดีที่สุดและมีความสุขมากที่สุดได้แก่มนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด มนุษย์ทุกคนเกิดมาดี แต่สังคมทำให้มนุษย์ดุร้าย

 รัฐหรือรัฐาธิปัตย์ ผู้ปกครองผู้มีอำนาจในรัฐที่ดีควรคิดถึงประชาชนก่อน รัฐที่ดีไม่ควรเป็นเครื่องมือที่ปกป้องชนชั้นนายทุนและชนชั้นที่ได้เปรียบต่อชนชั้นกรรมาชีพ

 รัฐที่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความต้องการของปวงประชา สิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดแห่งความไม่เสมอภาคระหว่างมนุษย์ที่อันตราย

 หลักการของ Laws of the development of society โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ พูดถึงแนวคิดทางปรัชญาของลัทธิมาร์กซิสม์ ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาสังคมทั้งในด้านพัฒนาการและเหตุผลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยทำการศึกษาว่ามนุษย์มีแรงจูงใจและเหตุผลอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง ในการทำการเปลี่ยนแปลงนั้น

 รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาในอนาคตด้วย คำตอบหลักๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหล่านี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติภายนอก หาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงในรูปอุบัติเหตุไม่

 ในหมู่มนุษย์นั้นมีกลุ่มชนแยกออกเป็นกลุ่มๆ ชนเหล่านั้นต่างก็มุ่งหน้าดำเนินชีวิตไปคนละทาง แต่มิใช่เป็นเรื่องต่างคนต่างก็ดำเนินชีวิตไปคนละทาง หากเป็นเรื่องต่างชั้นต่างก็ดำเนินไปคนละทาง

 ต่างก็มีความเป็นอยู่และเกาะเกี่ยวแน่นแฟ้นอยู่ในชั้นของตนและคนเหล่านั้นพิจารณาส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ตามทัศนะของชั้นของตนอย่างเป็นด้านหลัก กล่าวอย่างง่ายก็คือ ในสังคมนั้นผู้ที่สามารถควบคุมกลไกลของรัฐคือกำลังทหาร ตุลาการและคุกได้ ก็ย่อมสามารถบังคับการต่างๆ เหล่านั้นได้

 เป็นความจริงตั้งแต่ปี ค.ศ.1689 เป็นต้นมา ที่ชนชั้นนายทุนได้ประสบความสำเร็จในการเข้ามามีส่วนควบคุมรัฐมาตามลำดับ

 การพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย สะดุดหยุดนิ่งและถูกทำลายลงไปหลายครั้ง โดยมีปัจจัยหลักคือ การทำรัฐประหารของฝ่ายทหาร และกระแสการฟื้นฟูชนชั้นสูงที่เรียกว่าอมาตยาธิปไตยของฝ่ายอนุรักษนิยม

 ในที่สุดปัจจัยเหล่านี้ก็ยังทำให้ประชาธิปไตยไทยชะงักงันจนถึงทุกวันนี้ จนนำมาซึ่งสถานการณ์การเคลื่อนพลังมวลชนของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมีการเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อของคนกลุ่มอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ และหลังสุดนี้ก็การเมืองใหม่ของค่ายมือตบสีเหลือง เป็นผลสะท้อนให้ความสุขมวลรวมประชาชาติของไทยมีสถิติที่ลดน้อยลงด้วยปัจจัยที่หลากหลาย

 ราษฎรอาวุโส ศ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า ทำไมตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองมาตั้ง 75 ปีแล้วระบอบประชาธิปไตยก็ไม่เกิด

 ทำไมพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ก็รจนาพุทธธรรมไว้เป็นหลักอย่างดี ศีลธรรมก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ทำไมการเมืองไม่สามารถนำสิ่งดีงามสู่บ้านเมือง

 ทำไมท่านอาจารย์พุทธทาสเผยแผ่ธรรมะอย่างมหาศาล และเรียกร้องให้ศีลธรรมกลับคืนมา ศีลธรรมก็ไม่กลับคืนมา แต่กลับเลวลงอีก
 ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสอนเรื่องความดีมาตลอดรัชกาลศีลธรรมก็ไม่เกิด
 ทำไมความเป็นเมืองพุทธศาสนาจึงไม่สามารถสถาปนาศีลธรรมขึ้นมาได้
 ตรงกันข้ามมีความขัดแย้งรุนแรง แตกแยก
 การอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ 24 มิถุนายน 2475 คงเป็นได้แค่ความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงได้

 การเมืองใหม่ กับ 77 ปี ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยไทย ที่ยังไม่ไปไหน ยังอยู่ที่เดิม นั้น คงใช้เวลานานกว่าจะได้เห็น หากสังคมไทยยังแยกไม่ออกว่าอะไรคือ ความอัปรีย์ อะไรคือความสูงส่ง และดีงาม

 

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล มหาวิทยาลัยศรีปทุม