ข่าว

ศก.ปีม้าฝ่ากระแส'การเมือง'

ศก.ปีม้าฝ่ากระแส'การเมือง'

31 ธ.ค. 2556

ศก.ปีม้าฝ่ากระแส'การเมือง' หวั่นลุกลามซ้ำเติมจีดีพีไทยปี57 : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

                   ส่งท้ายเศรษฐกิจไทยปี 2556 ภาพออกมาไม่ค่อยจะสวยหรูเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งหลายสำนักยังมองเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ของปี 2555 โดยได้รับอานิสงค์จากการอุปโภคบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะโครงการรถยนต์คันแรกที่มียอดจองทะลุล้านกว่าคันและทยอยรับรถต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปี 2556 ส่งผลให้จีดีพีขยายตัวถึง 5.4% ทำให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ คาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้ จะขยายตัวสูงถึง 4.2-5.2% 
 
                   แต่เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 กลับพบว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนกลับชะลอตัวลง ประกอบกับการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งสหรัฐที่ยังมีความเสี่ยงสูงและวิกฤติยุโรป ที่ทำให้มีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างมาก จนทำให้ไทยประสบปัญหากับการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงเดือนเมษายน 2556 เงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จึงยิ่งกดดันให้การส่งออกชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 1.2% ทำให้สศช. ปรับลดประมาณการลงตามลำดับจาก 7.6% เหลือ 5% 
 
                   “ส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะมีสัดส่วนประมาณ 60% ของจีดีพี และเมื่อตัวเลขของไตรมาส 3 ที่ออกมาติดลบ 1.8% ทำให้สภาพัฒน์จำใจต้องปรับลดเป้าหมายการส่งออกของทั้งปี 2556 ใหม่เป็นขยายตัว 0% ขณะที่การเติบโตของจีดีพีก็ปรับลดลงต่อเนื่องจากรอบแรก 4.2-5.2% ลงมาเหลือ 3.8-4.3% และสุดท้ายเหลือขยายตัวเพียง 3% เท่านั้น” 
 
 
 
การเมืองป่วนทำเศรษฐกิจเซ
 
 
                   นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาฯ สศช. ยอมรับว่า ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 3% ยังไม่ได้นำปัจจัยการชุมนุมทางการเมืองและผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การใช้จ่าย การลงทุนมาประกอบการพิจารณาด้วยซ้ำ จากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากการส่งออกที่หวังพึ่งไมได้แล้ว อาจทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2556 ขยายตัวไม่ถึง 1% และทั้งปีต่ำกว่า 3% ก็เป็นได้ ซึ่งยอมรับว่าการชุมนุมทางเมืองช่วงปลายปี 2556 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 4 ด้าน คือ การท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในประเทศ 
 
                   “จริงๆ แล้ว การส่งออกเดือนพฤศจิกายนน่าจะดีกว่ากันยายน และธันวาคมน่าจะดีขึ้น แต่ตัวเลขที่ออกมาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด การนำเข้าอุปกรณ์ เครื่องจักรยังลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเอกชนรอดูนโยบายและการลงทุนของภาครัฐด้วย ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มได้รับผกระทบหลังจากมี 39 ประเทศประกาศเตือนการเดินทางมาไทยหลังจากมีเหตุการณ์ชุมนุม แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเดียวของประเทศ แต่จากข่าวที่ออกไปทำเกิดภาพลบ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มลดลง หากเหตุการณ์ยืดเยื้อการท่องเที่ยวก็จะถดถอยลงไปอีก ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 10% ของจีดีพี ” 
 
                   นอกจากนี้ ในช่วงของการชุมนุมร้อนแรงยังมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของรัฐบาลทั้งงบประจำและงบลงทุน ซึ่งคิดเป็น 20% ของจีดีพี หลังจากที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไม่สามารถทำงานได้ ทำให้การเบิกจ่ายงบยิ่งสะดุด จากปกติช่วงไตรมาสแรกของทุกปีก็จะเบิกจ่ายล่าช้าอยู่แล้ว เพราะยังไม่ได้ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อเม็ดเงินออกไปช้าก็กระทบเงินงวดตามไปด้วย ทำให้ไตรมาสแรกปีงบ 2557 เบิกจ่ายน้อยได้กว่าปีก่อนและต่ำกว่าเป้าหมาย 20-30% จากเดิมที่รัฐอยากให้ทุกส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายแทนที่จะไปเร่งใช้เงินในไตรมาสสุดท้าย เมื่อใช้ไม่ทันก็จะถูกตัดงบหรือผูกพันธ์ไปปีหน้าแทน ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจ 
 
