
กระสุน(หมด)สวาทพิฆาต'เอ็กซ์'
กระสุน(หมด)สวาทพิฆาต'เอ็กซ์' : ข่าวเด่นคมชัดลึก
คมกระสุนปลิดชีวิต "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ทว่าสิ่งที่สะเทือนใจยิ่งกว่า เมื่อสังคมรับรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังความตายอดีตนักกีฬายิงทีมชาติไทย คือ คนใกล้ตัวของเขานั่นเอง
ย้อนไปเมื่อช่วงหัวค่ำ วันที่ 19 ตุลาคม 2556 "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ ขับรถหรูคู่ใจยี่ห้อปอร์เช่ สองประตู สีดำ ทะเบียน ชส 2223 กรุงเทพมหานคร หมายใจว่าจะไปกินข้าวกับลูกเมีย
สุดท้ายก็ได้แค่คิด...เมื่อรถสปอร์ตคันงามเคลื่อนผ่านถนนรามคำแหง ซอย 166-164 แขวงและเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ได้ชะลอความเร็วลง เนื่องจากถนนมีลักษณะเป็นทางโค้งเล็กน้อย สบโอกาสให้มัจจุราชซิ่งรถจักรยานยนต์ประกบลั่นไกปืนไม่ต่ำกว่า 6 นัด ด้วยสัญชาตญาณนักแม่นปืนเขาพยายามชักปืนสู้ แต่ไม่ทันได้ยิงตอบโต้สักนัด เพราะกระสุนคนร้าย 2 นัด พุ่งเจาะหน้าอกกระชากวิญญาณของ "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ ไปสู่ปรโลกเสียแล้ว
ในเบื้องต้นคดีสังหาร "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ ตำรวจชุดสืบสวนให้น้ำหนักประเด็นความขัดแย้งในวงการพระเครื่อง หลังจากพยานคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนบิ๊กไบค์ ให้การว่า "เมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อนถูกยิง เอ็กซ์เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการซื้อขายพระเครื่อง พูดแบบมีอารมณ์โกรธ"
สอดรับกับข้อมูลเกี่ยวกับ "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ ระยะหลังนิยมสะสมพระเครื่อง เรื่องนี้เซียนพระในสนามเมืองพระปฐมเจดีย์การันตีได้ ดังนั้น น้ำหนักเรื่องความขัดแย้งที่กลายเป็นปมสังหาร อาจมีจากการซื้อขาย "เหรียญเจ้าสัว" มูลค่าเฉียด 2 ล้านบาท อีกทั้งเคยปรากฏกายในบ้านคนดังเมืองนครปฐมอย่าง ไชยา สะสมทรัพย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ราวกับเสือบาดเจ็บ
ถึงกระนั้น "ไชยา" เล่าเพียงว่า "เขามาพบผมก่อนที่จะตาย 4-5 วัน ไม่ได้มาพูดคุยเรื่องความขัดแย้งในวงการพระเครื่อง แต่นายจักรกฤษณ์บอกว่าพระของเขาหายหมดแล้ว เพราะภรรยาเอาไป แต่ก็ถ่ายรูปพระไว้หมดแล้ว"
ถัดมาไม่กี่วัน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) สั่งให้ทีมสืบสวนแกะรอยทั้งประเด็นยาเสพติด การพนัน ความขัดแย้งในวงการพระเครื่อง ความขัดแย้งในสมาคมยิงปืน และปัญหาครอบครัว แต่ให้น้ำหนักเรื่องยาเสพติด ขณะที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เน้นปมพระเครื่อง
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนของนครบาลเริ่มเบนความสนใจไปสู่ประเด็นความขัดแย้งกับคนใกล้ตัว และให้น้ำหนักปัญหาภายในครอบครัว โดยจับสังเกตความระหองระแหงระหว่าง "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ กับ พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ หรือ หมอนิ่ม ภรรยา โดยถอดรหัสคำให้สัมภาษณ์ของหมอนิ่ม กับพิธีกรเล่าข่าวชื่อดังที่ไปสัมภาษณ์บริเวณงานศพ
