
"ฮุน เซน"เซ็งไทยจะขอขึ้นทะเบียนพระวิหารร่วมกัมพูชา
"ฮุน เซน" บอกผิดหวังมากที่ไทยจะเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมกับกัมพูชา ขณะที่ไทยงัดข้อยูเนสโก อ้างทำผิดธรรมนูญส่งผลเกิดสงคราม แทนจะนำมาซึ่งสันติภาพ สุวิทย์ ฟุ้งทำการบ้าน เตรียมข้อมูลบินพบประธานมรดกโลกก่อนล่วงหน้า คณะครู นักเรียน ร.ร.ศรีรัตนวิ
สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาบอกในวันนี้ (18มิ.ย.) ว่า ผิดหวังอย่างมากต่อข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุเมื่อวานนี้ (17มิ.ย.) ว่าจะเสนอต่อยูเนสโกเพื่อขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนที่เป็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาร่วมกับกัมพูชา เพื่อความสงบสุขและให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
สมเด็จฮุน เซนบอกว่า แผนการนี้ของนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นภัยคุกคาม ที่จะละเมิดอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือระหว่างที่ผู้นำทั้งสองได้พบปะกันที่กรุงพนมเปญเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เขาไม่แน่ใจว่าแผนนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่
นายอภิสิทธิ์เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ 1 วันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ที่ตึงเครียดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว หลังจากยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ท่ามกลางการคัดค้านจากฝ่ายไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันทางทหารบริเวณเขาพระวิหารสองครั้งเมื่อกลางปีที่แล้วและเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 2 นาย ทหารไทย 2 นาย บาดเจ็บอีกหลายสิบนาย
"สุวิทย์ ”เผยยูเนสโกทำผิดกรณีพระวิหารส่งผลเกิดสงคราม
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ครั้งที่ 33 ของยูเนสโก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-30 มิ.ย.นี้ ที่ประเทศสเปน แต่ตนพร้อมคณะทั้งหมดจะเดินทางไปก่อนตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.นี้ เนื่องจากจะไปเข้าพบกับประธานคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก และเสปน ซึ่งเป็นการหารือนอกรอบก่อนประชุมจริง เพื่อจะแสดงท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลไทยเรื่องคัดค้าน กรณีที่ยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกในปีที่ผ่านมา
เนื่องจากมีข้อมูลว่า ยูเนสโกได้ ทำผิดขัดต่อธรรมนูญของยูเนสโก และขัดต่อวัตถุประสงค์การจัดตั้งของยูเนสโก เพราะการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารครั้งนี้ไม่ได้นำสันติภาพมา แต่กลับทำให้เกิดความตึงเครียดบริ เวณชายแดนไทย - กัมพูชา จนเกิดการปะทะกัน และนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต ไม่สามารถทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและเปิดให้คนเข้ามาดูความงดงามของการเป็นมรดกโลกได้เลย จึงถือว่าเป็นการทำขัดต่อหลักการในการตั้งยูเนสโกอย่างชัดเจน
