ข่าว

ตรวจแถวราคาสินค้าเกษตรปีม้า

ตรวจแถวราคาสินค้าเกษตรปีม้า

06 ม.ค. 2557

ตรวจแถวราคาสินค้าเกษตรปีม้า 'ข้าว-ยาง' ไร้แววฟื้น 'มัน-กุ้ง' ส่อลอยลำ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                          ราคาสินค้าเกษตรปี 2556 ที่ผ่านมา ในภาพรวมไม่สู้จะดีนัก โดยรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ฉบับล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดือนตุลาคม 2556 ระบุว่า ราคาสินค้าเกษตรสำคัญของไทยเกือบทุกชนิดลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยราคาข้าวเปลือกลดลงตามราคาข้าวในตลาดโลก และทางการไทยทยอยระบายข้าวในสต็อกอย่างต่อเนื่อง

                          เช่นเดียวกับราคายางพาราที่ลดลงตามราคาชี้นำของตลาดล่วงหน้าโตเกียว (TOCOM) และราคาน้ำมัน รวมทั้งปริมาณสต็อกยางของจีนสูงสุดในรอบ 3 ปี และปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง ส่วนราคาผลปาล์มทะลายและราคาน้ำมันปาล์มดิบลดลงจากมาตรการแทรกแซงราคาของภาครัฐที่สิ้นสุดไปเมื่อเดือนกันยายน ราคาหัวมันสำปะหลังลดลงตามผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่ราคากุ้งขาวเร่งตัวต่อเนื่อง ทำสถิติสูงสุดอีกในเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากผลผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำจากปัญหาโรคระบาด

                          รายงานฉบับดังกล่าว ยังคาดการณ์แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในปี 2557 ด้วยว่า ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2556 จากอุปทานและสต็อกทั้งในและต่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง ส่วนราคาข้าวคาดว่าจะลดลงตามราคาในตลาดโลก และจากนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือก ขณะที่ราคามันสำปะหลังจะสูงกว่าปี 2556 เนื่องจากผลผลิตของเวียดนามและกัมพูชาได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติค่อนข้างมาก

                          ส่วนกุ้งขาว คาดว่าราคาปรับตัวสูงขึ้นจากผลผลิตที่คาดว่าอยู่ในระดับต่ำช่วงครึ่งปีแรก และค่อยๆ ปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และราคาน้ำตาลมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น

 

ตลาดข้าวแข่งกันขายกดราคาต่ำ

 

                          ส่วนมุมมองจากภาคธุรกิจนั้น เริ่มที่แนวโน้ม "ราคาข้าว"  ปี 2557 นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การส่งออกข้าวในปีนี้ยังคงมีการแข่งขันที่สูง การต่อสู้ยังคงเป็นเรื่องของสงครามราคาที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาข้าวขาวของไทยลดต่ำลง

                          ในมุมมองของผู้ส่งออกนั้น ยังคงมีคู่แข่งอยู่มากทั้งอินเดียและเวียดนามที่คาดว่าจะมีผลผลิตมากขึ้น ทำให้ภาพรวมไม่แตกต่างจากปี 2556 ที่ผ่านมานัก แต่ความต้องการซื้อข้าวในตลาดโลกจะมีมากขึ้นคือปี 2556 มีความต้องการซื้อปริมาณ 38.5 ล้านตัน เพิ่มเป็น 39.5 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นมา 1 ล้านตัน โดยผู้ซื้อจากจีนมีแนวโน้มซื้อข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลผลิตข้าวลดลง และฟิลิปปินส์ ซึ่งเจอภัยธรรมชาติอย่างหนักที่ทำให้ผลผลิตเสียหายระดับหนึ่ง จึงคาดว่าทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว จะเป็นผู้ซื้อข้าวมากขึ้น

                          อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่สต็อกข้าวแล้ว โดยเฉพาะไทย พบว่ายังมีสต็อกจำนวนมาก หากนับรวมกับฤดูกาลใหม่ที่ล่าสุดรับจำนำข้าวเปลือกไปแล้ว 8 ล้านตัน คิดเป็นข้าวสารเกือบๆ 5 ล้านตัน ทำให้เมื่อรวมกับของเดิมจะมีข้าวในสต็อกราว 18-19 ล้านตัน ที่จะเป็นตัวฉุดราคาข้าวในตลาดให้ลดลง แต่จะผลักดันให้การส่งออกข้าวของไทยดีขึ้น โดยปี 2556 คาดว่าจะส่งออกข้าวได้ปริมาณ 6.6 ล้านตัน แต่ปีนี้คาดว่าจะส่งออกเพิ่มเป็น 7.5 ล้านตัน เนื่องจากรัฐบาลยังคงเทขายข้าวออกมาอย่างต่อเนื่อง

