
'พท.'จี้กกต.เอาผิด'เทือก'ขวางลต.
'พท.' ยื่นกกต.ขยายเวลารับสมัคร-ย้ายสถานที่ลดเผชิญหน้า จี้เอาผิด 'สุเทพ' ขัดขวางการเลือกตั้ง คิกออฟหาเสียง 4 ม.ค. สตาร์ท 5 เวทีรวด
2 ม.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายวรวุฒิ หรือธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ เข้ายื่นหนังสือถึงกกต.ผ่าน น.ส.สุรณีย์ ผลทวี ผอ.สำนักเลขานุการกกต.เพื่อรักษาสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ภายหลังกลุ่มกปปส.ปิดล้อมสถานที่รับสมัครในพื้นที่ 8 จังหวัด รวม 28 เขตในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมยื่น 3 ข้อเสนอใหักกต. โดย 1. ขอให้กกต.มีมติให้ขยายเวลาการรับสมัครออกไป 2. ขอให้เปลี่ยนสถานที่รับสมัครมาใช้พื้นที่ส่วนกลางเพื่อลดการเผชิญหน้ากับกลุ่มต่อต้าน และ 3. ขอให้ดำเนินการเอาผิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ฐานขัดขวางการเลือกตั้ง หากไม่ดำเนินการผู้สมัครจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายกับกกต.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
จากนั้นพรรคพลังสหกรณ์ นำโดย ว่าที่ร.ต.ทวีป ยอดเศรณี หัวหน้าพรรค ได้เดินทางมายังกกต.เพื่อเรียกร้องให้กกต.เชิญทุกพรรคการเมืองเข้าหารือหาข้อยุติในทางการเมือง พร้อมคัดค้านกรณีกกต.หารือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ไปหารือกับพรรคการเมือง แต่มีหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง และหากจะมีการหารือควรให้สิทธิทุกพรรคเข้าหารือเพราะพรรคการเมืองมีสิทธิและเสียงเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังขอตั้งขอสังเกตถึงการหารือระหว่างนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กับผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งบอยคอตการเลือกตั้ง จึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่เหมาะสม ทั้งนี้หากกกต.โดยเฉพาะนายสมชัย ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ก็ควรจะลาออกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 12.30 น. นายสมชัย ได้เดินทางออกจากกกต.ด้วยรถยนต์ส่วนตัวพร้อมปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไปรับประทานอาหารข้างนอก และพูดติดตลกว่านัดสาวกินข้าว ขณะเดียวกันคนเสื้อแดงกลุ่มกวป.ประมาณ 20 คน ได้รวมตัวหน้าสำนักงานกกต.ชูป้ายสนับสนุนการเลือกตั้งและให้กำลังใจผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย
คิกออฟหาเสียง 4 ม.ค. สตาร์ท 5 เวทีรวด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผอ.ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และทีมโฆษกพรรค ร่วมกันแถลงถึงการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. โดยนายจารุพงศ์กล่าวว่า พรรคยืนยันจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. โดยใช้สโลแกนว่า "2 กุมภาฯ เข้าคูหา รักษาประชาธิปไตย" ทั้งนี้จะมีการปราศรัยใหญ่ทั้ง 77 จังหวัด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4-30 ม.ค. ซึ่งในวันที่ 4 ม.ค.จะเป็นวันเริ่มคิกออฟหาเสียง และเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ใน 5 จังหวัด คือ กทม.ที่ลานเอนกประสงค์ เมืองทองธานี , จ.เชียงใหม่ ที่ลานจอดรถศูนย์ประชุมนานาชาติ , จ.นครสวรรค์ ที่ลานโรงเรียนอนุบาลลาดยาว , จ.ขอนแก่น ที่ศาลากลางจังหวัด และ จ.อุบลราชธานี ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี
ด้านนายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเริ่มจัดทำป้ายหาเสียงแล้ว โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ 1. ยึดมั่นกติกา รักษาประชาธิปไตย เคารพการตัดสินใจของประชาชน ส่วนอีก 2 รูปแบบจะเป็นป้ายที่ระบุถึงนโยบายคือ การปฏิรูปประเทศไทย มุ่งขจัดภัยคอร์รัปชั่น และขอโอกาสพรรคเพื่อไทยเดินหน้าสานต่อนโยบายให้สำเร็จ
"อย่างไรก็ตาม วันนี้พรรคเพื่อไทยได้แสดงจุดยืนว่าเราต้องการรักษาระบอบ และต้องการบอกไปยังประชาชนว่า ภารกิจของคนไทยทุกคนคือต้องทำให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าและหลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้า ดังนั้นจะเห็นว่าที่ผ่านมาความรุนแรงและการเผชิญหน้าไม่ได้เกิดขึ้นจากพรรคเพื่อไทย พรรคจะหลีกเลี่ยงเหตุเผชิญหน้าและให้แต่ละฝ่ายเสนอแนวความคิดและทางออกที่เป็นหนทางที่ไม่สร้างความขัดแย้ง"
นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคได้เริ่มตั้งศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง โดยมีตนเป็นผอ. และมีนายจารุพงศ์เป็นประธานศูนย์ ทั้งนี้ ทางศูนย์ยังแบ่งออกเป็น 7 ส่วนงานประกอบด้วย สำนักงานอำนวยการเลือกตั้ง มีนายภูมิธรรม และนายสาโรจน์ หงส์ชูเวท เป็นผู้ดูแล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีนายนพดล ปัทมะ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เป็นผู้ดูแล ฝ่ายวิชาการ มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายคณวัฒน์ วศินสังวร เป็นผู้ดูแล , ฝ่ายบริหารคะแนนนิยม มีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายวราเทพ รัตนากร และนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ดูแล , ฝ่ายกฎหมาย มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายพิชิต ชื่นบาน เป็นผู้ดูแล , ฝ่ายปราศรัยมีนายอดิศร เพียงเกษ และนายสาโรจน์ เป็นผู้ดูแล และฝ่ายกิจการพิเศษ มีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และพล.ต.ท.ฉลอง สนใจ เป็นผู้ดูแล
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินสถานการณ์ในเขตที่ยังไม่มีผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างไร นายสมพงษ์ กล่าวว่า เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคไม่สามารถก้าวก่ายความรับผิดชอบของกกต.ได้ ส่วนแผนการหาเสียงในกทม.และภาคใต้นั้น ตนไม่ได้หวั่นเกรงในการลงพื้นที่หาเสียง แต่คงไม่ไปหาเสียงในพื้นที่การชุมนุม อย่างถนนราชดำเนิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า จะไปในพื้นที่ที่สามารถไปได้ ซึ่งคาดว่าคงไม่เกิดอันตรายต่อผู้สมัคร
ขณะที่นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ในฐานะที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้นั้น ทราบว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากใช้สิทธิเลือกตั้ง เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา เพราะมีเพียงมวลชนบางส่วนที่สนับสนุนกปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคยืนยันว่าจะเดินหน้าหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ อยากให้กกต.ดำเนินการกับกลุ่มคนที่ขัดขวางการเลือกตั้งด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาต่อไปในอนาคต
"อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับกรณีที่กกต.ขอพบพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมองว่ากกต.มีนัยยะที่ต้องการจะดึงเกมใช่หรือไม่ เพราะการเชิญ 2 พรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ตัดสินใจบอยคอตการเลือกตั้งนั้นเท่ากับละเลยอีก 52 พรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน อยากเสนอให้กกต.เรียกทั้ง 53 พรรคมาพูดคุยเพื่อหาทางออก"
ด้านนายจารุพงศ์ กล่าวเสริมว่า ตนเป็นหัวหน้าพรรคแต่ไม่ได้รับการเชิญ และไม่ได้รับการประสานจากกกต.แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนทราบเรื่องที่มีการขอพบของกกต.จากสื่อมวลชน แต่ไม่ทราบว่ากกต.เชิญใครไปร่วมพูดคุย ถ้าอยากทราบว่ากกต.เชิญใครในพรรคเพื่อไทยคงต้องไปถามกกต.
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะลงพื้นที่หาเสียงด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯ ดังนั้นกองอำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยต้องดำเนินการเองเพื่อแบ่งเบาภาระงานของนายกฯ แต่นายกฯ อาจจะมาช่วยบ้าง แต่คงไม่มากนัก
เหน็บ 'อภิสิทธิ์' เตือน 'สุเทพ' ก่อนเดินสายพบเอกชน
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเป็นห่วงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดเพิ่มขึ้นจากการชุมนุม เพราะตั้งแต่มีการชุมนุมเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วถึงกว่า 70,000 ล้านบาท และถ้าหากมีการปิดกรุงเทพฯ จริงความเสียหายทางเศรษฐกิจจะสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ความน่าเชื่อถือของประเทศจะตกต่ำถึงขีดสุด การลงทุนจากต่างประเทศจะลดลง หุ้นจะตก การท่องเที่ยวจะลด และเศรษฐกิจจะตกต่ำ
ทั้งนี้ขอแนะนำว่า การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินสายพบกับหน่วยงานเอกชน อาทิ หอการค้านั้น นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเดินสายไปหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพื่อแนะนำว่าอย่าปิดกรุงเทพฯ จะดีกว่า เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและทำความเสียหายต่อประเทศเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง อาจจะทำให้นายสุเทพและกปปส.คิดว่าการปิดกรุงเทพฯ สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายก็เป็นได้



