
ฝ่าดงระเบิดแวะศูนย์เรียนรู้ฯอีกหนึ่งภารกิจดับไฟใต้ยั่งยืน
ท่ามกลางเสียงระเบิดสลับเสียงปืนดังกัมปนาทคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐศพแล้วศพเล่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เหตุการปล้นอาวุธสงครามในค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บ้านปิเหล็ง ต.มะรือโบ
เช้ามืดของวันที่ 4 มกราคม 2547 นั้น ทั้งรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เสียงปืนสงบ หนึ่งในวิถีการแก้ปัญหานั้นคือการสร้างอาชีพให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสู่เส้นทางสันติภาพอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการปราบปรามและสร้างมวลชนสัมพันธ์
ในส่วนของการสร้างอาชีพที่รับผิดชอบโดยกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบโดยตรงนั้น พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) ได้น้อมนำพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" มาเป็นธงนำสำคัญในภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ โดยการรุกงานมวลชน ด้วยการพัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ครัวเรือน ซึ่ง พล.ท.พิเชษฐ์ หมายมั่นปั้นมือเดินหน้าเปิดแนวรุกอย่างเต็มกำลัง ด้วยเชื่อมั่นว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงหัวใจประชาชนและสามารถโน้มน้าวใจให้หันมาร่วมไม้ร่วมมือกันสยบความรุนแรง และท้ายสุดปัญหาก็จะยุติลงได้ในที่สุด
"ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่จะสร้างอาชีพในดงเสียงปืนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นรูปธรรมแล้ว โดยนำร่องบนพื้นที่เพื่อการเกษตรจำนวน 80 ไร่ ตรงข้ามกับค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งศูนย์แห่งนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสร้างเป็นศูนย์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์และให้ประชาชนได้เข้าใจและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมี พ.อ.จุลเดช จิตถวิล หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ รับผิดชอบ
พ.อ.จุลเดช เล่าให้ทีมท่องโลกเกษตร "คม ชัด ลึก" ฟังว่า ศูนย์แห่งนี้เริ่มเมื่อเดือนธันวาคม 2551 มีเป้าหมายหลักเพื่อให้เป็นสถานที่ทดลองปฏิบัติจริงผ่านการฝึกอบรมสำหรับประชาชนที่สนใจ ได้เรียนรู้และนำความรู้จากทฤษฎีแปรเป็นภาคปฏิบัติเพื่อไปใช้ในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง จุดเด่นของศูนย์คือการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ผสมกับเกษตรชีวภาพ โดยใช้จุลินทรีย์ หรือ "อีเอ็ม" ซึ่งมีอยู่มากมายในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์
“สิ่งที่เรามุ่งเน้นให้เกิดขึ้นสูงสุด คือ การสอนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้นำสิ่งที่มีอยู่แล้วรอบๆ ตัว รอบๆ บ้านและรอบๆ ชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่เป็นการเสริมสร้างและพัฒนาสิ่งนั้นให้ดีขึ้น โดยอาศัยความถนัดและภูมิปัญญาของชาวบ้านมาเป็นต้นทุน โดยมีศูนย์เป็นสถานที่ฝึกหัดและเรียนรู้ก่อนนำไปปฏิบัติจริง“ พ.อ.จุลเดชกล่าว
ส่วนรูปแบบการดำเนินการของศูนย์เน้นการสร้างเครือข่ายไปยังกลุ่มองค์กร หน่วยงานสถาบันการศึกษา และชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่สนใจนำบุคลากรแต่ละท้องถิ่นเข้ารับการอบรมได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบหมู่คณะ แบ่งกลุ่มย่อย รวมไปถึงเฉพาะบุคคลได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยศูนย์ตั้งเป้าฝึกอบรมสร้างคนต้นแบบให้ได้ตำบลละ 1 คน เพื่อกระจายความรู้ลงสู่พื้นที่อย่างทั่วถึง
การฝึกอบรมของศูนย์แห่งนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน เพื่อสร้างองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภายในศูฯย์มีกิจกรรม 4-5 กิจกรรมหลัก ที่สามารถอรรถาธิบายให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ภายในศูนย์แบ่งย่อยเป็นฐานการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมฟังการบรรยายในลักษณะเดินเรียนรอบๆ ศูนย์ เริ่มจากจุดหรือแปลงพืชผักสวนครัวตามริมรั้วที่สามารถเก็บรับประทานได้ รวมถึงสวนผลไม้นานาชนิด แม้แต่สวนยางพาราที่พร้อมสาธิตการกรีดยางด้วยเทคนิคการดูแลสมัยใหม่ที่ทำให้น้ำยางพาราไหลไม่ขาดสาย
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการเลี้ยงปลาด้วยลักษณะของบ่อปลาขนาดกะทัดรัด แตกต่างจากประสบการณ์ของชาวบ้านที่เอ่ยถึงบ่อปลาต้องนึกถึงการขุดสระขนาดใหญ่ คือบ่อขนาด 2 คูณ 4 เมตร ลึก 1 เมตร นำพลาสติกรองตั้งแต่ขอบบ่อลงไปก็สามารถเนรมิตบ่อเลี้ยงปลาได้ในทันที สามารถเลี้ยงปลาได้ 500-1,000 ตัว ลงทุนเพียง 200 บาท
จากการเดินลัดเลาะไปตามทาง ยังพบว่ายังมีการสาธิตวิธีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง โดยไม่ใช้อาหารแต่ใช้ปลวกที่สามารถสร้างขึ้นเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย ตลอดเวลา 5 เดือนที่ผ่านมามีพี่น้องทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมจากทั่วทุกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าศึกษาและเยี่ยมชมกิจกรรมศูนย์มากกว่า 4-5 หมื่นคน
ด้าน ร.อ.ณรงค์ ชัยเชิดชู วิทยากรโครงการคนเก่งประจำศูนย์ บอกว่า การดำเนินงานของศูนย์นอกจากจะได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้ว พระชายาของสุลต่านรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ก็ยังสนพระทัยส่งเจ้าหน้าที่จากรัฐกลันตันเดินทางมาศึกษาดูงาน เรียนรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยชีวภาพ การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ และการเลี้ยงปลา เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในประเทศมาเลเซียด้วย
ออกจากศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริที่หน้าค่ายสิรินธร ทีมงานท่องโลกเกษตรเดินทางไปยัง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริบ้านพรุจูด ซึ่งมีพื้นที่เพียงครึ่งไร่เท่านั้น ตั้งอยู่หมู่ 5 ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โดยมี ซายเด๊าะ มอน๊อง หรือ "น้องเกาะ" อายุ 29 ปี หัวหน้าศูนย์ ออกมาต้อนรับทีมงานเมื่อครั้งที่ทีมงานไปเยือน
ซายเด๊าะ เล่าว่า ศูนย์บ้านพรุจูดเริ่มดำเนินโครงการเมื่อปี 2548 พื้นที่ทุกตารางนิ้วอัดแน่นด้วยภูมิความรู้ที่มีให้ศึกษาทุกรูปแบบ ซึ่งชาวบ้านผ่านการเรียนรู้ทำได้จริงตามที่รัฐส่งเสริม ทำให้มีกิน มีใช้ ไร้หนี้สิน และก้าวสู่การเป็นหมู่บ้านเข้มแข็งได้สำเร็จ ทำให้หมู่บ้านอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงสนใจเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้
สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา



