ข่าว

ปี57ต้อง'ออม'จะได้ไม่ติดกับดักหนี้

ปี57ต้อง'ออม'จะได้ไม่ติดกับดักหนี้

30 ธ.ค. 2556

ปี 57 ต้อง 'ออม' จะได้ไม่ติดกับดักหนี้

                    เครดิตบูโร วิเคราะห์ปีหน้า กลุ่มไอที และนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างงานด้วยตัวเองจะมีอนาคตสดใส ส่วนคนทั่วไปต้องยกให้ 57 เป็นปีของการออม งดจ่ายสิ่งฟุ่มเฟือย เพื่อจะได้ไม่ติดกับดักหนี้ 
 
                    นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด วิเคราะห์ภาวะหนี้ และทางรอดที่จะไม่ติดกับดักหนี้ในปี 2557 ผ่านรายการเครือข่ายบางนา ว่า ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 67 ล้านคน มีบัญชีสินเชื่ออยู่กับเครดิต 25 ล้านคน และใน 25 ล้านคน มีทั้งหมด 70 ล้านบัญชีสินเชื่อ เมื่อเฉลี่ยแล้ว 1 คนจะมีทั้งหมด 5 บัญชี และมีหนี้ที่เปิดอยู่ 46 ล้านบัญชี และที่ปิดไปแล้ว 24 ล้าน มีหนี้ที่เสียอยู่ 1.2 ล้านบัญชี
 
                    ปัญหาที่ทำให้คนเป็นหนี้ แล้วไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ คือ มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท จึงทำให้รายรับรายจ่ายไม่สมดุลกัน กลายเป็นว่า คนมีรายได้ แต่มีหนี้เยอะ 
 
                    ในการสัมมนาของสภาพัฒน์ในปี 2552 ผลสำรวจออกมาว่า คนที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ต้องจ่ายหนี้ทุกตัวอยู่ที่ 4,500 บาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ 
 
                    แต่ในปี 2556 ธนาคารกลุ่มสำนักวิจัย ได้ผลสำรวจคือ คนที่มีรายได้ 1 หมื่นบาท ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมด 6,100 บาท ซึ่งทำให้เหลือใช้ 3,900 บาท คำถามคือ 3,900 บาท ต้องใช้ 30 วัน จะเพียงพอหรือไม่ ทำให้เห็นภาพสะท้อนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 80% ก็คือ 9 ล้านล้านบาทจากรายได้ของประเทศ 12 ล้านล้าน ประเด็นก็คือ ถ้าภาระหนี้โตไปจนถึง 85% ตามมาตรฐาน แต่จะกดภาระหนี้อย่างไรให้ต่ำลง
 
                    ภายในปีหน้าเป็นต้นไปจะได้เห็นการส่งสัญญาณของธนาคารและการให้ความรู้ก่อนที่จะเดินเข้าไปกู้เงิน คือ ต้องลดภาระหนี้ครัวเรือน ต้องขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้โฆษณาแต่พอประมาณ อย่าโฆษณาจูงใจประชาชนเหมือนดังเคย เช่น กู้ได้ไว, ดอกเบี้ย 0%, ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง, ฉุกเฉินรถคุณช่วยได้ เป็นต้น
 
                    ต้องให้ความรู้แก่ผู้บริโภค เช่น ดอกเบี้ย 0% อาจจะไม่ได้ 0% จริงๆ แต่ต้องเสียเงินค่าต่างๆ อีก และคนที่จะกู้เงินจะต้องสำรวจตัวเอง เช่น มีรายได้ 100 บาท หนี้เดิมก่อนไปกู้ใหม่เกิน 40 บาทหรือไม่
 
                    ถ้าแก้ไขปัญหานี้ได้หนี้ครัวเรือนที่สูงก็จะลดลง
 
                    อีกปัญหาคือ คนมักจะใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต เช่น ปัญหาก่อร่างสร้างหนี้ หน้าใหญ่ไร้เงินออม ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้อยู่ที่รายได้ประจำ เงินออม และเป็นหนี้ ถ้ายังใช้จ่ายเกินกำลัง เงินออมก็จะค่อยๆ หมดลงไป
 
                    นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้นอกระบบ อย่างเช่น แก๊งหมวกกันน็อกที่ปล่อยเงินกู้ 1 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 300 บาทต่อวัน 
 
                    ถ้าย้อนไปในปี 2540 เป็นปีที่เกิดวิกฤติฟองสบู่ บริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องปิดกิจการ คนตกงานมากมาย แต่ตกงานก็ยังมีบ้านให้กลับ มีที่มีทางที่จะทำมาหากินได้ แต่ถ้าในยุคนี้กลับบ้านไปก็มีหนี้กลับไป ดอกเบี้ยก็เบ่งบานทุกวัน คุณภาพชีวิตก็ลดลง ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องการกู้หนี้ ก็จะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาเรื่องยาเสพติด อาชญากรรม และการทำสิ่งผิดกฎหมายอีกหลากหลายรูปแบบ
 
                    ใน 9 ล้านล้านคน มีหนี้ครัวเรือนอยู่ 1.4 ล้านล้าน มาจากการกู้เพื่อทำการค้าขาย เป็นการกู้รูปแบบแรก ปัญหาคือ ถ้ากู้บัตรเครดิต 20% ต่อปี แต่ธุรกิจมีกำไรไม่เกิน 20% อาจทำให้ติดกับดักค้าขาย แต่ไม่สามารถถอนทุนได้ การกู้แบบที่ 2 คือ กู้มาเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น ซื้อบ้าน ถือว่าเป็นหนี้ดี และการกู้แบบสุดท้าย คือ กู้เอาไปกินเอาไปใช้ เปรียบเหมือนการเอาเงินในอนาคตมาใช้
 