 
 
สศช.ห่วงปีหน้าเอกชนถอนลงทุน 
 
 
                   นายอาคมกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของการลงทุนในปีหน้า หลังจากที่การลงทุนของภาครัฐทั้งการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2 ล้านล้านบาทต้องชะลอออกไปหลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ทำให้การลงทุนภาคเอกชนต้องชะลอตามไปด้วย โดยส่วนที่ยื่นขอรบการสนับสนุนการลงทุนผ่านทางบีโอไอไปแล้วนั้น คงต้องติดตามดูว่าเอกชนจะดำเนินการต่อหรือไม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งชะลอการลงทุนอกไปหรืออาจจะถอนการลงทุนออกไปเลยก็ได้ ซึ่งการถอนลงทุนนั้นคิดว่าคงไม่มี จากที่หารือกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนการลงทุนในไทยถึง 70% นั้น ยังมีความเชื่อมั่นประเทศไทยอยู่ เพราะมองว่าการชุมนุมทางการเมืองในไทยสุดท้ายแล้วก็จะกลับไปที่ระบอบประชาธิปไตย และการชุมนุมไม่ได้กระทบโครงสร้างพื้นฐานของไทย อย่างไรก็ตามหากยืดเยื้อก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนบ้าง 
 
                   สำหรับปีหน้า สศช. มองว่าปัจจัยเสี่ยงคือเรื่องความเชื่อมั่นทางการเมือง ซึ่งน่าจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแน่นอน แต่ภาคธุรกิจคงหยุดไม่ได้ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มี การลงทุนผ่านบีโอไอก็ยังมีอยู่ นอกจากนั้นเป็นปัจจัยที่ไม่ต่างจากปีนี้ อย่างเรื่องเศรษฐกิจโลกทั้งกรณีของสหรัฐ ที่มีการลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ คิวอี ของสหรัฐอเมริกา ที่เร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะทำให้มีเงินไหลออกต่อเนื่องและจะทำให้ค่าบาทผันผวนอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมามีปริมาณเงินไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก จึงมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะขยายตัวดีขึ้น การส่งออกของไทยปีหน้าก็จะดีขึ้นด้วย สศช.คาดว่าน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 7% แม้จะต่ำกว่าที่เคยขยายตัวในระดับ 10% แต่ก็น่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีกว่าปี 2556 โดยสศช.ยังคงเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีไว้ที่ระดับ 4-5% 
 
                   “หากปีหน้ารัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 โครงการได้เลยทั้งโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งในปี 2557 จะมีเม็ดเงินลงทุนจากทั้งสองโครงการ ประมาณ 1.6 แสนล้านบาทก็น่าจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีหน้ามากขึ้น” 
 
 
 
 
คลังเตรียมแผนสำรองปลุกศก. 
 
 
                   นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปี 2556 คงผ่านพ้นไปได้อย่างที่ทุกฝ่ายคาดการณ์กันไว้ว่าภาครัฐอาจไม่สามารถกระตุ้นให้ขยายตัวขึ้นมาได้ถึง 3% ด้วยซ้ำ จากเดิมที่กระทรวงการคลังได้ปรับลดจีดีพีลงมาเรื่อยๆ จากต้นปีที่มองไว้ 4.5-5% ลดลงมาเหลือ 3.7% จนกระทั่งสุดท้ายสิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปรับลดลงเหลือ 2.8% หลังจากที่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามากระทบเพิ่มเติม นอกเหนือจากเรื่องของการส่งออกที่ปี 2556 ไม่สามารถพึ่งพาให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เลยหลังจากที่การส่งออกน่าจะติดลบ 0.6% ด้วยซ้ำ
 
                   สศค.หวังว่าปี 2557 เศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวและน่าจะเติบโตได้ถึง 3.7% การส่งออกของไทยก็น่าจะดีขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 6.9% ประกอบกับการลงทุนภาครัฐน่าจะเป็นตัวนำการลงทุนของภาคเอกชนได้ แต่ช่วงปลายปีที่มีการชุมนุมทางการเมืองยังไม่ยุติและยังไม่ชัดเจนว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จะมีการเลือกตั้งและสถานการณ์คลี่คลายลงหรือไม่ ทำให้ภาคเอกชนเริ่มไม่มั่นใจว่าการลงทุนภาครัฐจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทและการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทที่ต้องเริ่มทำโครงการและเบิกจ่ายเงินปี 2557 กว่า 1.4-1.6 แสนล้านบาท  ล่าสุดสศค.ก็ได้ปรับลดการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนนี้ลงมาเหลือแค่ 30% หรือเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จาก 6.8 หมื่นล้านบาท และจากการลงทุนน้ำอีก 2.8 หมื่นล้านบาท จาก 9 หมื่นล้านบาท
 
