ข่าว

การเมืองปี57ย่ำรอยปีเก่าบอบช้ำเหตุ'นิรโทษ'

การเมืองปี57ย่ำรอยปีเก่าบอบช้ำเหตุ'นิรโทษ'

28 ธ.ค. 2556

การเมืองปี2557ย่ำรอยปีเก่า บอบช้ำเหตุ'นิรโทษกรรมสุดซอย' : รายงานปีใหม่ โดยทีมข่าวการเมือง

              "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน.." ถือเป็นจุดพลิกผันของการเมืองไทย ทำให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ต้องประกาศ "ยุบสภา"
 
              ทั้งที่ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ที่ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" บริหารประเทศเกิดกระแสโจมตีเรื่องการบริหารงานที่ผิดพลาดหลายด้าน โดยเฉพาะความผิดพลาดเรื่องนโยบายพรรคที่ไม่สามารถทำได้ตามที่เคยหาเสียงไว้ ตั้งแต่เรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น โครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายนับแสนล้าน แต่ก็ยังทำให้ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" อยู่บริหารประเทศต่อไปได้
 
              จนกระทั่งเกิดกระแสต่อต้าน "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ที่เสนอโดย "วรชัย เหมะ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและคณะ เนื่องจากร่างที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 เป็นร่างที่ "คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน.." เสียงข้างมากได้แก้ไขเนื้อหาจากร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเดิมของ "วรชัย" ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการให้นิรโทษ "ผู้ต้องขัง" จากคดีเผาศาลากลางจังหวัดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 เพียง 23 คน เนื่องจาก "สงสาร" ทั้ง "ผู้ต้องขังและญาติ"
 
              เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีทั้งหมด 7 มาตรา คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของร่างดังกล่าวให้นิรโทษครอบคลุมหลายฝ่าย ทั้ง "พันธมิตร-นปช."
 
              ที่สำคัญรวมถึง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ" ทำให้เกิดเสียงคัดค้านทั้งจากญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ปี 2553 พรรคฝ่ายค้าน ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ กระทั่งแกนนำ นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะ "การนิรโทษกรรม" ฉบับที่ว่า นอกจากนิรโทษให้แก่ "คดีอาญา เช่น ฆ่า-เผา" แล้ว "ผู้ทุจริต คอร์รัปชั่น" ยังได้อานิสงส์ในครั้งนี้อีกด้วย
 
              จนเป็นที่มาของวลี "พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย" เพราะผู้ที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่เพียงล้างมลทิน แต่ยังได้สิทธิในการเรียกร้องเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท คืนได้ด้วย
 
              31 ตุลาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวาระ 2 และวาระ 3 รวมเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้ง 2 วาระ ใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น 19 ชั่วโมง โดยปิดการประชุมเวลา 04.25 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน จนเป็นที่มาของ "ร่าง พ.ร.บ.ลักหลับ"
 
              และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ต้องพลิกผัน เพราะการประเมินและเดินเกมการเมืองที่ผิดพลาด
 
              ทันทีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเร่งรัดบรรจุระเบียบวาระร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 31 ตุลาคม ทำให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ประกาศระดมพลชุมนุมที่หลังสถานีรถไฟสามเสน โดยขอให้มวลชนแต่งชุดดำตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 31 ตุลาคม เป็นต้นไป เพื่อเรียกร้องให้ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกจากสภา
 
              มีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มอื่นกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ 1.แยกอุรุพงษ์ โดย "เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย" (คปท.) 2.สวนลุมพินี โดย "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" (กปท.) 3.หลังสถานีรถไฟสามเสน โดย "แกนนำพรรคประชาธิปัตย์" 4.บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยกลุ่มแพทย์ไทยหัวใจรักชาติ ขณะที่กลุ่มหน้ากากขาว (วี ฟอร์ ไทยแลนด์)
 
              4 พฤศจิกายน การชุมนุมของกลุ่มแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ได้เดินเท้าพาผู้ชุมนุมไปทำกิจกรรมเป่านกหวีดร่วมกับชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณถนนสีลม และมีการยกระดับการชุมนุม โดยปักหลักตั้งเวทีปราศรัยถาวรที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแถลงว่า ได้ขอให้ถอนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม 6 ฉบับ ออกจากวาระการประชุมสภาแล้วก็ตาม
 
              11 พฤศจิกายน ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และมีมติเอกฉันท์ไม่รับร่างดังกล่าว และส่งคืนให้สภา หลังครบกำหนด 180 วัน
 
              แต่การชุมนุมที่ถนนราชดำเนินก็ยังคงมีต่อไป ถึงแม้ว่า "ยิ่งลักษณ์" และพรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมลงสัตยาบันจะไม่นำกฎหมายนิรโทษกรรมมาพิจารณาอีกก็ตาม
 
              ขณะเดียวกันประชาชนก็ออกมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก จังหวะนั้น "สุเทพ" นำ 8 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากการเป็น ส.ส.
 
              25 พฤศจิกายน "สุเทพ" นำมวลชนมาเยี่ยมสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ก่อนเคลื่อนการชุมนุมไปยึดศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งเวทีชุมนุมขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ขณะที่ภายในกระทรวงการคลังก็ยังคงมีกลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักอยู่
 
              29 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ "สุเทพ" ประกาศก่อตั้ง "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. ประกอบด้วย ตัวแทนกลุ่มองค์กรประชาชน ในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มนักวิชาการ นำโดย สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กลุ่มประชาคมนักธุรกิจสีลม เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กองทัพธรรม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยมี "สุเทพ" เป็นเลขาธิการ
 
              สถานการณ์เริ่มส่อเค้าจะเกิดความรุนแรง เมื่อ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ได้จัดการชุมนุมเพื่อตอบโต้การต่อต้านรัฐบาลขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถาน และเกิดการปะทะกันกับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่บ่ายวันที่ 30 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม จนมีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 57 คน เปิดช่องให้ทหารออกมาแสดงบทบาทในการไกล่เกลี่ยปัญหาและเป็นตัวเชื่อมระหว่าง กปปส.กับยิ่งลักษณ์ พร้อมกับการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง
 
              แต่การพูดคุยที่มี ผบ.3 เหล่าทัพเป็นสักขี กลับไม่มีความคืบหน้า ต่างฝ่ายต่างยื่นเงื่อนไขที่หินสุดๆ ให้แก่อีกฝ่าย ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมจะฝ่าแก๊สน้ำตาบุกกองบัญชาการตำรวจนครบาลและทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.มอบหมายให้ รองโฆษกกองทัพบกมาแถลงข่าวว่า เมื่อผู้ชุมนุมต้องการไปสถานที่ดังกล่าวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ตำรวจก็ไม่ควรไปขัดขวาง โดยเฉพาะการยิงแก๊สน้ำตาเข้าสกัด
 
              3 ธันวาคม จึงไม่มีการบาดเจ็บล้มตาย และเมื่อแสดงสัญลักษณ์แล้ว ก็เข้าสู่บรรยากาศการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5 ธันวาคม
 
              แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการชุมนุมจะยุติลง 9 ธันวาคม "สุเทพ" ประกาศยกระดับการชุมนุมอีกครั้ง ทำให้ช่วงเช้า "ยิ่งลักษณ์" ต้องประกาศยุบสภา และกำหนดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป แต่ผู้ชุมนุมก็ยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมกับกางแผนตั้ง "สภาประชาชน และปฏิรูปประเทศไทย" ท่ามกลางมหาประชาชนนับล้านคนที่ออกมาร่วมชุมนุม
 
              แต่ก็ไม่มีท่าทีตอบรับใดๆ จากรัฐบาล โดยเฉพาะรักษาการนายกฯ จึงมีการนัดยกระดับการชุมนุมอีกครั้ง วันที่ 22 ธันวาคม ตั้งเวทีในจุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาตไปทั้งเมือง ครั้งนี้มีประชาชนร่วมชุมนุมมากกว่าวันที่ 9 ธันวาคม เป็นเท่าตัว
 
              ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ก็เดินหมากออกมาประกาศใช้อำนาจนายกฯ ตั้ง "สภาปฏิรูปประเทศ" โดยมีกรรมการสรรหามาจากหลายฝ่าย รวมทั้งตัวแทนของกองทัพ แต่ไม่มีตัวแทนจากศาลและองค์กรอิสระ แล้วก็แน่นอนว่า กปปส.ปฏิเสธข้อเสนอของยิ่งลักษณ์ในทันที
 
              เหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งก็คือ วันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่โดยปกติ กกต.มักจะใช้อาคารกีฬาเวสน์ 2 เป็นสถานที่รับสมัคร แต่คืนก่อนวันที่ 23 ธันวาคม อันเป็นวันรับสมัครวันแรก ม็อบจาก กปปส.ก็ไปปักหลักนอนค้างคืนยึดพื้นที่เพื่อสกัดไม่ให้มีการสมัครรับเลือกตั้ง
 
              แต่หลังจากยื้อกันไปมาระหว่างม็อบกับตำรวจ จู่ๆ สุเทพ ก็ประกาศนำม็อบกลับราชดำเนิน นัยว่าเพื่อเปิดทางให้ กกต.ทำหน้าที่ ทำให้ไม่มีการย้ายสถานที่สมัครรับเลือกตั้ง แต่เมื่อ กกต.จะเปิดให้ตัวแทนพรรคการเมืองจับหมายเลข ม็อบ คปส.ก็บุกเข้าไปยังสนามกีฬาท่ามกลางแก๊สน้ำตาที่ตำรวจจัดให้แบบไม่อั้น แล้วก็เกิดเหตุขึ้นจนได้ เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้น เป้ากลับเป็นตำรวจที่สวมชุดปราบจลาจล เช่นเดียวกับฝั่งม็อบที่ถูกยิงเข้าที่ช่องท้องเช่นกัน สุดท้ายทั้งคู่เสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคน
 
              เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ กกต.ทั้ง 5 คนเปิดแถลงข่าวว่า จะเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะสัญญาณความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้นองเลือดแน่ แต่ข้อเสนอของ กกต.ถูกปฏิเสธ โดยยิ่งลักษณ์ พร้อมกับยืนยันว่า ต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
 
              ขณะที่ กกต.นั้น ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมแล้ว หากว่าได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาล
 
              ตลอดปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ บ้านเมืองเราผ่านมาได้ในสภาพที่ต้องเรียกว่า สะบักสะบอม บอบช้ำ เพราะถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็จะถูกประชาชนออกมาชุมนุม จนหลายคนเชื่อกันไปแล้วว่า เราแยกสีแยกพรรคกันแล้วจริงๆ
 
              แต่ในความเป็นจริงนั้น การชุมนุมครั้งนี้ อาจส่งผลบวกแก่พรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่กล้าเดินออกจากรั้วบ้านก็เพราะเห็นแล้วว่า การใช้อำนาจของรัฐบาลนั้นกำลังสร้างปัญหาให้ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายประชานิยมที่กำลังจะพาชาติขาดทุนย่อยยับในกรณีโครงการจำนำข้าว
 
              เมื่อผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประโยชน์แบบเต็มๆ จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้แก่มวลมหาประชาชน
 
              แม้ในวันนี้ รัฐบาลจะพยายามถอยครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับอ้อนวอนว่า ถอยจนสุดแล้ว แต่ก็น่าเชื่อว่า การเมืองในปี 2557 จะอบอวลด้วยกลิ่นอายการชุมนุมขับไล่รัฐบาลรักษาการต่อไป เพียงแต่คราวนี้ แนวโน้มความรุนแรงที่ฝังใจจากเหตุปะทะกับตำรวจปราบจลาจลที่หน้าอาคารกีฬาเวสน์ 2 จะเป็นชนวนให้ความรุนแรงเกิดขึ้น
 
              ไม่มีใครเชื่อว่า 2 ศพ ในวันนั้น จะเป็นรายสุดท้ายที่เป็นเครื่องบัดพลีให้แก่เกมการเมือง
 
              แต่เรื่องการปฏิรูปประเทศ ที่หลายฝ่ายพยายามยื่นมือเข้ามาเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ในทางที่ถูกที่ควร หากการเมืองยังเป็นเช่นนี้ เราคงจะยังห่างไกลนักกับการปฏิรูปที่แท้จริง แต่สิ่งที่ตั้งเค้าว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ "สุญญากาศ" ในทุกๆ ภาคส่วนของประเทศ

............................

(หมายเหตุ : การเมืองปี2557ย่ำรอยปีเก่า บอบช้ำเหตุ'นิรโทษกรรมสุดซอย' :  รายงานปีใหม่ โดยทีมข่าวการเมือง)