                    อัตราการโตของสินเชื่อธนาคารในปีหน้าจะอยู่ที่ 8-9% มีการรายงานการวิจัยหนังสือของธนาคารประเทศไทยบอกว่า วัฏจักรสูงสุดของการเงินไทยดีที่สุดคือ ไตรมาสที่ 3 ปี 2555 เพราะฉะนั้นการที่จะได้สินเชื่อปี 2557 นั้นจะมีความยากมากขึ้น ใบสมัครสินเชื่อในปี 2555 มีทั้งหมด 1.2 ล้านใบต่อเดือน ในปี 2556 ชะลอลงเหลือประมาณ 1 ล้านนิดๆ ต่อเดือน ส่วนในปี 2557 ประมาณการว่าน่าจะไม่ถึงล้านต่อเดือน
 
                    ส่วนหนี้ธุรกิจในประเทศไทยปีนี้ ประมาณได้ว่า มีถึง 3 แสนบริษัท คิดเป็น 4.5 ล้านบัญชี ซึ่งใน 3 แสนบริษัทมีความน่าเป็นห่วงในหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องผลกระทบจากการที่บริษัทเล็กๆ ส่งของให้บริษัทใหญ่ แล้วการส่งออกของบริษัทใหญ่เกิดการติดขัด หรือเรื่องของค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้ตัวบริษัทมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นด้วย และอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ เรื่องการขาดแคลนแรงงาน ก็จะทำให้ทางบริษัทต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งทั้งสามเรื่องที่กล่าวมานั้น จะเป็นเหตุให้ธุรกิจมีรายได้ที่ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดการค้างการชำระหนี้เป็นเวลานาน
 
                    ดังนั้นเมื่อกระแสการเงินทางธุรกิจในปีนี้ไม่ดีเท่าที่ควรสังเกตได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ต่ำกว่าปีที่แล้วถึง 4,000 ล้านบาท ทั้งที่เดือนพฤศจิกายนควรจะเป็นเดือนเฉลิมฉลองที่ประชาชนออกมาใช้จ่ายกันเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้ในปีหน้าธุรกิจที่จะสามารถกู้เงินได้ต้องมีกระแสทางการเงินที่ดี หรืออาจจะต้องเป็นธุรกิจที่มีการเดินบัญชีกับธนาคารนั้นมาก่อนแล้ว
 
                    ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจที่คิดว่าจะไปได้ดีในปีหน้า เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ทำงานออฟฟิศแต่มีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง เช่น การขายของตามอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพียงแต่ว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ไม่มีเงินทุนมากนัก จึงขอแนะนำว่าหากกลุ่มนี้มีช่องทางทางธุรกิจที่คิดว่าจะขยายตัวได้แล้ว ให้ยื่นมือขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ คือการใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกัน แต่กระบวนการดังกล่าวอาจจะต้องผ่านการอนุมัติจากทางธนาคารก่อน
 
                    อีกหนึ่งกลุ่มที่ทุกๆ ภาคส่วนมีความสงสัยก็คือ กลุ่มไอที เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร สังเกตได้จากการที่เด็กไทยมักจะชนะการประกวดหุ่นยนต์ระดับโลกเป็นประจำ แต่เด็กกลุ่มนี้เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยก็จะหายไป ดังนั้นจึงควรต่อยอดให้กลุ่มนี้ เพราะบุคลากรของไทยเราไม่แพ้ชาติใด และที่สำคัญธุรกิจในภาคไอทีนี้ ถือว่าเป็นส่วนที่น่าสนใจและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง
 
                    ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ประเทศจะโตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเอสเอ็มอี ซึ่งเอสเอ็มอีในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่มีกำไร และมีเงินสด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ จะสามารถผ่านปัญหาหนี้สินได้อย่างสบาย
 
                    กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่มีกำไร แต่ไม่มีเงินสด กลุ่มนี้ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มที่มีการสต็อกของเยอะ จะมีการใช้สินเชื่อเยอะ 
 
                    กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่ไม่มีกำไร แต่มีเงินสด กลุ่มนี้จัดว่าเป็นกลุ่มที่ดีกว่ากลุ่มที่สอง เพราะว่ามีเงินสดถืออยู่ในมือ 
 
                    ส่วนกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มที่ไม่มีกำไร และก็ไม่มีเงินสด กลุ่มนี้ต้องบอกว่า อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ จัดว่าเป็นกลุ่มสีเทา หรือกลุ่มที่เสียไปแล้ว
 
                    การใช้เงินของประชาชนทุกๆ คนในช่วงปีหน้า ขั้นแรกต้องไม่เพิ่มสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต เช่น เสื้อผ้าที่มีอยู่เต็มตู้แล้ว ก็อย่าไปซื้อเพิ่ม ข้อที่สอง ให้ลองทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เหมือนในวัยเด็ก หากเงินเหลือก็เก็บออม เป็นต้น เท่านี้ก็จะทำให้หมดหนี้สิ้นที่ค้างชำระไว้ได้อย่างสบาย 
 
                    ทางรอดเดียวที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัยได้ในปี 2557 คือ ต้องออม จึงอยากให้ทุกคนมาเริ่มต้นออม และให้เป็นปีของการออม เพื่อจะได้มีชีวิตที่สดใสไม่ต้องเป็นหนี้