ข่าว

ฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ส.ว.ฟัดกันเละก่อนผ่านผ่านกรอบอาเซียน

ฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ส.ว.ฟัดกันเละก่อนผ่านผ่านกรอบอาเซียน

28 ม.ค. 2552

สภาเดือด ฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ส.ว.ฟัดกันเละ ต้องสั่งพักประชุมถึง 2 รอบ ก่อนมีมติเอกฉันท์ผ่านกรอบอาเซียน "เพื่อไทย" แฉรัฐซูเอี๋ยแจกเงิน พม.หาเสียงหลายพื้นที่ เล็งล่าชื่อยื่นศาล รธน.ถอด "บุญจง" ด้านนายกฯ ไฟเขียวสอบ มท.2 แจกเงิน ขณะที่ "สุเทพ" บอกกรณี "บุญจง-วิฑู

การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 1 สมัยสามัญทั่วไป เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบความร่วมมือการเจรจาเอกสารสำคัญและข้อตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เริ่มขึ้นเป็นวันที่สอง โดยการประชุมวันนี้ (27 ม.ค.) ยังคงดุเดือด ไม่แพ้การประชุมในวันแรก ที่ประชุมได้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในเวลา 10.15 น. โดยมีมติเห็นชอบปิดอภิปรายกรอบความร่วมมืออาเซียนกรอบ 1 ที่อภิปรายค้างมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา และเริ่มการอภิปรายในกรอบ 2 มีวาระสำคัญคือ ร่างความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยการเปิดเสรีบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ทั้งนี้ นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมด้วย โดยนั่งฟังการประชุมอยู่บนที่นั่งรัฐมนตรี และหลังการประชุมดำเนินไปไม่ถึง 10 นาที นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเรียกร้องให้ รมว.การต่างประเทศ ตอบคำถามตามที่นายกรัฐมนตรีระบุไว้ในที่ประชุมสภาวันแรกว่านายกษิตจะมาตอบข้อซักถามของสมาชิกในวันนี้ อยากถามว่าพร้อมตอบหรือไม่ ไม่ใช่มานั่งในสภาแล้วเงียบ แต่อวดดีอยู่ข้างนอก จากนั้นนายกษิตได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา ต้องขอโทษสมาชิกด้วยที่ไม่ได้มาชี้แจงในสภาเมื่อวันที่ 26 มกราคม และยืนยันว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทำงานเพื่อประเทศชาติ และมุ่งมั่นส่งเสริมครรลองระบอบประชาธิปไตย และเป็นการดำเนินงานที่เปิดเผยอยู่ในที่สาธารณะอยู่ในที่กว้าง ไม่มีประเด็นปัญหาที่มีการหมกเม็ดและซ่อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้น และพร้อมที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้ ทำให้ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยสมบูรณ์แบบ นายกษิตกล่าวว่า ที่น่าชื่นชมยินดีก็คือ ปัญหาที่ว่ากัมพูชาจะไม่ร่วมมือกับอาเซียน แต่จากการพบกันเมื่อวันที่ 26 มกราคม กัมพูชาจัดการต้อนรับอย่างสมบูรณ์แบบ ได้พบกับบุคคลสำคัญและร่วมหารือกับสมเด็จฮุน เซน นานร่วมชั่วโมง โดยสมเด็จฮุน เซนพูดถึงรายละเอียดของการดำเนินความสัมพันธ์ด้วย และสิ่งที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวหลายครั้ง คืออยากให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศดำเนินไปในสันติวิธี ด้านนายจตุพรลุกขึ้นอภิปรายว่า คำชี้แจงของนายกษิต ไม่รู้สึกละอายใจเลยหรืออย่างไร เพราะก่อนหน้านี้นายกษิตเคยตำหนิสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ให้เสียหาย โดยได้ถอดคำพูดจากรายการ "คม ชัด ลึก" เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เวลา 23.00-24.00 น. มีช่วงหนึ่งที่นายกษิตพูดพาดพิงถึงสมเด็จฮุน เซน ด้วยถ้อยคำรุนแรง ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หลายคนลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายจตุพรนำมาอภิปรายไม่อยู่ในกรอบข้อตกลงความร่วมมืออาเซียน อยากให้ประธานควบคุมให้ผู้อภิปรายตรงประเด็นด้วย และเห็นว่าคำพูดของนายจตุพร เป็นการข่มขู่บุคคลผู้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง มุ่งหมายใส่ร้ายโจมตีรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นบรรดา ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึง ส.ว.ได้ลุกขึ้นประท้วงเป็นที่วุ่นวาย กระทั่งสถานการณ์เริ่มส่อเค้าว่าอาจจะบานปลาย นายชัย ชิดชอบ ประธานการประชุม จึงตัดสินใจสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 5 นาที กระทั่งเวลา 11.15 น. การประชุมจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยนายกษิตชี้แจงอีกครั้งว่า “ผมเข้ามาร่วมรัฐบาลก็เป็นเด็กที่มีวินัยทำงานอยู่ในกรอบ อดีตเมื่อวานก็ว่าไป ส่วนที่บอกว่าโลกไม่ยอมรับนั้น เมื่อผมรับตำแหน่งก็มีสารแสดงความยินดี และมีงานที่จะไปพบกับประเทศอื่นจนถึงสิ้นปี ผมทำงานตามหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีปัญหาใดๆ กับรัฐบาลจากต่างประเทศ จึงขอยืนยันว่าอยู่ที่เนื้อหาและประสบการณ์ความสามารถ ที่จะนำพานโยบายของประเทศไทยได้ ดังนั้นวันนี้ได้มาอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ที่ต้องนำพาประเทศของเราและร่วมมือกับต่างประเทศ อย่าได้สงสัยว่าจะทำงานไม่ได้ หรืออดีตของผมจะมาทำลายล้างศักดิ์ศรีของไทย อดีตของผมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย” เห็นชอบกรอบร่วมมืออาเซียน 5 ร่าง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบเรื่องการให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย 5 ร่าง คือ ร่างปฏิญญาว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียนปี ค.ศ.2009-2015 ร่างแผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน+3 ร่างแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน ร่างแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียนฉบับที่ 2 ค.ศ.2009-2015 และร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยการบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาแห่งสหัสวรรษในอาเซียน ให้ความเห็นชอบเรื่องการให้ความเห็นชอบเอกสารที่เกี่ยวกับความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาในกรอบอาเซียน+3 และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก เห็นชอบเรื่องกรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนและกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียนภายใต้การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียน โดยมีกรอบเจรจารวม 2 ฉบับคือ กรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนและกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียนภายใต้การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียน ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษากรอบเจรจายกร่างดังกล่าวจำนวน 36 คน ได้แก่ พรรคเพื่อไทย 9 คน พรรคประชาธิปัตย์ 8 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน พรรคภูมิใจไทย 2 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช และกิจสังคม รวม 2 คน และวุฒิสภา 8 คน สัดส่วน ครม. 5 คน โดยพิจารณาให้เสร็จภายใน 15 วัน สภาเดือดอีกรอบเบรกประชุมรอบ 2 การประชุมดำเนินมาจนถึงเวลาประมาณ 14.30 น. ปรากฏว่าตัวแทนจากฝ่ายค้านเสนอให้นับองค์ประชุม เนื่องจากเห็นว่าสมาชิกในห้องประชุมสภามีจำนวนน้อย และเห็นว่ามีบางส่วนยังอยู่นอกห้องประชุม จากนั้นก็มีผู้ยกมือประท้วงจากทั้งสองฝ่าย และโต้เถียงกันประมาณ 10 นาที ขณะที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวท้วงติงประธานว่าทำหน้าที่เอียงขวามากไป ไม่เปิดให้ฝ่ายค้านได้พูด คงเป็นเพราะว่ามี ส.ว.มาจากการแต่งตั้งมากกว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้บรรดา ส.ว.แต่งตั้ง ลุกขึ้นประท้วง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ลุกขึ้นประท้วงว่า ถึงแม้จะมาจากการแต่งตั้งก็มาจากรัฐธรรมนูญ แต่คนที่ลุกขึ้นพูดผมก็มีสีขาวแล้ว อายุก็มากกว่าตน ควรให้เกียรติกันบ้าง แต่คนเราแก่ความรู้ใช่อยู่นาน และอยากให้นายสุนัยถอนคำพูดเรื่องที่เสียดสีที่มาของสมาชิก ด้านนายสุนัยลุกขึ้นกล่าวด้วยความไม่พอใจว่า เหตุการณ์แขวะกันไปมาระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ แต่ประธานต้องสำเหนียกว่า ควรให้ฝ่ายค้านได้แก้ข้อที่ถูกกล่าวหาก่อน ซึ่งเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ปรากฏว่านายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ตะโกนต่อว่านายสุนัยกลางที่ประชุมโดยไม่ผ่านไมโครโฟน ทำให้นายสุนัยถึงกับอารมณ์เสีย โดยระบุว่า ตนไม่สนใจคำพูดของผู้สื่อข่าวเผด็จการที่ขึ้นมาพูด นายบุญยอดลุกขึ้นประท้วงทันที โดยกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า มาว่าตนเป็น "ผู้สื่อข่าวเผด็จการ" ตนก็จะบอกว่าเป็น "สุนัขรับใช้สมุนทรราช" ได้หรือไม่ บรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียดทันที โดย ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล และ ส.ว.ต่างลุกขึ้นประท้วงให้ถอนคำพูดกันเป็นที่วุ่นวาย ขณะที่นายสุนัยลุกขึ้นกล่าวโต้ว่า "มารยาทส่อสันดานอยู่แล้ว คนบางคนแสดงบทบาท ไอ้หมอนี่ ขึ้นเวทีหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นประจำ ไม่ต้องถอนคำพูดหรอกครับ" ด้านนายบุญยอดลุกขึ้นปฏิเสธว่าหลังวันที่ 19 กันยายน ก็ไม่เคยขึ้นเวทีที่ไหนเลย ในระหว่างนั้นนายสุนัยชี้หน้าตะโกนด่านายบุญยอด ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น จนนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้น ถึงกับอุทานด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายว่า “โอ้” และบอกว่าก็พยายามไกล่เกลี่ย แต่ก็มีคนประท้วงอยู่ตลอด ดังนั้น เพื่อให้ไประงับสติอารมณ์ขอให้มีการพักประชุม 10 นาที “สุนัย” สบถหลังไมค์ปล่อยเห้กลางสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายประสพสุขสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที ปรากฏว่าสร้างความไม่พอใจให้แก่นายสุนัยเป็นอย่างมาก ถึงขนาดเดินส่ายหัวออกจากห้องประชุม โดยในระหว่างเดินออกไป นายสุนัยได้พูดเสียงดังว่า “ไอ้เห้...ขึ้นเวทีพันธมิตรแท้ๆ แต่กลับมาปฏิเสธ” ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุม อย่างไรก็ตามนายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล และนายสุวโรช พะลัง พยายามเข้าไปเจรจาเคลียร์ปัญหา โดยบอกให้นายสุนัยใจเย็นๆ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน ซึ่งนายสุนัยชี้มือไปยังที่นั่งของนายบุญยอด พร้อมระบุว่า ตนหยุดพูดแล้ว ทางโน้นหยุดพูดหรือยัง ขณะที่นายบุญยอดได้แต่นั่งทำหน้าเซ็งอยู่กับที่ โดยมีเพื่อนสมาชิกจำนวนมากกรูเข้าพูดคุยและให้กำลังใจ "ไตรรงค์"สุดเซ็ง บ่น"มึนโว้ยสภาไทย" ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากประธานสั่งปิดการประชุมทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พากันเดินออกนอกจากห้องประชุมมารวมกันที่หน้าห้องรับประทานอาหารของ ส.ส. ติดกับห้องประชุม พร้อมทั้งตะโกนเสียงดังว่า “มึนโว้ย สภาไทย” จนทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง ส.ว.หลายคนขานรับว่า “จริงๆ พี่ ใกล้จะเป็นไต้หวันแล้ว” 2 สภามติเอกฉันท์ผ่านกรอบอาเซียน หลังเปิดสภาขึ้นมาอีกครั้ง ปรากฏว่าการประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย กระทั่งเวลา 17.30 น. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ลงมติให้ความเห็นชอบในเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและประเทศคู่ค้าครบทั้ง 41 ฉบับ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา กรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียน ภายใต้การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียนจำนวน 36 คน และให้พิจารณาให้เสร็จภายใน 15 วัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไทยไปสาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้ระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ แต่ให้นำร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไปพิจารณาในกรรมาธิการวิสามัญที่รัฐสภาตั้งขึ้นมาด้วย จากนั้นนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 19.20 น. นายกฯ ไม่ห่วงถกงบรายจ่ายจะวุ่นวาย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังกล่าวปาฐกถาพิเศษ “เชื่อมั่น เชื่อถือ ไทยแลนด์” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ถึงเหตุการณ์สภาป่วนในช่วงบ่ายว่า “ก็มีสมาธิดีนี่ครับ เมื่อสักครู่ก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร” เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ว่าในวันที่ 28 มกราคม ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 จะเกิดความวุ่นวายอีก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย พท.แฉรัฐซูเอี๋ยแจกเงิน พม.หาเสียง เมื่อเวลา 10.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายคารม พลทะกลาง คณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อกล่าวหากรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในฐานะ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีแจกเงินและสิ่งของให้ชาวบ้านพร้อมกับแนบนามบัตร ผ่านนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ผอ.สำนักการข่าว สำนักงาน ป.ป.ช. นายคารม กล่าวว่า การกระทำของนายบุญจงน่าจะเป็นการกระทำโดยมิชอบ โดยการใช้งบประมาณซึ่งเป็นงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มาแจกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และเป็นการแจกที่บ้านพัก พร้อมทั้งแนบนามบัตรไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดเป็นอย่างอื่น นอกจากเพื่อประโยชน์ของตัวเอง นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า อยากฝากถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายบุญจง รวมทั้งนายกรัฐมนตรีว่า วันนี้ต้องดำเนินการให้โปร่งใส เพราะขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายบุญจงต่อไป นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า รมว.พัฒนาสังคมฯ เอื้อประโยชน์ให้นายบุญจง โดยการผันงบไปหาเสียงในพื้นที่ เป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีการซูเอี๋ยกัน และตนยังรู้อีกว่านายวิฑูรย์ดำเนินการจัดสรรงบประมาณไปให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหาเสียง โดยวิธีเดียวกับที่ให้นายบุญจง ขณะนี้กำลังเกิดขึ้นในทุกจังหวัด ตนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน จากนั้นจะแจ้งความเอาผิดต่อนายวิฑูรย์ต่อไป "สุเทพ" ยันไม่ปรับ ครม.กรณี "บุญจง" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนเข้าประชุมรัฐสภากรณีที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กรณีแนบนามบัตรในการแจกเงินของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ว่า ต้องดูด้วยว่า ป.ป.ช.จะรับเรื่องหรือไม่ หากรับเรื่องไว้นายบุญจงก็ต้องไปชี้แจง ส่วนที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าที่นายบุญจงและนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมฯ กรณีปลากระป๋องเน่าและกระเป๋านักเรียนนั้น จะมีการปรับ ครม.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่มีการปรับ ครม. ทำไมคิดง่ายๆ ยังไม่เห็นว่าใครทำอะไรผิดหรือทุจริตเลย ต้องให้สองคนนี้ชี้แจงต่อสังคมก่อน เมื่อถามว่า เรื่องราวเหล่านี้จะกระทบความเชื่อมั่นและเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องนายบุญจงนั้นไม่ได้ทุจริต ส่วนเรื่องของนายวิฑูรย์ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งของบริจาคหรือซื้อไปแจกประชาชน ต้องพิสูจน์ก่อนเพราะความจริงก็คือความจริง อภิสิทธิ์ไฟเขียวสอบ-ยันไม่มีดึงเรื่อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมฯ และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลให้เกิดการสั่นคลอนว่า จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ก่อนว่าเป็นอย่างไร รัฐบาลจะไม่มีการดึงเรื่อง ตอนนี้ก็ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยกันตรวจสอบอยู่ เมื่อถามว่ากรณีของนายบุญจงมีความชัดเจนว่ามีการแนบนามบัตรกับเงิน จะสามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะตอนที่ตนถามนายบุญจงก็บอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวมาถึงช่วงนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า นามบัตรที่แจกเป็นนามบัตรของใคร เมื่อผู้สื่อข่าวยืนยันว่าเป็นนามบัตรของนายบุญจง นายอภิสิทธิ์ถึงกับอุทานและกล่าวว่า “อ้าว ! ตอนแรกบอกว่าเป็นนามบัตรของภรรยา” เมื่อถามว่านามบัตรใครไม่สำคัญแต่คนแจกเป็นรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายบุญจงบอกกับตนว่าเงินที่ให้เป็นเงินของราชการที่ออกไปตามโครงการ ส่วนเรื่องของการแจกนามบัตรนั้น เขาก็บอกว่าเมื่ออยู่ในพื้นที่ก็มีการให้นามบัตร แต่ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงและจะตรวจสอบต่อไป ส่วนกรณีที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยระบุว่าแม้ไม่มีใบเสร็จ แต่ถ้ามีภาพที่ชัดเจนก็สามารถดำเนินการได้เลย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะตรวจสอบทั้งหมด และจะดูว่าความเหมาะสมคืออะไร ก็เพิ่งสอบถามข้อมูลเบื้องต้นหลังจากที่มีข่าว ซึ่งข้อมูลที่ได้มาก็ไม่ตรงกันทั้งหมดว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่ เมื่อถามว่าไม่กลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่าปิดหูปิดตากับเรื่องนี้หรือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ปิดหูปิดตาใคร และไม่ได้ปิดหูปิดตาตัวเอง และคงจะมีข้อสรุปเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้ ส่วนกรณีที่ว่า ถ้าพบว่ามีความผิดจะปรับให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คน ออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องดูข้อมูลก่อนว่าอะไรเป็นอะไร ต้องขอข้อมูลจากทุกทาง ส่วนที่ฝ่ายค้านจะตรวจสอบก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบได้ "วิฑูรย์"ยื่น กมธ.-สตง.สอบตัวเอง ด้านนายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เลขานุการ รมว.พัฒนาสังคมฯ เปิดเผยกรณีปลากระป๋องเน่าแจกจ่ายชาวบ้าน จ.พัทลุงว่า มีคนสอบถามความโปร่งใสเข้ามามาก ซึ่งนายวิฑูรย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งของที่ได้รับจากการบริจาคและจัดซื้อแล้ว แต่ยังไม่ได้กำหนดตัวบุคคล ทั้งนี้เพื่อชี้แจงต่อสภาและสังคม โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย นอกจากนี้ นายวิฑูรย์ได้ทำหนังสือให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงบประมาณ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปลากระป๋องอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน คาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน และนายวิฑูรย์พร้อมรับฟังผลจากทุกฝ่าย หากผลออกมาเป็นอย่างไรก็จะแสดงความรับผิดชอบแน่นอน แต่จะลาออกหรือไม่ขึ้นกับการตัดสินใจของนายวิฑูรย์ เสธ.หนั่นชี้ใครมีปัญหาให้ดูเป็นรายบุคคล พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ รมช.มหาดไทยและ รมว.พัฒนาสังคมฯ ตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้านว่า กรณีที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีทั้งสองคนจะต้องนำหลักฐานมาชี้แจงให้สังคมเข้าใจ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคงไม่มีปัญหาถึงขั้นต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี "อย่าใช้คำว่าปรับเลย ถ้ามีปัญหาเฉพาะตัวบุคคล ก็ว่ากันไปแต่ละบุคคล ถ้ามีปัญหาคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลบ้าง แต่คงไม่ถึงกับต้องปรับ ครม." พล.ต.สนั่น กล่าว "เรืองไกร"ยื่น กกต.เชือด "บุญจง" นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงประธาน กกต.โดยส่งไปทางไปรษณีย์ เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กรณีร่วมกับภรรยา นำเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไปแจกให้ผู้ยากไร้ที่ขอรับการสงเคราะห์พร้อมแจกนามบัตร ในพื้นที่ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในฐานะ ส.