
'ปู'สั่ง'ทบ.-ตร.'จัดทำแผนรับมือกปปส.
'ปู'ถก'กอ.รมน.'ด่วน!รับมือกปปส.ปิดกรุง เน้นปลอดภัยสงบและสันติ สั่ง'ทบ.-ตร.'จัดทำแผนรปภ. เดินสายหารือเอกชน-สื่อตั้งสภาปฎิรูป กปปส.ยันปิดกรุงไม่ปิดระบบขนส่งมวลชน
ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก(เดิม) กอ.รมน. สวนรื่นฤดี เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ม.ค.2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น ายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการประธานคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกอ.รมน. วาระพิเศษ โดยได้เชิญคณะกรรมการจำนวน 20 คนเข้าร่วมประชุม อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง , นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ , นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม , นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร , พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม , พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก , พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย อเนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล , นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กอ.รมน. ได้แจกเอกสารให้สื่อมวลชนระบุว่า การประชุมในวันนี้ถือว่าเป็นการประชุมเร่งด่วน วาระพิเศษ เพื่อการร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในประเทศ ในขณะที่ พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกอ.รมน. ระบุว่า วาระปกติ จะเป็นเรื่องขอความเห็นชอบการจัดโครงสร้าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปี 2557
ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวการดูแลรักษาความสงบระหว่างการเคลื่อนไหวใหญ่ของกลุ่ม กปปส. โดยขอให้ฝ่ายความมั่นคงต้องดูแลประชาชนให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมถึงดูแลด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ให้เกิดความสงบและสันติในสังคมด้วย
สั่ง"ทบ.-ตร."จัดทำแผนรปภ.
แหล่งข่าวในที่ประชุม เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แสดงความเป็นห่วงกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ประกาศยกระดับ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ โดยเฉพาะการปิดถนนในเส้นทางหลักถึง 20 สาย จึงอยากให้ทางกองทัพบกจัดกำลังเข้าไปสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากขณะนี้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่มีพอต่อภารกิจการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยเบื้องต้นให้ทางกองทัพบกจัดกำลังพลประมาณ 22 กองร้อยเข้ามาสนับสนุนดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการสำคัญ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปดูแลในเส้นทางหลักต่าง ๆ จำนวน 20,000 นาย โดยจะให้ตำรวจ และ ทหารมีการบูรณาการในการทำงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดย นส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายให้ เสนาธิการทหารบก และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปจัดทำแผนการปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้ ก่อนที่ กปปส.จะมีการจัดการชุมนุมในวันที่ 5 ม.ค.นี้
แหล่งข่าวในที่ประชุม ยังกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องที่สำนักงานตรวจแห่งชาติ และ สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอให้มีการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อมาบังคับใช้การดูแลการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.นั้น โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีการสอบถามไปยังตำรวจ และ สมช. ที่ได้มีการเสนอเรื่องดังกล่าว โดยทางตำรวจได้มีการชี้แจงว่า จากการประเมินสถานการณ์แล้วเกรงว่าสถานการณ์จะเกิดบานปลาย โดยเฉพาะมือที่ 3 อาจจะเข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายเหมือนกับที่สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง จึงต้องการที่จะให้ทางรัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เพื่อมาบังคับใช้และจะได้สะดวกต่อการปฏิบัติภารกิจในการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ยังไม่น่าจะมีการพัฒนาให้เกิดความรุนแรงในช่วงนี้ และเห็นว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงที่บังคับใช้อยู่ก็น่าจะเพียงพอต่อการดูแล ซึ่งทางกองทัพพร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการร้องขอเข้ามา
“พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเห็นว่าหากรัฐบาลมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เกรงว่าเมื่อประกาศแล้วสถานการณ์จะมีการพัฒนาเหมือนกับเหตุการณ์ในช่วงปี 2553 ทั้งนี้ ผบ.เหล่าทัพต้องการที่จะให้ 2 ฝ่ายจัดตัวแทนมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดย โดยเฉพาะการพูดคุยกันในประเด็นหลัก 4 เรื่อง คือ 1.การปฏิรูปบ้านเมืองควรจะเป็นไปในทิศทางใด 2.การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้ควรจะมีอยู่หรือจะเลื่อนออกไป 3.การบริหารประเทศที่อยู่ในสภาวะขัดแย้ง และ 4. คือ การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งถ้าหากมีการพูดคุยกันในรายละเอียดแล้วคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ในที่ประชุมจึงได้มีการตัดสินใจให้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในการดูแลความปลอดภัย โดยจะยังไม่มีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน” แหล่งข่าวในที่ประชุม ระบุ
