ข่าว

คนไม่เลือกข้าง

คนไม่เลือกข้าง

03 ม.ค. 2557

คนไม่เลือกข้าง : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

            มีเพื่อนฝูงบ่นให้ฟังว่า ถึงแม้เขาจะไม่เลือกข้างเลือกใคร แต่ก็ทำตัวทำใจลำบาก เพราะสื่อมวลชนกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ต่างก็เลือกข้างเลือกข่าวที่นำเสนอ ครั้นหันไปหาสื่อกระแสรอง เช่นเคเบิลทีวี หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ไม่พ้นจากการเลือกข้างเลือกค่ายอีกเช่นกัน และหนำซ้ำเล่นกันอย่างชัดแจ้งและรุนแรงกว่าสื่อกระแสหลักเสียด้วยซ้ำ เวลาที่เขาจะพูดจะคุยอะไรกับใครก็ต้องระมัดระวังถ้อยคำ ไม่ให้กระทบกระเทือนข้างหนึ่งข้างใด เพราะไม่อยากจะทะเลาะกันเองหรือเสียเพื่อนโดยใช่เหตุ

            ความจริงแล้วการเลือกข้างหรือเชียร์พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป

            คนในบางประเทศเป็นแฟนคลับหรือแฟนพันธุ์แท้ของพรรคการเมืองที่ตนชอบ ซึ่งโดยมากจะเป็นเรื่องของแนวคิดและนโยบายของพรรคนั้นๆ เช่นพรรคอนุรักษนิยม พรรคสังคมนิยม พรรคเสรีนิยม ฯลฯ คนที่นิยมพรรคการเมืองใด ก็มักจะปิดหูปิดตาตัวเองไม่ยอมรับฟังข่าวสารของพรรคอื่น จะเลือกตั้งกี่ครั้งกี่คราวก็เลือกแต่พรรคที่ตนชอบเท่านั้น ซึ่งทำให้พรรคการเมืองบางพรรคในบางประเทศครองอำนาจติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน แต่ตัวแปรสำคัญก็คือ “พลังเงียบ” ที่ไม่ได้เป็นสาวกของพรรคการเมืองใด คนเหล่านี้จะมองเห็นความเป็นไปในบ้านเมืองอย่างชัดเจน และเมื่อถึงคราวที่ “พลังเงียบ” ไม่เงียบอีกต่อไป ก็จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในประเทศเสมอ

            ความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็เหมือนกับการมองดูวัตถุสิ่งเดียวกันจากมุมที่ต่างกัน และความจริงประการแรกที่จะต้องยอมรับก็คือ ไม่มีใครที่เห็นของสิ่งนั้นได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีความคิดของใครถูกต้องทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราสามารถนำสิ่งที่ไม่ครบถ้วนนั้นมาพินิจพิเคราะห์ร่วมกันก็ย่อมทำให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้นและใกล้เคียงความเป็นจริงขึ้น เช่นเดียวกันกับการนำความคิดที่ไม่เต็มร้อย มาผสมผสานกัน ก็จะได้ความคิดที่กว้างไกลและครอบคลุมยิ่งกว่าการจะคิดเพียงลำพัง และทำตามความคิดของตนไปตามลำพัง

            แต่นั่นแหละครับ การจะทำเช่นนั้นได้ ทุกฝ่ายจะต้องลดอัตตาของตัวเองลงให้มากที่สุด และเปิดใจให้กว้างที่สุด ขณะที่ปิดปากให้เงียบที่สุด

            อัตตาที่ผมพูดถึงนี้ ก็คือการหลงตัว การอวดดื้อถือดี การคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตน การดูถูกผู้อื่น การหาทางเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่สามารถทำให้อัตตาของตนเบาบางลง จะพูดจะคุยเรื่องอะไรกับใครก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเข็ญใจหรอกครับ และถ้าต่างฝ่ายต่างไม่มีอัตตาก็มักจะหาข้อยุติได้เสมอ

            ผมคิดเล่นๆ ว่า อย่างเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย ที่ต่างคนต่างคิดอยู่ในเวลานี้ และต่างคนต่างก็บอกว่าที่อีกฝ่ายหนึ่งคิดจะทำนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ยังไงก็ไม่มีวันที่จะจบเรื่องได้ แต่ถ้าคิดเสียใหม่ว่า ในเมื่อการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ ก็เห็นจะต้องยอมที่จะทำผิดกฎหมายสักครั้ง โดยต่างคนต่างก็ไปดำเนินการร่างแนวทางปฏิรูปประเทศมาตามแบบที่ตนเห็นว่าดี แล้วให้คนกลางซึ่งอาจจะเป็นสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับองค์กรอื่น พิจารณาร่างทั้งสองฉบับ ข้อไหนดีก็เอาไว้ ข้อไหนไม่สมควรก็ตัดออกไป ก็น่าจะได้แนวทางปฏิรูปซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้ผ่านพ้นปัญหาที่คาราคาซังอยู่ไปได้เปลาะหนึ่ง โดยไม่เกิดความรุนแรงขึ้น และประเทศชาติก็อาจคืนกลับสู่ความสงบสุข

            ผมยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังหรอกครับ เพราะกลัวจะถูกหาว่า “ไม่เลือกข้าง” ซึ่งเวลานี้กลายเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ยิ่งกว่าการเลือกข้างเสียด้วยซ้ำ