ข่าว

'บิ๊กจิ๋ว'แนะหาทางปรองดองสำคัญกว่าเลือกตั้ง

'บิ๊กจิ๋ว'แนะหาทางปรองดองสำคัญกว่าเลือกตั้ง

30 ธ.ค. 2556

พล.อ.ชวลิตยอมรับกังวลและเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ชี้การหาทางพูดคุยเพื่อปรองดองหาทางออกสำคัญกว่าการเลือกตั้ง

             30ธ.ค.2557 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านพักริมโขง ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม จ.นครพนม ให้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) เขตนครพนม และอีกหลายจังหวัดภาคอีสาน และนักการเมืองท้องถิ่น เข้าอวยพรปีใหม่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและคึกคัก

              โดยโอกาสนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งทางการเมืองว่า ยอมรับมีความกังวลเป็นห่วงมาก ไม่แตกต่างกับคนไทยทุกคน เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในปัจจุบันของบ้านเมือง เพราะประเทศไทยเคยผ่านความขัดแย้งรุนแรงมาก่อน แต่ต้องมาเจอซ้ำอีก จนกลายเป็นประเทศที่ได้รับสมญานามในเรื่องไม่ดีมากมาย

              "น่าเสียดายที่ทุกคนไม่ช่วยกันแก้ปัญหา ปล่อยให้บานปลายมาถึงปัจจุบัน และมีความกังวลที่จะเกิดความขัดแย้งขั้นสูงสุด หากไม่เร่งรีบหาทางออก เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น มองว่า เป็นปัญหาเรื่องเก่าๆ เรื่องเดิม ที่มีมานานกว่า 20 ปี แต่ขาดความเข้าใจระหว่างฝ่ายการเมือง เพราะเข้าใจผิดมาตลอดว่า การศึกษาการเปลี่ยนแปลงจะต้องศึกษาหลังปี 2475 แต่ความจริงจะต้องศึกษาก่อนปี 2475 ขึ้นไป"

              "ทั้งนี้ เช่นเดียวกันกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เราพยายามหาจุดลงตัวนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตย แต่ความจริงต้องสร้างประชาธิปไตยก่อนรัฐธรรมนูญ จึงจะประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดปัญหาตลอดมา เพราะเคยเขียนไว้ถึง 18 ฉบับ ถึงฉบับที่ 19 ก็ไม่จบ ทำให้เสียเวลา การเมืองไทยวันนี้มาถึงจุดขัดแย้งสูงสุด แต่ยังเชื่อว่ามีทางออก หากทุกคนนึกถึงความอยู่รอดของประเทศชาติบ้านเมือง ตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าการเลือกตั้งคือ การหาทางพูดคุย ปรองดอง หาทางออกให้ประเทศชาติ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนจะต้องหันมาดูความอยู่รอดของประเทศไทยก่อน หันมาทำเพื่อในหลวง เพื่อคนไทยทุกคน ให้เกิดความสงบสุข โดยใช้ประชาชนเป็นที่ตั้งในการหาทางออก" พล.อ.ชวลิต กล่าวและว่า

              อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เคยเสนอมาหลายครั้ง แต่ไม่เกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะการที่จะสร้างความสามัคคีได้จะต้องเกิดความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ใช่บุคคลหนึ่งคนใด แต่ต้องเป็นไปด้วยสันติวิธี ซึ่งหากไม่สามารถทำได้ ห่วงว่าประเทศไทยจะแตกแยกบานปลาย ไม่อยากเห็นประเทศไทยย้อนยุค สุดท้ายเสียหายทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีใครได้ประโยชน์ และประเทศชาติได้รับความเสียหาย

              พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ในโอกาสส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ อยากให้ทุกคนหันมาทำเพื่อชาติบ้านเมือง ให้ประเทศไทยกลับมาสงบสุข มีแต่ความสันติ เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ โดยในปีพุทธศักราชใหม่ที่จะมาถึง อยากให้คนไทยเปลี่ยนความคิด หันมาคุยกันด้วยเหตุผล หันมาร่วมกันสร้างความสามัคคีในชาติบ้านเมือง และขอให้คนไทยมีแต่ความสงบ ความสามัคคี เพื่อความเจริญของประเทศชาติ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุข

 

"จารุพงศ์"ไม่รู้กกต.คุยแกนนำรัฐบาลคนไหน


              นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ระบุมีตัวแทนรัฐบาลไปคุยกับ กกต.เรียบร้อยแล้วว่า “ผมไม่รู้ว่าใครไปคุย แต่ผมไม่ใช่หนึ่งในสามคนที่ไปคุย และไม่ได้รับการประสานติดต่อมา ที่ผ่านมาผมไม่ได้ไปไหน และอยู่ที่พรรคตลอด ต้องไปถามกกต.ว่าไปคุยกับใคร ติดต่อใคร และโทรไปเบอร์ไหน ยืนยันว่าไม่ใช่ผม และถามกลับว่าที่บอกว่าเป็นแกนนำรัฐบาลคือใคร และถ้ามีหนึ่งในสามก็ต้องมีผมอยู่ด้วย เพราะผมเป็นทั้งรัฐมนตรีมหาดไทย และหัวหน้าพรรค จะบอกว่าไม่ใช่แกนนำพรรคได้อย่างไร”