สำหรับข้อเสนอของ สมช.มีดังนี้ 1.หากม็อบใช้อาวุธหรือมีมือที่สาม ก่อเหตุรุนแรง ให้พร้อมประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ควบคุมสถานการณ์ได้ทันที โดยให้เจ้าหน้าที่ทหารออกมาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2. การประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน นั้น มีระยะเวลา 3 วัน หรืออาจเสนอผ่าน ครม. ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามตามหน้าที่ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร 3.เพิ่มมาตรการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถพกอาวุธประจำกายได้ เพื่อป้องกันตัว และสามารถรองรับสถานการณ์ที่เข้มข้นให้มากขึ้น เมื่อมีเหตุการณ์ผู้ชุมนุมใช้อาวุธก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอาวุธเข้ามาควบคุมสถานการณ์ได้ทันที และ4.ขอกำลังทหารเข้ามาเสริมกำลังตำรวจเพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่มาเป็นกองหนุนอยู่แล้วจำนวน 22 กองร้อย ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อวางจุดกำลังทหารอีกครั้ง ในวันนี้ (3 ม.ค.) และจะเข้ามาเสริมกำลังตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. เป็นต้นไป
จากนั้นเวลา 16.30 น. พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน. แถลงภายหลังการประชุมว่า การประชุมวันนี้มีการพิจารณาวาระเรื่องโครงการสร้างอัตรากำลังพลของกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าประจำปี 2557 ซึ่งเป็นไปตามม. 17 ของ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพ.ศ. 2551 โดยเป็นแผนงานประจำปี และที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในโครงสร้างนี้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนทุกปี โดยมีอัตรากำลังพลและโครงสร้างการจัดเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละปี โดยในปี 2557 จะมีกำลังทหารหลักลดลง ส่วนกำลังที่เพิ่มขึ้นได้แก่กำลังทหารพราน ตำรวจและพลเรือน โดยจะดำรงความต่อเนื่องและขยายผลความสำเร็จของการปฏิบัติงานปี 2556
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังใช้เวลาส่วนใหญ่กับการหารือเรื่องการชุมนุมในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ได้ข้อสรุปว่าในกรอบศอ.รส.จะให้ฝ่ายแผนไปดำเนินการพิจารณาหาวิธีการที่เหมาะสม โดยเน้นการบูรณาการกำลังที่มีอยู่ในกรอบโครงสร้างอัตราของ ศอ.รส. และดำเนินการให้ได้ผล โดยมีจุดมุ่งหมายลดความเดือดร้อนของประชาชนตามที่มีข่าวว่าจะมีการยกระดับการชุมนุม ทั้งนี้ยังยึดถือแนวทางสันติ และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง อีกทั้งที่ประชุมได้สรุปว่าทุกพื้นที่มีพื้นที่กว้างใน 20 จุด อาจจะต้องมีการจัดลำดับความเร่งด่วนในการดูแลพื้นที่เพื่อให้มีกำลังเพียงพอ โดยคงกรอบอัตราโครงสร้างเดิมของศอ.รส. คือใช้ทหารจำนวน 20 กองร้อย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้กำลังพลประมาณ 20,000 นาย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแน่นอน
เดินสายหารือเอกชน-สื่อหาแนวทางตั้งสภาปฎิรูปประเทศ
พร้อมกันนนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมด้วยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ , นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี , นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ ,นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังสำนักพิมพ์มติชน- ข่าวสด เพื่อหารือกับผู้บริหารสื่อทั้ง 2 แห่ง ในการหาแนวทางตั้งสภาปฎิรูปประเทศ โดยจะรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรสื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปพบผู้บริหารหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อหารือแนวทางปฎิรูปประเทศ และสัปดาห์หน้า จะเดินทางไปยังสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง ไปหารือกับภาคเอกชน ขณะที่นายพงษ์เทพ หารือกับองค์กรวิชาการ เพื่อระดมความคิดเห็น ในการตั้งสภาปฎิรูป
กอ.รมน.มีมติใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงรับม็อบ
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมได้มีการพูดคุยในเรื่องการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม โดยให้ตำรวจและทหาร ไปพูดคุยวางแผนร่วมกันและปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบหมายให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(ลธ.รมน.) และ พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผช.ผบ.ตร. ไปหารือร่วมกัน ทั้งนี้ที่ประชุมยืนยันตรงกันว่ายังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และยังคงยืนยันที่จะใช้ พรบ.ความมั่นคง ฯ ต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะร้องขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ทหารก็ให้ไปตกลงพูดคุยกัน โดยร้องขอผ่านกระทรวงกลาโหม ขณะนี้มีการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร 20 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 20,000 นาย
สำหรับการเตรียมรับมือการตัดน้ำ -ตัดไฟในสถานที่ราชการนั้น พล.ท.ภราดร กล่าว่า ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมและได้มีการประสานไปยังสหภาพรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้า และ การประปา และได้มอบหมายให้ผู้ว่าการฯ ทั้ง 2 องค์กรไปพูดคุยทำความเข่าใจกับกลุ่มสหภาพแล้ว ซึ่งบรรยากาศจะเน้นการพูดคุยสื่อสารกันเป็นหลัก ส่วนกรณีที่ นปช.จะออกมาชุมนุมในวันที่ 13 มค.นั้น ได้มีการสืบสภาพแล้วว่า จะไม่มีการจัดให้เผชิญหน้า และจะไม่เข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ซึ่งคิดว่าตรงนี้จะไม่มีการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน
"ทภ.1" แจ้งเคลื่อนหน่วยรบ"ทหาร-ยานเกราะ"เข้ากรุง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้แจ้งกำหนดเคลื่อนย้ายกำลังพล ยานพาหนะพร้อมยุทโธปกรณ์ จากหน่วยทหารที่ตั้งในพื้นที่ จังหวัดลพบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี และสระบุรี เข้ามาในพื้นที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อซักซ้อม และทำพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลและสวนสนามเนื่องในวันกองทัพไทยประจำปี 2557 ทั้งนี้ กำหนดการเคลื่อนย้ายในวันที่ 6 - 9 มกราคม 2557 ได้แก่ วันจันทร์ที่ 6 มกราคมนี้ เคลื่อนย้ายรถยานเกราะล้อยางบรรทุกบนรถกึ่งพ่วงชานต่ำ จากจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดชลบุรี เข้าพื้นที่รวมพล ณ ร.11 รอ. ขณะที่วันที่ 8 และ 9 มกราคมนี้ เคลื่อนย้ายกำลังพลและยานพาหนะจากจังหวัดสระบุรี ลพบุรี ปราจีนบุรี เข้าพื้นที่รวมพล ณ ร.11 รอ. ดังนั้นกองทัพภาคที่ 1 จึงแจ้งเพื่อทราบและป้องกันการเข้าใจผิด
กปปส.ยันชัทดาวน์กรุงเทพฯไม่ปิดระบบขนส่งมวลชน
เมื่อเวลา 15.15 น. ที่เวทีกปปส.ถนนราชดำเนินกลาง นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ โฆษกกปปส. แถลงถึงกระแสข่าวการปิดจุดต่าง ๆ เพื่อชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค. นี้ ว่า ข้อเท็จจริงคือขณะนี้กปปส.ยังคงประชุมร่วมกันกับนายขวัญสรวง อติโพธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง และนายแก้วสรร อติโพธิ ในการวางแผนปิดกรุงเทพฯ ซึ่งกิจกรรมเดินรณรงค์ในกรุงเทพฯเพื่อเชิญให้ประชาชนได้ออกมาร่วมกิจกรรมในวันที่ 13 ม.ค. นี้ โดยจะมีการเดินรณรงค์ในวันที่ 5 , 7 และ9 ม.ค. โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯชั้นในถึงฝั่งธนบุรี
นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า สำหรับวันที่ 13 ม.ค. เป้าหมายสำคัญ คือ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ล้มเหลวไม่สามารถบริหารราชการได้ โดยจะมุ่งเป้าไปที่การตัดน้ำตัดไฟคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกรัฐมนตรี หน่วยงานราชการในกทม. และจะไม่กระทบหรือกระทบน้อยที่สุดในระบบขนมวลชน โดยยืนยันว่าไม่มีการปิดรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟใต้ดิน และสนามบิน ทั้งนี้การกำหนดปิดสามแยกและสี่แยก อย่างน้อยที่สุดการเคลื่อนไหวคือจุดเดิมในวันซ้อมใหญ่วันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา
"สุขุมพันธุ์"พร้อมรับมือกปปส.ปิดกรุงเทพฯ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะเดินขบวนในวันที่ 5-8 ม.ค. และจะปิดกรุงเทพฯอีกครั้ง ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ว่า ตอนนี้กทม.ยังไม่มีการเตรียมการรับมือการชุมนุมที่จะเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพฯแต่อย่างใด เนื่องจากเพิ่งทราบจุดหมายพร้อมๆ กับประชาชนจากข่าวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่ขอยืนยันว่า กทม.มีการประชุมพิเศษเกี่ยวกับการดูแลการชุมนุมอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ซึ่งกทม.มีการทำหน้าที่ในส่วนของกรุงเทพฯอยู่แล้ว อาทิ ในช่วงของวันสิ้นปีมีเพียงเจ้าหน้าที่เทศกิจเท่านั้นที่ทำการดูแลการจราจร ซึ่งไม่ได้ปรากฏการทำงานของหน่วยงานรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นเหตุทำให้การจราจรติดขัดมาก ทั้งนี้ ขอให้แต่ละฝ่ายเป็นห่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนเองให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ ไม่ต้องเป็นห่วงการทำงานของกทม.เนื่องจากกทม.มีการเตรียมการเกี่ยวกับการดูแลการชุมนุม และเรื่องการจราจรโดยตลอดอยู่แล้ว
เรียกประชุมบิ๊กกทม.พรุ่งนี้รับมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 4 ม.ค. เวลา 16.00 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เตรียมประชุมกับฝ่ายบริหารกทม.ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุมและการให้ความช่วยเหลือประชาชนในการลดผลกระทบการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.นี้