ส.ได้กระทำการอันเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 266 วรรคหนึ่ง อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6) หรือไม่ "เสื้อแดง"ขู่ล้อมทำเนียบ 31 ม.ค.นี้ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชินวัตร หาบุญพาด นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นพ.เหวง โตจิราการ เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่น 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการต่อกลุ่มพันธมิตรที่กระทำผิดกฎหมาย ทั้งการยึดทำเนียบรัฐบาล การปิดสนามบิน การทำลายทรัพย์สินและปล้นทรัพย์สินของทางราชการ 2.ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง และ 3.ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ นายจรัล กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าว กลุ่ม นปช.ก็จะยื่นคำขาดในการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 มกราคมนี้ ที่ท้องสนามหลวง และจะมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมที่คาดว่าจะมีถึง 3 หมื่นคน ไปยังสถานที่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ในการบริหารงานของรัฐบาลด้วย ซึ่งอาจเป็นทำเนียบรัฐบาลก็เป็นได้ ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในหลายจังหวัด เช่น ที่ จ.นครราชสีมา จ.อุดรธานี จ.พิษณุโลก และ จ.ขอนแก่น กลุ่มเสื้อแดงได้เข้ายื่นหนังสือผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการตาม 3 ข้อเรียกร้องเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงใน กทม.และยืนยันจะเดินทางไปร่วมชุมนุมในวันที่ 31 มกราคม ผู้ว่าฯ เชียงใหม่โต้รู้เห็นเสื้อแดงป่วนสุเทพ นายวิบูลย์ สงวนพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงขับไล่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่หอประชุม มช. เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ว่า จังหวัดและตำรวจไม่มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีและวีไอพีหลายคนที่มา จ.เชียงใหม่ ก็มีการดูแลเต็มที่ ส่วนที่กลุ่มเสื้อแดงทำร้ายนางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายวิบูลย์ กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวก็คุ้นเคยกับนางเพ็ญสุวรรณเป็นอย่างดีเพราะไปใช้บริการหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บ่อย โดยได้กำชับไปยังทางตำรวจให้ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ทหาร-ตร.ยันพร้อมคุ้มครอง "แม้ว" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมดูแลความปลอดภัยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากจะเดินทางกลับมาสู้คดีที่ประเทศไทย ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเหมาะสมหรือไม่ให้คิดเอาเอง และสังคมจะต้องพิจารณา เชื่อว่าการโฟนอินจะไม่ส่งผลต่อการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 31 มกราคมนี้ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศสู้ไม่ถอย และวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ รัฐบาล องคมนตรีอย่างรุนแรงว่า ไม่ได้ดูท่านพูด และในสิ่งที่พูด ท่านคิดเองหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าเป็นความคิดที่ไม่น่าจะถูกต้อง ปกติแล้วท่านเป็นคนฉลาด ไม่น่าจะคิดได้แค่นี้ พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะอยากเห็นความสงบสุขของบ้านเมืองมากกว่า ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับทราบข่าวการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ แต่หาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดูแลอย่างเต็มที่ ไม่มีปัญหา โดยจะดูแลเท่าเทียมกับประชาชนทุกคน ส่วนการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ต้องเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ในกฎหมาย สำหรับการพิจารณาตนยังไม่เห็นในรายละเอียด