หมอนิ่มพูดช่วงหนึ่งว่า "วันเกิดเหตุนิ่มกับพี่เอ็กซ์พาลูกไปกินแมคโดนัลด์ที่อมารี ตอนบ่ายสอง เพราะลูกชอบที่นั่น ระหว่างทางกลับบ้านพี่เอ็กซ์ก็คุยกับลูกว่า ป๊าจัดห้องใหม่ให้ลูกแล้วนะ ไปดูกันไหม ลูกก็อยากไปนะ แต่นิ่มติดงานตอนเย็น ยังไม่สะดวกจะไป เลยบอกเขาว่าถ้าทำงานเสร็จเดี๋ยวพาลูกไปกินข้าวที่บ้านพี่เอ็กซ์ พอเลิกงานประมาณ 6 โมงครึ่ง เขาก็ไลน์มาถามว่า หลอกพี่หรือเปล่า ที่จะมากินข้าวที่บ้าน นิ่มก็ไลน์ไปว่าจะออกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ออก"
"สักพักแม่ของนิ่มก็บอกว่ามันมืดแล้วอย่าเพิ่งไปเลย นิ่มเลยโทรไปหาพี่เอ็กซ์ บอกว่า มืดแล้ว เดี๋ยวไปเจอกันวันจันทร์ที่เป็นวันหยุดของนิ่ม แต่เขาก็งอแง นิ่มเลยบอกว่า หรือจะมากินข้าวที่บ้านนิ่ม พี่เอ็กซ์ก็ตกลง แต่พี่เอ็กซ์ก็มาไม่ถึง แล้วก็เกิดเหตุตามที่ทุกคนทราบ ประเด็นนี้ชุดสืบสวนตั้งข้อสงสัยว่า ในห้วงเวลานั้นยังไม่ดึกมากนัก เพราะเหตุใดผู้ที่เกี่ยวข้องกับหมอนิ่ม บอกว่ามันมืดแล้ว อย่าเพิ่งไปเลย ประเด็นนี้กับสภาพแวดล้อมที่แท้จริง บ้านหมอนิ่ม กับบ้านของเอ็กซ์ อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ซอย ทำให้ชุดสืบสวนตั้งข้อสงสัย และต้องหาคำตอบในประเด็นนี้ให้ได้"
สิ่งที่น่าสนใจ คือ หมอนิ่มพูดกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิตของสามี ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัย เพราะเขาถูกฆาตกรรม ถือว่าผิดธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะมีปากเสียงและมีปัญหากัน แต่ในห้วงเวลาแบบนี้ ไม่น่าจะไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต
อีกจุดหนึ่ง ชุดสืบสวนได้นำจดหมายเขียนด้วยลายมือของ "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ ความยาว 3 หน้ากระดาษ ขณะถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำทหารเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 ส่งถึงพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง มาตรวจสอบวิเคราะห์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการตัดพ้อมารดาและภรรยา ทำนองว่า ครอบครัวเชื่อในคำบอกเล่าจากเพื่อนของเขามากเกินไป ทั้งที่เขาไม่เคยเสพยาและไม่มีอาการทางจิต แต่มีคนกำลังจะทำร้ายลูกสาว พร้อมทั้งบรรยายถึงทรัพย์สินในเซฟของธนาคารว่าจะมีคนมาเอาไป โดยเพื่อนที่กล่าวอ้างในจดหมายเป็นผู้ไม่หวังดี ทั้งนี้เพื่อนที่ระบุในจดหมายเป็นนายตำรวจยศ "พ.ต.ท."
ทางฝั่งหมอนิ่มย้ำมาตลอดว่า ระยะหลังความสัมพันธ์ของตนเองกับสามีเริ่มดีขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องทรัพย์สินในตู้เซฟของสามียังอยู่ในบ้าน ไม่มีการเปิดใดๆ เพราะไม่มีกุญแจ ส่วนการสืบสวนต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจ
สวนทางกับชุดสืบสวนตั้งปมว่า ครอบครัวของฝ่ายภรรยาไม่พอใจที่สองฝ่ายคืนดีกัน และไม่อยากให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน กระทั่งมารดาของหมอนิ่ม จ้างสารวัตรทหารอากาศ 4 นาย หมุนเวียนกันรักษาความปลอดภัยให้ลูกสาว 24 ชั่วโมง