                          "จะเห็นได้จากเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 430-450 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ราคาที่ขายในต่างประเทศอยู่ที่ 390-395 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าเวียดนาม ราคาอยู่ที่ 410-415 ดอลลาร์ต่อตัน นับเป็นครั้งแรกที่ราคาข้าวไทยในต่างประเทศลดต่ำกว่าเวียดนาม ส่วนหนึ่งเพราะเป็นช่วงปลายฤดูของเวียดนามด้วย จากก่อนหน้าที่เวียดนามขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ไป 5 แสนตัน แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจที่ราคาข้าวไทยลดต่ำลงกว่าเวียดนามอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

                          ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดว่าเวียดนามจะมีผลผลิตออกมามากขึ้นเป็น 28-29 ล้านตัน และจะมีเหลือส่งออก โดยฤดูกาลใหม่ของเวียดนามที่จะออกมาคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ทำให้คาดว่าราคาข้าวน่าจะยังต่ำลง เพราะการต่อสู้ยังเป็นการต่อสู้ของสงครามราคา โดยเวียดนามยังไม่ยอมให้ไทยชิงตลาดข้าวไป จึงต้องลดราคามาสู้กัน

                          "จากราคาข้าวขาวของไทยที่ลดลงจะทำให้คนเริ่มหันมาซื้อข้าวไทยมากขึ้น หากราคาเฉลี่ยข้าวขาว 5% อยู่ที่ 380-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ก็เชื่อว่าเวียดนามเองจะต้องลดราคาลงมาสู้หลังจากผลผลิตเริ่มออกมา เพราะเวียดนามจะแตกต่างกับประเทศไทยก็ตรงที่ไม่มีสถานที่เก็บข้าวเหมือนไทย ทั้งอัตราดอกเบี้ยก็สูงกว่า โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ 10% กว่า การที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าราคาข้าวจะขยับสูงขึ้นมานั้น อาจจะไม่ได้มองที่ผลผลิตเวียดนามว่าจะมีสูงขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงปีนี้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติเลย และการที่เวียดนามขายข้าวได้มากขึ้น ทำให้มีการปลูกเพิ่มขึ้นด้วย จึงคาดการณ์กันว่าผลผลิตข้าวของเวียดนามจะสูงขึ้น"

                          ส่วนอินเดีย แม้ว่าผลผลิตในปีนี้จะลดลง แต่ก็ยังมีปริมาณส่วนเกินพอที่จะส่งออกข้าวได้ โดยคาดว่ามีผลผลิตลดลงจาก 108 ล้านตันข้าวเปลือกเหลือ 103 ล้านตันข้าวเปลือก แต่การบริโภคในประเทศอยู่ที่ 95 ล้านตันข้าวเปลือก และเมื่อรวมกับข้าวในสต็อกเก่า ทำให้เชื่อว่าอินเดียจะยังไม่ถอนตัวออกจากการเป็นผู้ส่งออกข้าว

                          ดังนั้น โอกาสที่ประเทศไทยจะชิงแชมป์การเป็นผู้ส่งออกข้าวกลับคืนมานั้นคงเป็นไปได้ยาก อย่างดีน่าจะได้ที่ 2 โดยปี 2556 อินเดียส่งออกข้าวเกือบ 10 ล้านตัน ทำให้มองว่า หลังเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมเป็นต้นไป จะมีการแข่งขันกันอุตลุด เพราะต้องพยายามขายข้าวให้ได้ โดยจะใช้ "ราคา" เป็นปัจจัยสำคัญ

 

"ยาง" ทรงตัว -"มัน" ราคาโอเค

 

                          ส่วนแนวโน้มราคายางพาราปี 2557 ยังไม่มีวี่แววจะสูงขึ้นได้ โดยความเห็นจากสมาคมยางพาราไทย ระบุถึงสถานการณ์ยางพาราไทยปี 2557 ว่ามีแนวโน้มทรงตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ที่แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะมองว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะฟื้นตัวกลับมาโตมากขึ้นกว่าเดิม โดยคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.9% และ 3.6% ในปี 2556 และ 2557 แต่จีดีพีโลกก็ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและระบบการเงินของโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างรุนแรง วิกฤติหนี้ยูโรโซนยังคงบานปลาย ตลอดจนความผันผวนของตลาดหุ้น ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ภัยธรรมชาติทั่วโลก

                          นอกจากนี้ ปัจจัยด้านผลผลิตและความต้องการของโลกก็พบว่ามีปริมาณส่วนเกินของยางธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางพารา โดย Economic Intelligence Unit รายงานว่าผลผลิตยางโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% เป็น 11.8 ล้านตันในปี 2557 และจะเพิ่มขึ้น 4.4% เป็น 12.4 ล้านตันในปี 2558 ส่วนผลผลิตยางของไทยจะเติบโต 6% ในปี 2557 และ 5% ในปี 2558

                          ด้านอุปสงค์ยาง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 4% ในปี 2557 และ 2558 (คาดว่าปี 2556 ลดลงเหลือ 1.6%) คิดเป็นปริมาณ 11.6 ล้านตันในปี 2557 และ 12.1 ล้านตันในปี 2558 โดยการใช้ยางของจีนจะเติบโต 2% ในปี 2557 และประมาณ 4% ในปี 2558 ความต้องการยางของอินเดียหดตัวประมาณ 4% ในปี 2556 และจะขยายตัว 8.5% ในปี 2557

