ข่าว

รายงาน-จับตาภาวะ "ลุแก่อำนาจ"

รายงาน-จับตาภาวะ "ลุแก่อำนาจ"

19 มิ.ย. 2552

ต้องบอกว่ายังไม่ทันที่พรรคภูมิใจไทยจะก้าวขึ้นเป็น "พรรคอันดับหนึ่ง" ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

 เป็นความสะพรึงกลัวที่ไม่ต่างจากเมื่อครั้ง "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกฯ นั่นคือภาวะ "ลุแก่อำนาจ"

 เพราะต้องยอมรับว่า เพียงแค่ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 สกลนคร แค่เขตเดียว พรรคภูมิใจไทยก็ทำเอาข้าราชการน้อยใหญ่ ประหวั่นพรั่นพรึงไปทั้งจังหวัด

 ไม่เพียงแค่ชื่อชั้น "ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ" เท่านั้นที่ทำเอาหนาวๆ ร้อนๆ ไปทั้งบาง หากการที่พรรคภูมิใจไทยได้กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ผ่าน ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเข้าไปใหญ่

 เพราะต้องไม่ลืมว่าสรรพกำลังของข้าราชการในทุกระดับชั้น ล้วนมีต้นกำเนิดอยู่ที่นี่ที่เดียว !!!

 หนำซ้ำขุมกำลังยังกระจายไปทั่วประเทศ เรียกว่าเป่านกหวีดปรี๊ดเดียว ระดมพลกันพึ่บพั่บ 

 ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ภาพสะท้อนจากสนามเลือกตั้งดูคล้ายกับว่า พื้นที่เขต 3 ของ จ.สกลนครกลายเป็นแดนสนธยา ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้

 ขณะที่นักการเมืองและพรรคการเมือง รวมถึงผู้บัญชาการเบื้องหลัง จะไม่ยำเกรงต่อสายตาที่จับจ้องของหน่วยงานใดเลย แม้แต่ กกต.

 สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การตัดสินใจใช้สถานภาพของการกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยเอื้อต่อการหาเสียงในพื้นที่อย่าง "เรียลิตี้" ที่ผ่านมา

 แม้จะอ้างว่าอยู่นอกเขตพื้นที่หาเสียง แต่เจตนานั้นก็คล้ายกับชัดเจนว่าต้องการ "ตัดไม้ข่มนาม"

 การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เพื่อช่วงชิงพื้นที่ ในฐานะที่ต้องการ "แจ้งเกิด" ทั้งพรรค ทั้งคน และผสมด้วยบารมีที่กำลังท้าดวลกันซึ่งๆ หน้าระหว่าง "ทักษิณ ชินวัตร" และ "เนวิน ชิดชอบ" จึงดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง

 ถึงขนาดส่งผลให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองพากันถอนตัวจากการมีส่วนร่วมให้ความร่วมมืออย่างสิ้นเชิง

 ไม่ว่าจะเป็นการขอถอนตัวออกจากการเป็นกรรมการเลือกตั้งในพื้นที่ หรือเป็นเรื่องเป็นราวถึงขนาดเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธที่จะเก็บหีบบัตรเลือกตั้งซ่อมล่วงหน้า

 เพราะแน่นอนว่าหากเกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นกับบัตรเลือกตั้ง จะซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง

 อาการหวั่นเกรง คล้ายไม่อยากมีเรื่องให้เปลืองตัวนั้น หนักหนาถึงขั้น "กกต.กลาง" ต้องทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ความร่วมมือ

 นอกจากนั้นด้วยสถานภาพของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ยังดูเหมือนจะทำให้ "กกต." กริ่งเกรงอยู่ไม่น้อยทีเดียวในการจัดการกับความไม่ชอบมาพากลในการลงพื้นที่หาเสียงของระดับผู้ใหญ่ในพรรค

 ล่าสุดมีเสียงขู่ขั้นเด็ดขาดจาก "กกต." ถึงการเก็บภาพขนคนมาลงคะแนนเสียงอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 กระทั่งหลายคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า "ผิดปกติ" เพราะเป็นการเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีคนมาใช้สิทธิ์เยอะมากถึงกว่า 2 หมื่นคน

 หนำซ้ำบางรายก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย !!!

 เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า อำนาจทางการเมืองทั้งแบบ "บนดิน" และ "ใต้ดิน" ที่พรรคภูมิใจไทยนำมาใช้กับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่าน่าหวั่นวิตกพอสมควร

 อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยเหมือนจะวางแผนมาแต่ต้นในการครอบครองอาณาจักรมหาดไทย ด้วยหวังผลในด้านสรรพกำลังที่เอื้อต่อการขยายและสร้างฐานเสียงของพรรค

 โดยเฉพาะฐานเสียงที่ใกล้ชิดกับ "รากหญ้า" อย่างกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด !!!

 พรรคภูมิใจไทยผลักดันโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับฐานกำลังในส่วนนี้มาตั้งแต่ต้นก็ว่าได้ เริ่มจากการหักดิบประชาธิปัตย์ในประเด็นขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทนให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

 ถัดมาก็อัดนโยบายให้ "อบต." ดำเนินการ เช่น 1 อบต. 1 ธนาคารข้าว 1 โรงสี

 แถมล่าสุดยังพยายามผลักดันให้ "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" ได้รับการยกระดับเข้าไปอยู่ในเขตเทศบาลนครทั่วประเทศ แต่ถูกเบรกจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

 นอกจากนั้น พรรคภูมิใจไทยยังอาศัยสร้างความสำคัญของ "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" ผ่านนโยบายกระทรวงมหาดไทย ในชื่อโครงการสมานฉันท์ "สงบ สันติ สามัคคี"

 พร้อมกับแบรนด์ "เสื้อน้ำเงิน" ปกป้องสถาบัน !!!

 ขณะเดียวกัน การกินรวบของพรรคภูมิใจไทยในกระทรวงมหาดไทย ยังส่งผลให้เกิดการใช้อำนาจในการคาดโทษในหมู่ข้าราชการระดับสูงได้โดยปริยาย

 ฉะนั้นสัญญาณที่ออกจากพรรคภูมิใจไทยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ จึงเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองไม่น้อย
 เพราะมันหมายถึงจังหวะก้าวของพรรคภูมิใจไทย ต่อการมีบทบาทอย่างสูงในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในอนาคต
 การใช้อำนาจแบบ "ลุแก่อำนาจ" มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากทีเดียว !!!

 โต๊ะข่าวการเมือง