
'อียิปต์'สามปีหลังปฏิวัติไม่มีพื้นที่ให้ความเห็นต่าง
เปิดโลกวันอาทิตย์ : อียิปต์..สามปีหลังปฏิวัติ ไม่มีพื้นที่ให้ความเห็นต่าง
25 มกราคม 2554 มวลมหาประชาชนชาวอียิปต์หลายแสนชุมนุมเนืองแน่นบนถนนหลายสายในกรุงไคโรและอีกหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็บรรลุเป้าหมายที่โลกแซ่ซ้องว่าเป็นชัยชนะอันน่าตื่นตะลึง ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก จอมเผด็จการที่กุมอำนาจมั่นคงมานานกว่า 30 ปี ด้วยการปิดกั้นสื่อ จำกัดการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมและการเมืองอย่างเข้มงวด ถูกกดดันจนต้องลงจากบัลลังก์ด้วยมวลชนที่กล้าเสี่ยงเจ็บเสี่ยงตายแต่ทนไม่ไหวอีกต่อไป ออกมาท้าทายอย่างเปิดเผย ประกอบกับจุดยืนของกองทัพที่เปลี่ยนไป ณ เวลานั้น
การล่มสลายของฟาโรห์ยุคใหม่อย่างมูบารัก ไม่ใช่การยุติปัญหามากมายของประเทศ แต่เปิดโอกาสให้ประเทศอาหรับใหญ่ที่สุดของโลก และครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมในภูมิภาค ได้มีโอกาสวาดฝันถึงการเมืองแบบประชาธิปไตย และประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสกัดกั้นการล่วงละเมิด
สามปีผ่านไป ฝันเหล่านั้นใกล้วูบสนิทจากความวุ่นวายแบ่งขั้วภายในสังคม การออกหน้ารอบสองของกองทัพเพื่อยึดอำนาจประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งแบบมีการแข่งขันครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลายพันปีของประเทศเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ตามด้วยการกวาดล้างผู้สนับสนุนอดีตผู้นำจนตายเป็นเบือกว่า 1,000 คน ถูกจับกุมอีกหลายพัน บนข้ออ้างเป็นสงครามกวาดล้างผู้ก่อการร้าย
ก่อนปิดท้ายปีที่เต็มไปด้วยเหตุวุ่นวายและนองเลือด ด้วยการประกาศให้ภราดรภาพมุสลิมกลายเป็นองค์กรก่อการร้าย หลังเกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่อาคารสำนักงานตำรวจทางตอนเหนือของกรุงไคโร มีผู้เสียชีวิต 15 คน บาดเจ็บนับร้อยโดยอ้างว่าภราดรภาพมุสลิมอยู่เบื้องหลัง
และจากที่เข้าใจกันว่า รัฐบาลเฉพาะกาลและกองทัพ มุ่งเป้ากวาดล้างภราดรภาพมุสลิมและผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี เท่านั้น เห็นทีจะไม่ใช่เสียแล้ว เมื่อเดือนที่ผ่านมา ศาลในไคโรมีคำพิพากษาลงโทษนักเคลื่อนไหว 3 คน ที่ถือเป็นหัวหอกในขบวนการโค่นเผด็จการมูบารัก จำคุก 3 ปี ภายใต้กฎหมายใหม่ที่ห้ามจัดชุมนุมในที่สาธารณะเกิน 10 คนโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเนื้อหาที่จำกัดสิทธิการชุมนุมและบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ยิ่งกว่าสมัยฮอสนี มูบารัก
นายอาห์เหม็ด มาเฮอร์ โมฮัมเหม็ด อาเดล สองผู้ก่อตั้งขบวนการเยาวชน 6 เมษา ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี พร้อมกับนายอาห์เหม็ด ดูมา อีกหนึ่งนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่เป็นที่รู้จักดีเช่นกัน (ในสมัยของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี นายดูมาเคยถูกตัดสินจำคุกเช่นกัน แต่รอลงอาญา 6 เดือน ข้อหาหมิ่นประมาทผู้นำ)