                   นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่เคยคาดหวังว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศ และช่วยธุรกิจต่อเนื่องก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองเช่นกัน ซึ่งหากการเมืองยังยืดเยื้อก็น่าจะส่งผลกระทบไปถึงปี 2557 ด้วย และอาจทำให้นักท่องเที่ยวหายไป 3 แสนกว่าคน
 
                   “กว่าจะมีรัฐบาลใหม่และเดินหน้าทำงานได้คงเป็นกลางปี 2557 ทำให้โครงการลงทุนของรัฐสะดุดไป เม็ดเงินที่ตั้งไว้ก็อาจจะเบิกจ่ายออกไปไม่ทันทั้งหมด ทำให้กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ 5.1% โดยมองว่าน่าจะอยู่ที่ 4% แต่ก็มีโอกาสที่จะลงไปถึง 3% กรณีสถานการณ์เลวร้ายสุด สศค.จึงต้องเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ปานกลางและยาวหรือใช้เป็นพิมพ์เขียวไว้เสนอรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนจะนำมาใช้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” 
 
                   อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปจะเน้นเรื่องของการกระตุ้นการลงทุนทุนทั้งในส่วนของเอกชนไทยและต่างประเทศให้มากขึ้น จากที่ผ่านมารัฐบาลจะใช้นโยบายกระตุ้นการอุปโภคบริโภคหรือการใช้จ่ายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน 
 
                   “สศค.มองว่าเศรษฐกิจปี 2557 ยังไม่ถดถอยแค่ซึมๆ แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ หากภาคเอกชนมีปัญหาหรือมีการปิดกิจการมากขึ้น มีคนตกงานมากขึ้น หนี้สินครัวเรือนหรือปัญหาเอ็นพีแอลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะส่งผลกระทบไปยังภาคการเงินและกระทบเศรษฐกิจภาพรวมตามมาได้” 
 
 
 
 
ธปท.จับตาเงินไหลกดบาทอ่อน 
 
 
                   ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีการประชุมครั้งล่าสุดไปเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดอัตราดอกเกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจปี 2556 น่าจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้จาก 3.7% ลดลงไปเหลือ 3% อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นในปี 2557 ทำให้กนง.เองก็ปรับลดการคาดการณ์จีดีพีจากขยายตัว 4.8% ลดลงมาเหลือ 4% ต้นๆ เท่านั้น โดยจะมีการประเมินอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 9 มกราคม 2557 
 
                   ส่วนปัจจัยทางด้านตลาดเงินตลาดทุนที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีความผันผวน โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่ผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณลง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ทำให้ตลาดไม่ได้มีความตื่นตระหนกมากนัก เพราะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว
 
                   อย่างไรก็ตาม ธปท.ยอมรับว่าเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้สกุลอื่นๆ อ่อนค่าลงไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งค่าเงินบาทของไทยอาจมีการอ่อนกว่าประเทศเพื่อบ้านบ้าง จากปัญหาการเมืองที่เข้ามาผสมผสาน ประกอบกับปัจจุบันดอกเบี้ยของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำสวนทางกับต่างประเทศที่ขาขึ้น ส่งผลให้เริ่มมีเงินต่างชาติไหลออกจากประเทศไทย 
 
                   “มองว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนนั้น ส่วนใหญ่จะสะท้อนพื้นฐานของเศรษฐกิจแต่ต้องยอมรับว่าพื้นฐานการเมืองของไทยยังมีความไม่แน่นอน และไม่ได้ดีเท่าเดิม ทำให้กระแสเงินทุนอาจเคลื่อนย้ายออกไปบ้าง และแม้การที่เงินบาทอ่อนตัวลงมา จะมีส่วนช่วยการส่งออกบ้าง แต่ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันการส่งออกของไทยอาจไม่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก การส่งออกจึงมีโอกาสเติบโตต่ำกกว่า 7 %” นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธปท. ระบุ
 
 
 
......................
 
(ศก.ปีม้าฝ่ากระแส'การเมือง' หวั่นลุกลามซ้ำเติมจีดีพีไทยปี57 : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)