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่ากระบวนการ พิจารณาการขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกเอง ก็ยังมีหลายเรื่องที่เป็นข้อสงสัย และเกิดปัญหา เพราะเป็นการลงมติให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ทั้งที่ ยังขาดองค์ประกอบทางด้านวัฒนธรรม และแผนบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนการไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากประเทศไทย ดังนั้นจึงอยากให้มีการเปิดเผย และเกิดความชัดเจนว่ากระบวนที่เราเห็นว่าขัดกับหลัก การรับรองมติของที่ประชุมภาคีสมาชิกนั้นจริงหรือไม่ ทั้งนี้ยังยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงกัมพูชา แต่เป็นการแสดงเจตนารมย์ และสิทธิอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรต้องนำมาตอบโต้
“ยอมรับว่าต้องทำการบ้าน และจัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดข้อสงสัยต่างๆ เพื่อนำไปแสดงจุดยืนในครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราจะคัดค้านยูเนสโก และประธานมรดกโลก รวมทั้งต้องการประกาศให้สมาชิกอนุสัญญามรดกโลก ได้เห็นถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นด้วย ส่วนความคาดหวังนั้นอยากเห็นความร่วมมือของไทย - กัมพูชา ที่จะกลับมามีสันติภาพ และทำให้เกิดความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งตรงนี้คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดี ” นายสุวิทย์ ระบุ
เมื่อถามว่าประเทศไทยยังจะเสนอให้ทบทวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วม และผนวกพื้นที่โบราณ สถานในฝั่งไทยเข้าไปได้หรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ไม่ได้เตรียมเรื่องนี้ไป แต่จากการหารือกับคณะกรรมการมรดกโลกของไทยนั้น ยังมีความชัดเจนว่าเรายังยึดตามคำพิพากษาของศาลโลกที่ให้กัมพูชาเฉพาะแค่ตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นจากแนวเขตสันปันน้ำลงมา ซึ่งถ้ากัมพูชาจะบริหารจัดการพื้นที่ก็จะต้องไม่รุกล้ำมาในเขต อธิปไตไตยของไทย และตอนนี้ก็ยังยืนยันว่าจะไม่มีการเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียวเช่นเดิม
ด้านนางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวว่า ยังเห็นว่าความสมบูรณ์ของการเป็นมรดกโลกจะต้องมีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อื่นๆร่วมอยู่ด้วย แม้ว่าจะมีพระวิหารเป็นสำคัญก็จริง ซึ่งเรื่องนี้ในอดีตที่ไทยเคยเป็นกรรมการ 21 ชาติของมรดกโลกก็เคยคัดค้านมาตลอดว่าควรจะต้องเป็นแบบนี้ และทางออกคือการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ดังนั้นการที่ไทยจะเข้าไปคัดค้านยูเนสโก ครั้งนี้ก็เป็นเรื่องการแสดงเจตนารมย์ และแสดงสิทธิ อำนาจอธิปไตย เพื่อไม่ให้ภาคสมาชิกอนุสัญญาทำอะไรที่ขัดต่อหลักการเหมือนที่ผ่านมา
ด้าน ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ที่ปรึกษาคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวแสดงความเห็นกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการมรดกโลกของไทย มีมติให้แสดงจุดยืน และท่าทีของประเทศไทย ต่อการคัดค้านขึ้นทะเบียนเขา พระวิหาร เป็นมรดกโลก ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 33 ที่ประเทศสเปน ในวันที่ 22-30 มิ.ย. นี้ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อสรุปจากคณะ ที่ได้จากการประชุมของกรรมการมรดกโลกของไทย ซึ่งเห็นตรงกันว่า ไทยควรมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วย กับมติของคณะกรรมการมรดกโลกในครั้งที่แล้ว เพราะกระบวนการที่ออกมาชัดเจนว่ากัมพูชาได้รับการพิจารณาพิเศษยกเว้นอะไรต่อมิอะไรหมดทั้งหมดจนทำให้พระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดังนั้นเห็นว่า เป็นการสมควรที่ผู้แทนของไทยต้องแสดงท่าทีทั้งการจะไปพูดหรือการยื่นหนังสือในที่ประชุมมรดกโลกในช่วงปลายเดือนมิ.ย.นี้ ถึงจะไม่มีฟิตแบคก็ตาม
“ถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่าผลที่จะนำกลับมาพิจารณาใหม่คงเป็นเรื่องยาก การดำเนินการที่เราจะไปพูดหรือยื่นหนังสือก็เป็นสิ่งที่ควรที่สุด ทั้งนี้หลังจาก 1 ปีที่ผ่านมาทางกัมพูชาเอง ก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้าในเรื่องของแผนการจัดการรอบพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งไทย ก็ยังสงวนท่าที และต้องคอยดูว่ากัมพูชาจะทำอะไรที่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ ทำให้เรียกว่าตอนนี้คงยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ส่วนข้อเสนอที่ไทยเคยบอกว่าจะนำเอาโบราณสถานในฝั่งไทย เช่น สถูปคู่ สระตราว ภาพสลักนูนต่ำ ผนวกเป็นมรดกโลกหากกัมพูชาให้ 2 ประเทศเป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกันนั้น คงต้องยอมรับความจริงแล้วว่า ถึงอย่างไรทางกัมพูชาก็ไม่ยอมรับไทยแน่นอน ดังนั้นคงไม่มีประโยชน์แล้ว ” ศ.ดร.อดุล และกล่าวและว่า ส่วนการที่รัฐบาลไทย นำสมบัติไปคืนกัมพูชานั้น เป็นการแสดงถึงน้ำใจของเรา แ ต่ไม่ได้หมายความว่าเขมรจะยอมรับและเปลี่ยนใจในเรื่องพระวิหาร
ร.ร.ชายแดนทำพิธีบวงสรวงปราสาทเขาพระวิหารจำลอง
ที่โรงเรียนศรีรัตนวิทยา อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ นายมนูญ จันทร์ซ้าย ผอ.โรงเรียนศรีรัตนวิทยา พร้อมผู้ปกครอง นักเรียน คณะครู ได้จัดพิธีบวงสรวงปราสาทหินเขาพระวิหาร ที่สร้างจำลองขึ้นมาเหมือนจริงทุกประการ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 800 ส่วน โดยมี นายณรงค์ พลละเอียด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เป็นประธานในการวางยอดปรางปราสาทองค์สุดท้าย โดยใช้แรงงานของนักเรียนเรียนภายในโรงเรียนร่วมกันสร้าง ด้วยความศรัทธา ซึ่งขณะที่เริ่มต้นก่อสร้าง ได้มีชีปขาวมาเข้าฝันทุกคนว่า ทำให้ดี ตนจะมาอยู่ที่นี่เพื่อดูแลทุกคนจากนั้นทุกคนก็เร่งมือสร้าง จนแล้วเสร็จภายใน 1 ปี
นายมนูญ เปิดเผยว่า จากการที่กัมพูชา ยกปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลก แต่ยังไม่เปิดโอกาสในคนทั้งโลกได้ขึ้นไปกราบไหว้บูชา เช่นเดียวกับชาวกัมพูชา คนไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ในเขต อ.กันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุขันธ์ และขุนหาญ หลายคนยังไม่มีโอกาสขึ้นไปชมความงาม และไปไหว้พระบนเขา ทำให้นักเรียนในโรงเรียนได้หารือกับ นางรุ่งอโณทัย อ้อมแก้ว ครูชำนาญการ ในการขออนุญาตสร้างปราสาทหินเขาพระวิหารจำลองเหมือนจริง โดยการย่อส่วน ซึ่งตนก็ได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในโรงเรียนสร้างได้
จากนั้นก็ได้ริเริ่มศึกษาข้อมูลปราสาท การสร้างปราสาทหินเขาพระวิหารจำลอง ซึ่งทำยากมาก นับตั้งแต่การนำหินมาวาง นำปูนมาผสมสีเป็นสีปราสาท การปั้นแบบก้อนหินเล็กๆ ที่ละก้อนมาต่อกันเป็นตัวปราสาท ทั้งหมดทำการย่อส่วนมาดำเนินการสร้างจนสำเร็จในวันนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน และคณะครูทุกคน วันนี้จึงเชิญทุกคนมาประกอบพิธีบวงสรวงร่วมกัน พร้อมกันนี้นักเรียนอีกส่วนหนึ่งได้สืบค้นข้อมูลประวัติการสร้างเขาพระวิหาร การสูญเสียของไทย มาจัดเป็นนิทัศน์การไว้ให้ทุกคนได้ศึกษา ภายในโรงเรียนศรีรัตนะวิทยาด้วย