ทั้งสามคนที่ถูกจำคุกเป็นนักเคลื่อนไหวมีที่มาจากกลุ่มคิฟายา เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวแรกๆ ที่มิใช่กลุ่มอิงศาสนาที่รวมตัวกันต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมูบารัก และแผนการส่งต่ออำนาจให้แก่ลูกชายโดยง่าย เมื่อกลางทศวรรษที่แล้ว การชุมนุมประท้วงของคิฟายาเริ่มแรกเป็นไปในวงจำกัด บรรดาแกนนำถูกจับกุมและคุกคามเป็นประจำ แม้ไม่ประสบความสำเร็จในทันที แต่ต่อมาเป็นรากฐานของขบวนการเยาวชน 6 เมษา ที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อกลางในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหว สนับสนุนการผละงานประท้วงของแรงงานผลิตเสื้อผ้า ในเมืองมาฮัลเลาะฮ์ ในปี 2551 และร่วมรณรงค์เรียกร้องให้ยุติการล่วงละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงโดยไม่ต้องรับผิด และเมื่อมาเกิดเหตุฆาตกรรมนายคาหลิด ซาอิด นักธุรกิจชนชั้นกลางและบล็อกเกอร์ในปี 2553 โดยน้ำมือตำรวจในเมืองอเล็กซานเดรีย จึงนำไปสู่การเคลื่อนไหวระดมพลโค่นมูบารักเต็มรูปแบบ
ข้อหาที่ทำให้นักเคลื่อนไหวทั้งสามคนถูกจับกุมมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นายมาเฮอร์เดินทางไปศาลเพื่อมอบตัว หลังถูกแจ้งข้อหาจัดชุมนุมผิดกฎหมายก่อนหน้านั้น ปรากฏว่ามีนักเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งไปชุมนุมกันที่หน้าศาล เพื่อประท้วงหมายจับนายมาเฮอร์ พอตำรวจปราบจลาจลเข้าสลายจึงเกิดปะทะกันขึ้น ทำให้นอกจากข้อหาชุมนุมผิดกฎหมายแล้ว ทั้งสามยังถูกแจ้งอีกข้อหาคือ ก่อจลาจลและทำร้ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระหว่างการประท้วง ถูกปรับคนละ 5 แสนปอนด์อียิปต์ (ประมาณ 2.2 แสนบาท)
นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเฉพาะกาล หรือกองทัพ นำกฎหมายใหม่ว่าด้วยการประท้วง มาใช้กับนักเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเป็นครั้งแรก และยากจะมองเป็นอย่างอื่น นอกจากกองทัพต้องการตัดไฟแต่ต้นลม ปิดปากนักเคลื่อนไหวที่ยังคงวิจารณ์บทบาทตำรวจ-กองทัพ เรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและกลไกความมั่นคงอย่างไม่หยุดหย่อน ควบคู่ไปกับการกำจัดหอกข้างแคร่อย่างภราดรภาพมุสลิม ด้วยการเดินหน้าดำเนินคดีนายมอร์ซีและแกนนำอาวุโสของกลุ่ม
ทุกคนในฟากของนายมอร์ซีและตัวของเขาเอง โดนข้อหาหนักหน่วงยาวเป็นหางว่าว ส่วนมากเป็นข้อหาที่มีโทษถึงประหาร ตั้งแต่คบคิดกลุ่มต่างชาติปลุกระดมความุรนแรงนำไปสู่การเข่นฆ่าผู้ประท้วงในระหว่างหนึ่งปีที่อยู่ในอำนาจ และบ่อนทำลายรัฐ
จะจงใจหรือไม่ไม่อาจทราบได้ 28 มกราคม ที่จะถึงนี้ แทนการรำลึกครบรอบสามปีของวันที่เรียกกันว่า วันแห่งความเดือดดาล.ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนนำไปสู่การล่มสลายของมูบารักเมื่อสามปีก่อน เนื่องจากวันนั้น ตำรวจมือหนักภายใต้กระทรวงมหาดไทย ที่ผู้ชุมนุมเกลียดชัง ถอนกำลังออกจากถนนเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 อาจมีข่าวใหญ่เรื่องอื่นมาแทนที่ เนื่องจากเป็นวันที่ศาลอียิปต์นัดไต่สวนคดีที่นายมอร์ซีและพวกอีก 130 คน จำนวนนี้เกือบ 70 คนเป็นสมาชิกฮามาส หรือฮิซบอลเลาะห์ ถูกแจ้งข้อหาหลบหนีออกจากเรือนจำในกรุงไคโร และช่วยให้นักโทษคนอื่นๆ อีกหลายพันหลบหนีไปด้วยในช่วงเหตุการณ์ชุลมุน
ยังมีนักเคลื่อนไหวอียิปต์อีกหลายรายที่รอการพิพากษา รวมถึง อาลา อับดุล เอล ฟัตตาห์ อีกหนึ่งหัวขบวนนำการลุกฮือโค่นมูบารัก และศูนย์สิทธิสังคมและเศรษฐกิจอียิปต์ เอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนในไคโร ที่ถูกตำรวจบุกตรวจค้นอย่างรุนแรง ทุบตีเจ้าหน้าที่ขององค์กร รื้อข้าวของกระจุยกระจายเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีรายงานว่า เอ็นจีโอแห่งนี้ให้ที่หลบซ่อนแก่หนึ่งในสามนักเคลื่อนไหวที่ถูกออกหมายจับ ประกอบกับสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายความมั่นคง กรณีให้คำปรึกษากฎหมายแก่แรงงานที่ผละงานประท้วงและผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ถูกจำคุก
นายมาเฮอร์และจำเลยอีกสองคน เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านภราดรภาพมุสลิม และสนับสนุนการประท้วงขับไล่นายมอร์ซี เมื่อกลางปีที่แล้ว พวกเขากล่าวหาอดีตรัฐบาลว่าพยายามใช้อิสลามนิยมครอบวิถีทางการเมืองและสังคมอียิปต์ ซึ่งถือเป็นการทรยศต่อการปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยเสรี นอกเหนือข้อกล่าวหาว่าไร้ความสามารถในการแก้ปัญหาอาชญากรรม เศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งเพียงปีเดียว
หลังจากเห็นประชาชนออกมาประท้วงขับไล่ในจำนวนที่ประเมินว่าพอๆ กับขนาดคลื่นมวลชนไล่มูบารัก กองทัพอียิปต์ที่นำโดยนายพลอับเดล ฟัตตาห์ เอลซิซี ผู้ที่นายมอร์ซีเลือกมาเป็นผู้นำกองทัพเองกับมือ ก็ได้เข้าแทรกแซงก่อรัฐประหารยึดอำนาจ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำตามเจตนารมณ์ของประชาชน
ช่วงนั้น นายมาเฮอร์ ดูเหมือนไม่ได้คัดค้านการยึดอำนาจ แม้ในบทความที่เขียนลงวอชิงตันโพสต์ ในเดือนสิงหาคม ระบุเงื่อนไขว่า การที่เขาสนับสนุนโรดแม็พสู่การเลือกตั้งใหม่ของรัฐบาลเฉพาะกาล อยู่บนเงื่อนไขว่า กองทัพต้องไม่แทรกแซงการเมือง
ที่สุด นายมาเฮอร์ เจอกับตัวว่า กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงที่ตนเองเคยเสี่ยงตายต่อต้านก่อนการล่มสลายของมูบารัก ก็ยังเป็นอำนาจเดิมดังที่เคยเป็น เป็นสถาบันที่ไม่เคยมีการปฏิรูป ซึ่งเป็นสาระหลักของการประท้วงโค่นมูบารัก หนำซ้ำยังมีการออกกฎหมายใหม่ที่บีบพื้นที่แสดงความเห็นต่างในที่สาธารณะจนเหลือน้อยมาก จึงนำไปสู่การจับกุมนักเคลื่อนไหวเรียกร้องปฏิรูป และล่าสุดยังคงมีการจับกุมนักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในรั้วมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอยู่เนืองๆ
ขณะอีกด้านหนึ่ง ศาลอียิปต์ยังตัดสินให้อดีตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายในยุคของมูบารัก และลูกชายสองคนของอดีตผู้นำ พ้นผิดในข้อหาทุจริตแล้วหนึ่งคดี และคาดว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะทยอยพ้นผิดในข้อหาต่างๆ
นายอามีร์ อาลี ผู้รับตำแหน่งแกนนำกลุ่ม 6 เมษา ต่อจากนายมาเฮอร์ กล่าวว่า การกดขี่กำลังพุ่งเป้ามาที่กลุ่มเคลื่อนไหวและองค์กรเอกชน หนักหนาสาหัสกว่าที่เราเคยเผชิญในยุคมูบารัก เขาเชื่อว่า ระบอบมูบารักกำลังพยายามหวนคืนอำนาจ และมีการล้างแค้นกลุ่มที่เคยต่อต้านพวกเขาอย่างเป็นระบบ
ปรากฏการณ์กวาดล้างนักเคลื่อนไหวยังสะท้อนถึงการกลับมาผงาดอีกครั้งของตำรวจอียิปต์ คงจำกันได้ว่า ความโหดเหี้ยมของตำรวจเป็นสาเหตุหลักข้อหนึ่งที่ทำให้มวลชนออกมาร่วมประท้วงในปี 2554 แต่ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลตำรวจกลับมามีบารมีอีกครั้ง เพราะประชาชนอีกขั้วสนับสนุนการกำจัดนายมอร์ซี ตำรวจจึงพลอยถือสิทธิกวาดล้างผู้มีความเห็นต่างจากรัฐบาลเฉพาะกาลและกองทัพ ที่ขณะนี้กลายเป็นขวัญใจประชาชนไปแล้ว
เฮบา โมราเยฟ ผู้อำนวยการกลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ อียิปต์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตำรวจที่จะมีพฤติกรรมตามล่านักเคลื่อนไหว แต่ครั้งนี้ถือเป็นลางร้ายอย่างยิ่ง พวกเขากำลังเล่นงานแกนนำการปฏิวัติปี 2554 และกำลังพยายามจะทำลายความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นนับจากนั้น
มาเฮอร์ นักเคลื่อนไหวที่ท้าทายอำนาจผู้นำเผด็จการจนได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลสันติภาพเมื่อปี 2554 กล่าวเมื่อพฤศจิกายน ปีที่แล้วว่า ประชาชนเริ่มเห็นลายที่แท้ของผู้ปกครองใหม่แทนมอร์ซี แต่ยอมรับว่า ชาวอียิปต์จำนวนมากหน่ายระอากับความโกลาหลทางเศรษฐกิจและความรุนแรงที่เรื้อรังมาตั้งแต่โค่นมูบารัก พวกเขาเบื่อการปฏิวัติ เบื่อความไร้ขื่อแป และเวลานี้ก็พร้อมจะแลกเสรีภาพกับรัฐบาลที่สามารถนำเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจกลับคืนมา
-----------------------
อาห์เหม็ด มาเฮอร์ และอาห์เหม็ด ดูมา(ขวา) โชว์เสื้อยืดมีข้อความ "ยุติกฎหมายประท้วง" ระหว่างการพิจารณาคดีข้อหาจัดชุมนุมผิดกฎหมายเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.
โมฮัมเหม็ด อาเดล
รูปภาพและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนายพลอับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี ผู้นำกองทัพและรัฐมนตรีกลาโหม เป็นสินค้าขายดีท่ามกลางกระแสรักชาติ
อดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี
ตำรวจปราบจลาจลอียิปต์ควบคุมนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร์ หลังร่วมประท้วงสนับสนุนภราดรภาพมุสลิมที่ถูกประกาศเป็นกลุ่มก่อการร้าย เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.
-----------------------
หมายเหตุ: อียิปต์จะจัดลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 14-15 มกราคม ตามด้วยการเลือกตั้งประธานาธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาในปีเดียวกัน เป็นที่คาดกันว่า หาก พล.อ.อัลซิซี ตัดสินใจลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นผู้ชนะ