ผ่านไปราว 20 วัน ตำรวจสามารถจับกุม "จิรศักดิ์ กลิ่นคล้าย" อายุ 33 ปี มือปืนที่ลงมือสังหาร "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ พร้อมทั้งออกหมายจับ "สันติ ทองเสม" หรือ ทนายอีส อายุ 28 ปี ผู้จัดหามือปืน และ "ธวัชชัย เพชรโชติ" อายุ 33 ปี รับหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์ให้มือปืน โดย "จิรศักดิ์" รับสารภาพว่า ได้ค่าจ้าง 1 แสนบาท เท่ากับ "ธวัชชัย"
ต่อมา ผบช.น. แถลงจับกุม "วรพรรณภูรี มนตรีอารีกุล" หรือ เจ๊แหม่ม อายุ 46 ปี พนักงานบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ในฐานะผู้ติดต่อทนายอีสให้จัดหามือปืนมายิง "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์
"รู้จักกับน้องนิ่ม คุณแม่ และน้องเอ็กซ์มานานกว่า 7 ปี รู้ว่าน้องเอ็กซ์ทำร้ายภรรยาโดยตลอด วันเกิดเหตุน้องนิ่มแท้งลูก เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเสรีรักษ์ คุณแม่ได้เรียกแหม่มไปพบที่โรงพยาบาล ขอให้ช่วยจัดการเรื่องนี้จึงพาทนายไปพบ ซึ่งแอบคุยโดยที่หมอนิ่มนอนอยู่บนเตียง ทนายอีสขอค่าดำเนินการ 6 แสนบาท พอผ่านไปสักระยะ ทนายอีสแจ้งว่างานยังไม่เรียบร้อย ขอค่าดำเนินการเพิ่มอีก 6 แสนบาท หลังได้เงินงวดสุดท้ายก็ไม่สามารถติดต่อทนายอีสได้เลย"
คำบอกเล่าจากเจ๊แหม่มมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการขออนุมัติศาลออกหมายจับหมอนิ่ม และ "สุรางค์ ดวงจินดา" มารดาวัย 70 ปี ในข้อหาจ้างวานฆ่า "เอ็กซ์" จักรกฤษณ์ ก่อนที่สองแม่ลูกจะเข้ามอบตัว ในเวลาไล่เลี่ยกันกับทนายอีส ทั้งหมดได้รับการประกันตัว
เป็นที่น่าสังเกต...คำให้การของ "สุรางค์" ยอมรับผิดคนเดียว หมอนิ่มไม่มีส่วนรู้เห็น ทำลงไปด้วยความรักที่มีต่อลูก เพราะทนไม่ได้ที่ลูกสาวถูกทำร้ายมาตลอด 6 ปี แม้จะพยายามให้โอกาส แต่ลูกเขยยังทำร้ายลูกสาวและหลาน
สอดคล้องกับหมอนิ่มย้ำว่า ไม่เคยคบชู้และหวังสมบัติของสามีตามที่เคยปรากฏเป็นข่าว วันนี้หากรับผิดแทนมารดาได้ก็พร้อมที่จะรับโทษแทน เพราะรู้แล้วว่าความรักของแม่ยิ่งใหญ่แค่ไหน
"ดิฉันแท้งลูก แม่ดิฉันเจ็บกว่าดิฉันมาก พี่เอ็กซ์ชกที่ท้องหลายครั้ง จนทำให้แท้ง รวมถึงสาเหตุอื่นๆ มาประกอบ ตอนนี้ลูกยังถามหาพ่อ ดิฉันบอกลูกว่า เขามีน้องอีกคนอยู่ในท้อง และน้องเสียชีวิตแล้ว เขารู้ว่าน้องอยู่บนสวรรค์ ดิฉันบอกลูกว่าปาป๊าไปอยู่เป็นเพื่อนน้องบนสวรรค์ น้องอยู่คนเดียวน้องเหงา ให้ปาป๊าไปอยู่เป็นเพื่อนน้องนะลูก”
เมื่อเงื่อนงำทางคดีเริ่มคลี่คลาย ศึกชิงมรดกก็ปะทุขึ้น "มานพ พณิชย์ผาติกรรม" ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอเป็นผู้จัดการทรัพย์สินมรดกของลูกชาย เพราะทั้งคู่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะที่ลูกสะใภ้เล่นสงครามจิตวิทยาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "กำลังใจของลูกทั้งสองเป็นกำลังใจที่ทำให้แม่ต้องสู้เพื่อหนู แม่ต้องแกร่งและเก่งให้เหมือนคุณยาย ที่ให้ชีวิตแม่ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 38 ปี และอีกครั้งในวันนี้ ของทุกอย่างที่เป็นสิทธิ์ของน้องชม และน้องปรก แม่จะสู้ด้วยชีวิตไม่ให้ใครมาแตะได้ ยุติธรรมแล้วหรือที่จะมาเอาของๆ หลานไป ตัวเองไม่เคยมาร่วมสร้างแต่คิดจะมาเอาของหลาน ช่างหน้าไม่อาย"
นี่คือ เรื่องจริงแสนเศร้ายิ่งกว่านิยาย และยากจะเดาว่า...ตอนจบจะลงเอยอย่างไร ?
..........................
(หมายเหตุ : กระสุน(หมด)สวาทพิฆาต'เอ็กซ์' : ข่าวเด่นคมชัดลึก)



