
รักคนอื่น-รักคนอ่าน
รักคนอื่น-รักคนอ่าน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
เมื่อวันก่อนมีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งมาสัมภาษณ์ผมเรื่องการปฏิบัติตนในหลักธรรมตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10 ประการ อันได้แก่ 1.ทำงานอย่างผู้รู้จริง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ 2.มีความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะ และความถูกต้อง 3.ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และประหยัด 4.มุ่งประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก 5.รับฟังความเห็นของผู้อื่น และเคารพความคิดที่แตกต่าง 6.มีความตั้งใจจริง และขยันหมั่นเพียร 7.มีความสุจริต และความกตัญญู 8.พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง 9. รักผู้อื่น 10. เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน
ผมเรียนว่า แนวพระราชดำริทั้ง 10 ประการ นั้น ถ้าปฏิบัติได้ครบถ้วนก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติและคนรอบข้างรวมทั้งสังคมไทยมีความสุข แต่ถ้าให้เลือกพูดเพียงประการเดียว ผมก็ขอเลือกเรื่องการรักผู้อื่น - ผมเชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าความรักเป็นเรื่องที่ดีและงดงาม และทุกคนก็ปรารถนาความรักหรือการเป็นที่รักของคนอื่น แต่ก็มักจะลืมคิดที่จะเป็นผู้ที่ให้ความรักแก่ผู้อื่น
คนเราโดยทั่วไปนั้นมักจะคิดถึงตัวเอง และรักตัวเองก่อนสิ่งอื่น ซึ่งการคิดถึงตัวเองและรักตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดร้ายแต่อย่างใดถ้าไม่มากมายจนเกินไปและกลายเป็นการเห็นแก่ตัวหรือหลงตัวเอง แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือการนึกถึงผู้อื่นและรักผู้อื่น เพราะเป็นการเปิดใจก้าวข้ามความคับแคบไปสู่โลกอันกว้างขวาง ยอมรับในความเป็นตัวตนของผู้อื่น ที่มีความผิดแผกแตกต่างจากเรา ให้อภัยในการกระทำบางอย่างที่ทำให้เราไม่พอใจ และหวังดีต่อเขา อยากเห็นเขามีความสุข ปราศจากความทุกข์ร้อน และที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ เราสามารถที่จะอดทนและให้โอกาสแก่คนที่เรารักได้เสมอ ดังนั้น การรักคนอื่นจึงเป็นเสมือนผลงานชิ้นเอกที่เราเองเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น
ผู้สัมภาษณ์บอกว่าสังคมไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป เต็มไปด้วยการแข่งขัน และคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ และคบหากันเพื่อผลประโยชน์ จึงอยากจะให้ผมเล่าถึงสังคมไทยในสมัยก่อน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต ซึ่งผมก็ได้เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของตนเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ระส่ำระสายและบอบช้ำจากภัยสงคราม ผู้คนยังขวัญเสีย เศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนยากจน อัตคัดขาดแคลน แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น คนไทยยังมีน้ำจิตน้ำใจ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน พวกเราถูกสอนให้รักเพื่อนบ้าน จนเหมือนเป็นญาติสนิท มีข้าวของอะไรนิดๆ หน่อยๆ แค่แกงสักถ้วย ส้มโอสักลูกก็แบ่งปันกัน และช่วยเหลือกันไปตามกำลังเท่าที่จะทำได้ สังคมที่เราอยู่แม้บางครั้งจะอด แต่เราก็อิ่มใจ และร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันอย่างเต็มที่และเต็มใจ ซึ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะของสังคมไทย เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว
เรื่องเช่นนี้อาจเป็นเพียงตำนานในปัจจุบัน เพราะถึงแม้เวลานี้คนไทยจะอยู่ดีกินดีขึ้น มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น อยู่อาศัยในบ้านหลังใหญ่ราคาแพงๆ แต่ก็มักจะขาดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้าน ขนาดที่บางบ้านรั้วติดกันยังไม่เคยโอภาปราศรัยกันเลยก็มี - ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ ผมเสนอแนะว่า เราควรเริ่มต้นปีใหม่นี้ด้วยการให้ความรักแก่ผู้อื่น เริ่มจากคนใกล้ตัว เช่นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนนักเรียน และเพื่อนบ้าน อาจจะหาของเล็กๆ น้อยๆ ไปให้เป็นของขวัญปีใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณเองและเพื่อนๆ มีความสุขขึ้นอีกเยอะเลยในปีใหม่นี้
ขอแนะนำหนังสือดี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สัก 2 เล่ม ครับ เล่มแรก “ชีวประวัติ จวงสื้อผิง” หนังสือที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมชีวประวัติยอดเยี่ยมแห่งประเทศจีน เรื่องราวของคนจีนโพ้นทะเลที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และรวบรวมชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจของฮ่องกง - เสี่ยวฉี เขียน และ กำธร วรรธนะเลาหะ แปล (สนพ.แม่คำผาง/450 บาท) และอีกเล่ม “เสือสิบเจ็ดตัวของลูตา” ผลงานของ ลินดา คริสตานตี นักเขียนสตรีชาวอินโดนีเซีย ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2013 แปลโดย เพ็ญศรี พานิช และคณะ (สนพ.นาคร/130 บาท)