                          จากปริมาณอุปสงค์และอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ส่วนเกินยางธรรมชาติของโลกจะเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึงปี 2558 โดยส่วนเกินยางธรรมชาติของโลกในปี 2556 จะแตะระดับที่ 134,000 ตัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ตันในปี 2557 และเป็น 257,000 ตันในปี 2558

                          ด้านนางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวถึงสถานการณ์ราคามันสำปะหลัง ว่าราคาหัวมันสำปะหลังสดในปีนี้เป็นระดับที่เกษตรกรพอใจ โดยเฉลี่ยราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.30-2.70 บาท บวกลบ และไม่น่าจะต่ำไปกว่านี้ และหลังจากปีใหม่เป็นต้นมา พบว่าเกษตรกรขุดหัวมันสด นำเข้าสู่โรงแป้งและลานมันกันมากขึ้น

                          นอกจากนี้ การที่เงินบาทอ่อนค่าลงทำให้ราคามันเส้นส่งออกของไทยยังสามารถแข่งขันได้กับเวียดนามด้วย โดยความต้องการซื้อมันเส้นจากจีนนั้นมีเพิ่มขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับราคาที่เหมาะสม

                          นางสุรีย์ แสดงความคิดเห็นด้วยว่า ขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่รัฐบาลจะหันไปมุ่งให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกรรายย่อย เพื่อการพัฒนาในระยะยาวให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้มากกว่าที่จะมาสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น เพราะเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ยังยากจนและลำบาก ตลอดจนแก้ปัญหาแรงงาน

 

"กุ้ง"ผลผลิตต่ำ-ราคาทรงตัวสูง

 

                          ด้านราคากุ้งในปี 2556 ที่ผ่านมา ราคาพุ่งกว่า 100% เนื่องจากผลผลิตกุ้งลดต่ำลงเนื่องจากปัญหาโรคตายด่วนหรืออีเอ็มเอส ส่วนแนวโน้มราคาในปี 2557 นี้ นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งไทยประสบกับปัญหาโรคอีเอ็มเอส ทำให้ผลผลิตกุ้งลดลง 54% จากปีก่อนหน้า แต่ในด้านราคาพบว่าปรับสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว หรือ 100% โดยราคาที่แพปลา กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกก. ราคา 235 บาท ส่วนขนาด 70 ตัว ราคา 270 บาท และปีนี้คาดว่าราคาน่าจะยืนอยู่ในระดับนี้ต่อไปได้อีก

                          "ราคาดังกล่าวคาดว่าจะยืนอยู่ได้อีก 2-3 เดือนจากนี้ แต่จะต้องไปดูปริมาณผลผลิตทั่วโลกด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั่วโลกตอนนี้ขาดกุ้งอย่างหนัก และทั่วโลกแย่งกันซื้อ จึงผลักดันราคาขึ้นต่อเนื่อง" เขากล่าว

                          ทั้งนี้ หากปัญหายังไม่คลี่คลายและการจับกุ้งธรรมชาติก็ยังไม่ดี ฉะนั้นทั่วโลกจะต้องพึ่งพาการเพาะเลี้ยง โดยการเพาะเลี้ยงที่อินเดียมีมากกว่าเพื่อน แต่อินเดียมีความล่อแหลมต่อโรคอีเอ็มเอส, จีน เป็นประเทศที่มีพื้นที่มหาศาลแต่เลี้ยงกุ้งได้ 3 แสนตันต่อปี, ไทย เลี้ยงกุ้งได้ 5 แสนกว่าตัน ซึ่งราคากุ้งที่ปรับสูงขึ้นมาตลอด สาเหตุหลักก็มาจากการที่ไทยเลี้ยงกุ้งไม่ได้ ดังนั้น หวังว่าในปีนี้ ไทยจะพอเลี้ยงกุ้งได้ และประเทศอื่นๆ สามารถรักษาผลผลิตการเพาะเลี้ยงได้เหมือนปีนี้ ราคากุ้งก็อาจจะมีการเหวี่ยงบ้าง แต่มั่นใจว่าจะไปลดลงเหมือนในอดีตที่เคยเป็น เช่น ขนาด 70 ตัวราคา 115 บาท

                          "ผมไม่เชื่อว่าราคาจะต่ำลงไปถึงระดับที่ว่านี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เกษตรกรก็เลิกเลี้ยงแน่นอน เพราะกระบวนการเลี้ยงมีความเสี่ยงมากขึ้นทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกยูนิต จึงไม่คุ้มค่าที่จะเลี้ยง" นายสมศักดิ์ กล่าว

 

 

------------------------

(ตรวจแถวราคาสินค้าเกษตรปีม้า 'ข้าว-ยาง' ไร้แววฟื้น 'มัน-กุ้ง' ส่อลอยลำ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)