ข่าว

คุณสุเทพกับอำมาตย์ทิน

คุณสุเทพกับอำมาตย์ทิน

27 ธ.ค. 2556

คุณสุเทพกับอำมาตย์ทิน : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             ในหนังสือราชาธิราช พระมหาเทวีผู้เป็นป้า กับ สมิงมราหู สมคบกันคิดร้ายต่อพระยาน้อย เมื่อใกล้จะสิ้นพระเจ้าช้างเผือก พระยาน้อยจึงยกกองทัพมาล้อมเมาะตะมะ ทำให้พระมหาเทวีกับสมิงมราหูหลบหนีไป ในตอนนั้นอำมาตย์ทิน ซึ่งเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ สั่งให้เปิดประตูเมืองเพียงบานเดียวรับพระยาน้อย ทำให้พระยาน้อยพิโรธ เข้าพระทัยว่าอำมาตย์ทินเข้าข้างพระมหาเทวี เมื่อเสด็จออกว่าราชการจึงตรัสเปรียบเปรยว่า ผงเข้าตาเราอยู่สองอัน เอาออกไปเสียได้อันหนึ่งแล้ว แต่อีกอันหนึ่งยังเคืองตาเราอยู่นัก ไม่สบายใจเลย ทำไฉนเราจะเอาออกเสียได้

             อำมาตย์ทินได้ฟังก็ทราบว่าพระยาน้อยว่ากระทบ จึงทูลว่า “ซึ่งพระองค์ตรัสประภาษมานี้ ข้าพเจ้าก็ทราบอยู่แล้วว่าพระองค์มีพระพิโรธมั่นหมายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขอชี้แจงถวายให้พระองค์ทรงเห็นความจริง อันข้าพเจ้าเป็นผู้เฒ่า ตั้งจิตซื่อตรงเป็นบรรทัด แต่ก่อนนั้นจะได้คิดเข้ากับด้วยพระองค์ก็หามิได้ จะเข้ากับสมิงมราหูนั้นก็หามิได้ ด้วยข้าพเจ้าตั้งใจรักษาสัตย์กตัญญูสวามิภักดิ์อยู่ใต้ฝ่าพระบาทสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้า อันเสด็จประดิษฐานอยู่ในมหาเศวตรฉัตร ตั้งใจสนองพระเดชพระคุณด้วยความซื่อสัตย์ และรักษาประเพณีแผ่นดินไว้ มิได้กระทำน้ำใจให้เป็นสอง และเมื่อพระองค์ยกกองทัพมาตั้งอยู่ ณ ตำบลสีหคุตนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชบิดาของพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ เสนาอำมาตย์มนตรีผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงชวนกันแต่งเครื่องราชบรรณาการและหนังสือ ให้คนสนิทลอบนำออกไปถวายพระองค์ แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวมิได้ทำใจเป็นสองให้คนนำเครื่องราชบรรณาการและหนังสือออกไปทูลถวายพระองค์ดุจขุนนางทั้งปวง เพราะเหตุกลัวจะเสียขนบธรรมเนียมในเสนาบดีวัตรประเพณีไป จึงยอมสู้เสียสละชีวิตหวังจะรักษาประเพณีแผ่นดินไว้มิให้แปรปรวนได้”

             อำมาตย์ทินทูลต่อไปว่า ที่เปิดประตูเมืองรับเสด็จพระยาน้อยแต่เพียงบานเดียวนั้น เพื่อเพราะหวังจะให้เป็นแบบแผนของเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์ต่อเจ้า และว่า ในตอนนั้นถ้าพระเจ้าช้างเผือกยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ “แม้นพระองค์กรีธาพลเข้ามาจะหักเมือง ข้าพเจ้าก็จะปิดประตูพระนครไว้ให้มั่นคง จะจัดพลทหารพร้อมด้วยเครื่องศาสตราวุธให้ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินประตูหอรบไว้มั่นคงเป็นสามารถ จะอาสาสู้รบพระองค์ไปจนกว่าจะสิ้นปัญญาและฝีมือข้าพเจ้า ควรจะไว้ชื่อให้ปรากฏเป็นเกียรติยศสืบไปในแผ่นดิน ถึงตัวข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ฯ”

             พระยาน้อยได้ทรงฟังอำมาตย์ทินทูลดังนั้นก็สิ้นความวิมุตติสงสัย มีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสสรรเสริญว่า เรามิทันรู้อำมาตย์ทินผู้นี้เป็นคนซื่อตรงต่อแผ่นดินสมควรที่จะเป็นผู้เฒ่าแล้ว ดุจหนึ่งขุนพลแก้ว และแก้วของบรมมหาจักรพรรดิราชอันหาค่ามิได้ ไม่เสียทีที่สมเด็จพระราชบิดาเราปลูกเลี้ยงไว้ จะเป็นกระทู้หลักแผ่นดิบสืบไปภายหน้าได้แล้ว เรามิทันพิจารณาหลงพิโรธท่าน เราขออภัยโทษเถิด จึงทรงพระกรุณาตั้งให้เป็นอำมาตย์ทินมณีกรอด แล้วพระราชทานเงินทองเสื้อผ้า เครื่องอุปโภคบริโภค โปรดให้กินเมืองเสรียง เป็นที่ปรึกษาราชการ

             ที่ยกเรื่องราชาธิราชตอนนี้มา ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ข้าราชการนั้นมีระเบียบแบบแผน และธรรมเนียมปฏิบัติ อันเป็นหลักในการทำราชการงานเมือง เพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง และข้าราชการตามความหมายนั้นคือ “ผู้ทำงานให้พระราชา” ปฏิบัติงานต่างพระเนตรพระกรรณ หาใช่พนักงานของบริษัทชิน หรือลูกจ้างของคุณทักษิณ แต่การที่คุณสุเทพหรือใครก็ตามที่เรียกร้องให้ข้าราชการละทิ้งงานในหน้าที่ ก็ควรจะต้องคำนึงเป็นอย่างมากถึงความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดแก่ประชาชนและบ้านเมือง

             ครับ ผมยังเชื่อว่า ข้าราชการไทยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเช่นอำมาตย์ทิน คือมีความจงรักภักดี ยึดถือราชการและความถูกต้องเป็นสำคัญ และมิได้มีจิตใจโอนเอียงไปข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรอกครับ