ข่าว

'สภาปฏิรูป'ปะทะ'สภาประชาชน'

'สภาปฏิรูป'ปะทะ'สภาประชาชน'

27 ธ.ค. 2556

'สภาปฏิรูป'ปะทะ'สภาประชาชน' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

           ส่วนตัวขอสนับสนุนทุกหนทางที่ทำให้ชาติบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุขและเดินหน้าไปสู่วิถีทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างแท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ดังเคยเรียนย้ำว่าเป็น “ปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติ” ทั้งการล้อมกระทั่งยึดสถานที่ราชการ การใช้วิธีการแสดงพลังต่างๆ ที่มีทั้งการชุมนุมรวมไปถึงการเข้าถึงเนื้อถึงตัวหรือประชิดตัวอย่างกรณีการเป่านกหวีดใส่บุคคลสำคัญของบุคคลและคณะบุคคลที่เรียกแทนตัวเองว่า “กปปส.”

           จึงเป็นที่มาของข้อเสนอหลายอย่างจากหลายฝักฝ่ายเพื่อหาหนทางที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ทางฝั่งของ กปปส. ริเริ่มให้ความเห็นเกี่ยวกับ การจัดตั้ง “สภาปฏิรูปของภาคประชาชน” มีการนำเอากลุ่มบุคคลจากวิชาชีพต่างๆ เข้าร่วมกับกลุ่มคนที่มีการคัดสรรโดย กปปส. รวมกันประมาณสี่ร้อยคน ขณะที่รัฐบาลเอง ได้เสนอแนวคิด “สภาปฏิรูปประเทศ” ขึ้นมาด้วยการแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

           ในโมเดลหรือตัวแบบของรัฐบาล มีข้อคำถามและน่าจะขาดเสียงของทางฟากฝั่ง กปปส. โดยเฉพาะกรรมการ 11 เสียง ที่จะทำหน้าที่วางหลักเกณฑ์หรือกระบวนการในการสรรหาบุคคลทุกสาขาอาชีพจาก 2,000 คน ให้เหลือ 499 คน น่าคิดอยู่ว่าทางที่ประชุมอธิการบดีจะส่งผู้ใดเป็นผู้แทนเข้าร่วมการจัดตั้งสภาปฏิรูปหรือไม่ เพราะท่าทีที่ผ่านมาของทาง ทปอ. หรือที่ประชุมอธิการบดีดูเหมือนจะอยู่ในแนวทางที่ไม่น่าจะใช่แนวทางเดียวกับแนวคิดวิธีการของรัฐบาล ทำให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสภาปฏิรูปจะสรรหาได้ครบจำนวน 11 คน ดังที่รัฐบาลต้องการหรือไม่

           ที่สำคัญกระบวนการคัดสรรคนในสาขาอาชีพต่างๆ มานั้น ส่วนตัวเองเคยเข้าร่วมการคัดสรรในกระบวนการให้ได้มาซึ่ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” แต่บทเรียนในครั้งนั้น ใช้วิธีการสรรหาบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น “สมัชชาแห่งชาติ” จำนวนราวๆ 2,000 คนเช่นกัน เพื่อให้มีการ “เลือกตั้งกันเอง” ให้ได้มาซึ่ง ส.ส.ร.จำนวน 100 คน

           เชื่อว่าหลายท่านน่าจะยังคงจดจำได้ถึงหตุการณ์ความวุ่นวายในการ "เลือกตั้งกันเอง" ซึ่งมีคนกล่าวหากันว่าเป็นการ “ฮั้ว” ยิ่งกว่าการเลือกตั้งในสนามใหญ่ เพราะมีการจับกลุ่มรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์ ถึงขั้นมีข่าวร่ำลือกันถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในระหว่างกลุ่มบุคคลซึ่งมีโอกาสจะได้เป็น ส.ส.ร. ในเวลานั้น

           ถือเป็นเรื่องยากยิ่งในการแสวงหาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนองค์กรวิชาชีพต่างๆ ได้อย่างแท้จริง เพราะเคยมีโอกาสถามบุคคลที่เป็นแกนหรือผู้ก่อการรัฐประหารบางท่านในเวลาต่อมา ได้รับคำตอบกับคำถามที่มีข้อสงสัยว่ามีหลักเกณฑ์วิธีการอย่างไรในการคัดตัวบุคคลมาเป็นสมัชชาแห่งชาติ ก็พบว่า อาศัยการสอบถามหรือการ “แนะนำ” ต่อๆ กันมา นั่นหมายถึงว่าหากใครใกล้ชิด “ผู้มีอำนาจ” หรือสามารถส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้ยินก็จะนำพาบุคคลในกลุ่มก้อนของตัวเข้าสู่แกนกลางแห่งอำนาจได้อย่างง่ายดาย

           สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในครั้งนั้น เป็นเรื่องที่มีการประท้วงคัดค้านโดยตรงต่อประธานสมัชชาแห่งชาติ คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ แต่ขาดหลักฐานภาพถ่ายหรือพยานบุคคลมายืนยันการกระทำที่เกิดขึ้น ทำให้มีการเดินหน้าเลือกบุคคลเข้ามาเป็น “ส.ส.ร.” ทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นรัฐธรรมนูญที่เมื่อมีการลงประชามติก็เกิดความขัดแย้งตามมาแต่ก็ผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากและมีการบังคับใช้มาถึงทุกวันนี้

           ขณะที่ กกต.เสนอให้มีการพิจารณาคลี่คลายวิกฤติการณ์ก่อนการเลือกตั้ง แต่ยากจะคาดเดาได้ว่า รัฐบาลเองจะมีการตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าวในทิศทางใด เพราะเงื่อนไขในการเลื่อนการเลือกตั้งนั้นมีอยู่ชัดเจนในเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่เหตุผลอื่นยังไม่ชัดเจนนัก แต่หากรัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ก็คงต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า “สภาปฏิรูป” จะเป็นคำตอบหรือทางออกสำหรับการแก้ไขสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้จริงหรือไม่