              เมื่อถามว่า กกต.ระบุว่าพูดคุยกับรัฐบาลแต่กลับไม่เปิดเผยรายละเอียด ถือว่าไม่จริงใจหรือไม่ นายจารุพงศ์ กล่าวว่า มองว่าที่กกต.อ้างว่าประสานงานกับรัฐบาล เพื่อต้องการให้รัฐบาลไปร่วมรับรู้และต้องรับผิดชอบร่วมกับ กกต. ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนดได้

 

"สมชัย"นัดถกปชป.31ธ.ค. นี้


              ทั้งนี้นายสมชัย กล่าวถึงการหารือกับ 3 แกนนำระดับสูงของรัฐบาลเมื่อวันที่ 29ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า นัดหมายพูดคุยกันตอนค่ำ สิ่งที่คุยกันเป็นการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นว่าหากเดินหน้าสู่การเลือกตั้งจะมีอะไรเกิดขึ้นทั้งก่อนเลือกตั้ง วันเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง และหากไม่มีการเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยพยายามมองสถานการณ์ครอบคลุมรอบด้าน
แย้มพูดคุยแนวโน้มไปในทางที่ดี
 
              "เบื้องต้นการพูดคุยแนวโน้มไปแนวทางที่ดี เพราะหากเดินหน้าต่อไปสถานการณ์จะรุนแรง จึงเห็นค่อนข้างตรงกันว่าสถานการณ์ที่เป็นปัญหาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น จากนั้นพูดคุยกันว่าแล้วจะมีแนวทางข้อเสนออะไรบางอย่าง เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยข้อสรุปข้อเสนอแนะน่าจะเป็นคำตอบที่ดีระดับหนึ่งและทำได้หลายรูปแบบ คือ 1.กกต.ฝ่ายเดียว 2.กกต.ร่วมกับรัฐบาล และ 3.ร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง กกต. รัฐบาล และคู่กรณีขัดแย้ง" นายสมชัย กล่าว
 
              อย่างไรก็ตาม นายสมชัยกล่าวว่า ขอไม่เปิดเผยผลสรุปการหารือ โดยข้อสรุปที่ได้นำไปสู่การคลี่คลายปัญหาสังคมระดับหนึ่ง รัฐบาลยอมลดราวาศอก รัฐบาลมีท่าทีเเละทางที่ดี แต่อย่าให้ตนพูด เพราะยังไม่ถึงเวลา ยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำสิ่งที่พูดคุยกับรัฐบาลไปแลกเปลี่ยนกับคู่ขัดแย้ง ตอนนี้สามารถนัดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว คือ ในวันที่ 31 ธันวาคม ส่วนเวลาใด สถานที่ใด ไม่ขอบอก โดยคนที่จะมาคุยด้วยเป็นระดับสูงมากในพรรค 2-3 คน ส่วนการพูดคุยกับ กปปส. นั้นเราได้ขอนัดหมายไปแล้ว แต่ กปปส.ยังไม่ตอบรับการพูดคุย ยังไม่เปิดโอกาส ยังไม่พร้อมในตอนนี้
 
              "น่าจะไม่สามารถคุยได้ทันก่อนปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม ก็น่าจะไม่ได้ เพราะยังมีการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นวันสุดท้าย กกต.คงต้องอยู่แก้ไขสถานการณ์ คงยุ่งยากพอสมควร ส่วนวันที่ 2 มกราคม คงไม่ทัน เพราะ กกต.ทั้ง 5 คนมีการประชุมในช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 มกราคม คงนำผลการพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังไม่คุยกับ กปปส. ไปรายงาน กกต.ให้รับทราบข้อสรุป แต่ไม่มีคำว่าสาย การพูดคุยเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการพูดคุยแต่ละฝ่ายจะต้องปรับเข้าหากัน" นายสมชัย กล่าว


โต้รัฐถ้ากกต.ลาออกกระทบหนัก


 
              นายสมชัย กล่าวถึงปัญหาการรับสมัครใน 8 จังหวัดภาคใต้ว่า ได้ใช้ความพยายามรับสมัครให้ได้ ตอนนี้มีปัญหาเรื่องสถานที่ บุคลากร หลายคนบอกว่าทำไมไม่ย้ายสถานที่ ก็อยากเรียนว่ายากลำบากมาก แม้จะขอใช้สถานที่ราชการแต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ที่ยังไม่ได้ขอคือ สถานีตำรวจและค่ายทหาร ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกท้ายๆ แต่คิดว่าค่ายทหารไม่เหมาะสม เพราะอยากให้การเลือกตั้งจัดการโดยพลเรือน และเราไม่อยากให้ใช้รถหุ้มเกราะทหารพาไปในสถานที่รับสมัคร ส่วนการใช้สถานีตำรวจก็อาจเป็นเป้าแน่นอน อย่างไรก็ตาม จะสอบถามความเห็นจาก กกต.จังหวัดก่อน ส่วนที่กังวลว่าการเลือกตั้งอาจได้ ส.ส.ไม่ครบ 95% จนไม่สามารถเปิดประชุมสภานัดแรกได้นั้น กกต.คงพูดคุยกันว่าจะมีทางออกอย่างไร
 
              ผู้สื่อข่าวถามกรณีเสียงเรียกร้องจากรัฐบาลให้ กกต.ลาออก นายสมชัย กล่าวว่า ถ้าด่ามากๆ อาจจะลาออกได้ แต่ถ้า กกต.ออกไปจะเกิดอะไรขึ้น อยากให้ฝ่ายการเมืองคิดให้ดีก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 เช่น การขออนุมัติงบกลาง งบสำรองจ่าย และจะเกิดผลมหาศาลทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ดังนั้นอย่าให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น