ข่าว

1ทศวรรษไฟใต้แววหวังยังมีปี'ม้าทอง'

1ทศวรรษไฟใต้แววหวังยังมีปี'ม้าทอง'

01 ม.ค. 2557

1ทศวรรษไฟใต้แววหวังยังมีปี'ม้าทอง' : ข่าวเด่นคมชัดลึกรายงานโดยสุพิชฌาย์ รัตนะ

              "...สายเลือดไทยหัวใจสยาม ขวานไทยถ้าไม่มีด้าม คงหมดความงามไม่มีพลัง แล้วจะร้องเพลงปักษ์ใต้บ้านเราให้ใครเขาฟัง บินหลาก็คงสิ้นหวัง เกาะต้นยางฟังเสียงปืนดังไกล..."
 
              เสียงฮัมเพลง "ลมหายใจปลายด้ามขวาน" ของศิลปินดังแดนใต้ ยังคงจำนรรจ์ถึงความรุนแรงในพื้นที่ เพรียกหาความสันติสุขให้กลับคืนดุจเดิม

              "ความสันติ" ที่ว่าได้ถูกรัศมีทมิฬเข้าบดบังมาตั้งแต่ "4 มกราคม 2547" จวบถึงวันนี้ก็ย่างเข้าสู่ 1 ทศวรรษ หรือ 10 ปีเต็มแล้ว

              เป็นหนึ่งทศวรรษที่ยังคงเผชิญอยู่กับความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกนาทีฝีก้าว

              ปลายด้ามขวานทองจึงดุจดั่ง "ทุ่งสังหาร" ก็มิปาน

              ข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ สรุปสถิติการเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2547 รวม 13,819 ครั้ง มีผู้สังเวยชีวิต 5,921 คน และบาดเจ็บ 15,078 คน (ข้อมูล ณ 30 พ.ย.) ขณะที่เดือนพฤศจิกายน 2556 ล่าสุดยังพบว่าเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น 53 เหตุการณ์ (นราธิวาส 22, ปัตตานี 21, ยะลา 5, สงขลา 5) มีผู้เสียชีวิต 48 คน (ไทยพุทธ 15 คน, ไทยมุสลิม 33 คน) ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 72 คน (ไทยพุทธ 38 ราย, ไทยมุสลิม 34 คน)

              ผลพวงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ดูเหมือนแต่ละรัฐบาลจะพยายามเข้ามาคลี่ปัญหาอย่างแยบยล เพื่อหยิบยื่นสันติสุขคืนดั่งเดิม ทว่าก็ยังไร้มรรคผลในเชิงบวก

              ล่าสุด รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็พยายามตั้งโต๊ะเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย "ฮัสซัน ตอยิบ" ที่ประกาศตัวชัดเจนเป็นผู้นำกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นที่พร้อมลงนามอย่างเปิดเผยในครั้งแรก 28 กุมภาพันธ์ 2556 แต่ถนนสายนี้กลับลุ่มๆ ดอนๆ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยที่เกิดพลิกผันกลางคัน

              สถานการณ์ "ชักฟืนออกจากไฟ" ในปี "ม้าทอง" จะเป็นเยี่ยงไรยังคงไร้สัญญาณปลายสายจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

              ทุกอย่างจึงเป็นแค่ "ความหวังในเชิงบวก" เท่านั้น

              "ประสิทธิ เมฆสุวรรณ" อดีตประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดยะลา ในฐานะประธานสภาประชาสังคมชายแดนภาคใต้ มองทิศทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในปีหน้าว่า ไม่ว่ารัฐบาลไทยจะเปลี่ยนโฉมใหม่หรือไม่ แต่แนวทางการเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับขบวนการบีอาร์เอ็น จะต้องเดินหน้าต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมั่นใจว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธีจะเป็นเส้นทางที่เข้าใกล้สันติภาพมากที่สุดเท่าที่เกาะติดสถานการณ์มาเกือบทศวรรษ

              "ต้องเดินหน้าเจรจาต่อไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะแนวทางถูกวางไว้ดีแล้ว และตัวแทนบีอาร์เอ็นเองก็เริ่มจริงจังต่อแนวทางนี้ โดยเสนอเพิ่มตัวแทนฝ่าย ฝ่ายละ 15 คน รวมถึงมีกลุ่มใหม่เข้ามาเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพูโล, เบอร์ซาตูที่จะร่วมวงพูดคุย ซึ่งในขั้นนี้แม้จะเป็นเทคนิค หรือกลยุทธ์การต่อรอง แต่ส่วนหนึ่งอยู่ในกลไกสร้างกระบวนการเจรจาเต็มขั้น ดังนั้นหากฝ่ายรัฐไทยมีเป้าหมายยุติความไม่สงบให้ยุติในทศวรรษนี้ในห้วงขวบปี จากนี้ไปจะเป็นปีแห่งการวางรากฐานกระบวนการเจรจาสันติภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจน" ประสิทธิ์มองอย่างมีประกายหวัง

              สอดคล้องความเห็น "ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี" นักวิชาการ ม.อ.ปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ยืนยันว่า แม้เหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นตลอด 1 ทศวรรษ แต่ความพยายามที่ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขปัญหามาแบบผิดๆ ถูกๆ อย่างน้อยปลายทางในวันนี้ ก็ยังเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่เจรจาเป็นทางการที่สร้างมิติใหม่ ว่าถูกต้องและตรงทางมากที่สุด ทำให้ปี 2557 การเจรจาต้องเข้มข้นขึ้นตามลำดับ

              "สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต้องยึดการเจรจาจึงไม่สายไปที่ทุกฝ่ายจะหยุดความรุนแรงให้ยุติในทศวรรษนี้ หลังจากการเจรจาทำให้เห็นหน้าตากลุ่มต่างๆ มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะบีอาร์เอ็น, เบอร์ซาตู หรือพูโล แต่มีโอกาสได้เห็นเครือข่ายที่จับต้องได้ ที่สำคัญทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งประชาชน, สื่อ, หน่วยงานรัฐ เอกชนเข้ามารับรู้สะท้อนมุมมองและร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างมีทิศทาง"

              นักวิชาการคนเดิมกล่าวอีกว่า การจัดการในปีหน้าการเจรจาสร้างสันติภาพจึงต้องมีต่อส่วนจะปรับหรือเปลี่ยนปัจจัยอื่นๆ เช่น ตัวบุคคลหรือรูปแบบไม่ใช่ประเด็นหลักเพราะเชื่อว่ากลุ่มผู้ที่เห็นต่างที่ร่วมเจรจาเข้าใจดีว่าการเมืองมีอิทธิพลและเป็นองค์ประกอบของการเจรจา ดังนั้น การเปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาลไทยไม่สำคัญเท่าเนื้อหาสาระที่จะทวีความเข้มข้น ซับซ้อนและพัฒนารูปแบบไปสู่แนวทางปฏิบัติจริงซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ท้าทายความสามารถและศักยภาพของทุกฝ่าย

              "ปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช" รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ในฐานะประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) ชี้ว่า 9 ปีที่ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบกับงบประมาณมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ย 2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ผลลัพธ์กลับไม่ตรงเป้า จนเมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพจึงสร้างมิติใหม่การแก้ไขปัญหา ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาต้องทำจริง

              ในมุมมองของภาคเอกชนยังคาดหวังอีกว่า ภารกิจการเยียวยา และอำนวยความยุติธรรมเพื่อสร้างกระบวนการยุติธรรมให้เกิดขึ้นเป็นเรื่องจำเป็นไม่แพ้กัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นดั่งจิ๊กซอว์ก่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน ควบคู่กับการเดินหน้าแผนพัฒนาต่างๆ รองรับการจ้างงาน โดยเฉพาะภารกิจเร่งด่วนที่เอกชนห่วงใยเกี่ยวกับการต่ออายุสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ที่สนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

              "3 แนวทางที่ต้องขับเคลื่อนในปี 57 คือการเดินหน้าการพูดคุยเจรจาแม้รัฐบาลเปลี่ยนแต่แนวทางต้องไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกับภารกิจขับเคลื่อนการเยียวยา และกระบวนการยุติธรรมให้เข้มแข็ง และสานต่อการพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรม" ปกรณ์กล่าว

              วันแล้ววันเล่า นับแต่ความรุนแรงก่อกำเนิดจนถึงวันนี้ ชีวิตผู้คนปลิดปลิวสังเวยสู่พื้นดินแดนด้ามขวานนับไม่ถ้วน แต่ดวงตาของผู้คนในพื้นที่ก็ยังไม่สิ้นแววหวัง ต่างเฝ้ารอเห็นวันสันติภาพปรากฏอย่างยั่งยืนต่อไป

              แม้นาทีนี้จะมี "เมฆหมอกที่มองไม่เห็น" ปกคลุมอยู่หนาเตอะก็ตามที...


....................................

(หมายเหตุ : 1ทศวรรษไฟใต้แววหวังยังมีปี'ม้าทอง' : ข่าวเด่นคมชัดลึกรายงานโดยสุพิชฌาย์ รัตนะ)