
"เลือกทำดีกว่าปล่อยคนตกงาน"
กระทรวงที่รับศึกหนักในยุครัฐบาล "นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นอกจาก "กระทรวงสาธารณสุข" แล้วถือว่า "กระทรวงแรงงาน" ก็เป็นอีกกระทรวงที่ต้องรับศึกหนักแก้ไขปัญหา "คนตกงาน" ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก
ล่าสุด "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" มีมติดำเนินคดีกับ "ไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์" อดีตเลขาธิการ สปส. ทั้งอาญา และวินัยร้ายแรง
กรณีการเช่าจัดหาและดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงาน มูลค่า 2,800 ล้านบาท ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน สมัย "สมศักดิ์ เทพสุทิน" เป็น รมว.แรงงาน
"ไพฑูรย์ แก้วทอง" รมว.แรงงาน หลังจากเข้ามาบริหารก็ยืนยันว่า เมื่อมีการกระทำความผิดคนผิดก็ต้องถูกลงโทษ จากนี้ไปจะให้นักกฎหมายของกระทรวงไปดำเนินการ และเห็นว่าโครงการนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน และดำเนินการมาจนถึง รัฐมนตรีอุไรวรรณ เทียนทอง ซึ่งได้ปรับลดงบลงจาก 2.8 พันล้านบาทเหลือ 2.3 พันล้านบาท โดยสัญญาได้ผ่านการตรวจจากกฤษฎีกา บางครั้งข้อระเบียบอาจมีการตีความก้ำกึ่งกัน
"ส่วนตัวคิดว่าข้อกฎหมายภายในกระทรวงสามารถโยงใยกันได้ แต่สำนักงานประกันสังคมเป็นเรื่องของเงินกองทุน เพราะเป็นเงินของนายจ้างกับลูกจ้างและรัฐบาลส่วนหนึ่ง ก็โยงใยในเรื่องนี้ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด โดยบอร์ดจะเอาผิดคนคนเดียวคงไม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสด้วย"
อย่างไรก็ตาม "ไพฑูรย์" กล่าวว่า ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเช่ามาและทำตามสัญญาเรียบร้อยแล้วโดยจ่ายเงินไปแล้ว 2 งวด เมื่อดูเนื้อหาความผิดต้องรอปรึกษาทางฝ่ายกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องของสัญญาซึ่งเงินประมูลในตอนนั้นคือ 2.8 พันล้านบาท แล้วยังมีการทำเรื่องเกี่ยวกับหน่วยงานอื่นด้วย แต่กฤษฎีกาตีความว่าเงินประกันสังคมไม่ให้ไปใช้ในหน่วยงานอื่น ต่อมาจึงปรับลดโครงการเล็กลงแล้วมีการเซ็นสัญญา ส่วนจะยกเลิกได้หรือไม่ขึ้นอยู่ที่กฎหมายและข้อสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทดำเนินการ
ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานถือเป็นกระทรวงหนึ่งที่มีโครงการที่ถูกโจมตีว่าการดำเนินการอาจจะผิดกฎหมายหลายโครงการ เมื่อ "พรรคประชาธิปัตย์" ซึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลมาหลายปี เมื่อเข้ามาบริหารงานต่ออาจ "งานเข้า" โดยไม่รู้ตัว
ซึ่ง "ไพฑูรย์" อยู่กระทรวงแรงงานมาตั้งแต่การเริ่มก่อตั้ง บอกว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะทุกโครงการมีผู้รับผิดชอบและคดีความก็มีอายุความชัดเจน เมื่อเข้ามาทำงานจึงมุ่งเน้นทำงานตามนโยบายของรัฐบาล ทำหน้าที่เตรียมความพร้อมและจัดหาคนเข้าทำงาน เพราะทุกโครงการที่ออกมาต้องใช้คน
ส่วนมาตรการรักษาแรงงานมีฝีมือหลังถูกปลด "ไพฑูรย์" กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมจัดหางานทำประวัติลูกจ้างทุกคน ที่สามารถติดต่อได้ โดยจัดทำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อมีลูกค้าต้องการสินค้าที่ได้มาตรฐานเท่าเดิมหรือดีกว่า จะได้ติดต่อให้แรงงานมีฝีมือเหล่านี้กลับเข้ามาทำงานได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
นอกจากนี้ได้ให้กรมจัดหางานได้เตรียมมาตรการป้องกันแรงงานถูกหลอกไปทำงานโดยให้นายจ้างและลูกจ้างใช้บริการของกระทรวง และจัดบูธงานให้นายจ้างลูกจ้างพบกันตามพื้นที่ต่างๆ โดยกรมจัดหางานจะเข้าไปอบรมให้ความรู้กับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) โดยจะมีค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ขณะนี้ได้ของบประมาณเรียบร้อยแล้ว แต่ 5 จังหวัดภาคใต้ จะมีทุกตำบลจะมีกลุ่มบัณฑิตอาสาเข้าไปกระจายความรู้สู่ประชาชน เชื่อว่าเมื่อมีคนเป็นหูเป็นตาให้แก่ประชาชนปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป ถ้ายังมีปัญหาก็จะมีมาตรการลงโทษอย่างรุนแรง
ส่วนมาตรการต่างๆ ที่ออกมารองรับปัญหาการว่างงานและหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การจ่ายเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ, โครงการต้นกล้าอาชีพฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินให้ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน รวมทั้งการขยายเวลาการจ่ายเงินชดเชยคนตกงานจาก 6 เดือน เป็น 8 เดือน ในอัตรา 50% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
"ไพฑูรย์" เชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยเหลือคนตกงานหรือผู้มีรายได้น้อยให้อยู่ได้อีกระยะ แม้ว่าจะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่มั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่วุ่นวายมากปลายปีเศรษฐกิจไทยฟื้นแน่ ที่สำคัญมาตรการต่างๆ ที่ออกมาทั้งหมดทำดีกว่าไม่ทำ เมื่อเทียบกับแรงงานที่ต้องตกงานเพิ่ม ต้องตัดสินใจสิ่งที่คิดว่าดีกว่า เพราะเราเป็นผู้บริหารต้องตัดสินใจ
สมถวิล เทพสวัสดิ์



