
'มิค'คลายเครียดด้วยเสียงเพลง
ขอเวลานอก : 'มิค-ณัฏฐกรณ์' คลายเครียดด้วยเสียงเพลง : เรื่อง วันวิสา โรจน์แสงรัตน์/ ภาพ ศราวุธ รำเพย
"การเล่นดนตรีคือความพยายาม ถ้าเราไม่พยายามที่จะเล่นมันก็เล่นไม่ได้ซะที ดังนั้นความพยายามนี่แหละสำคัญเลย"
ปัจจุบันหนุ่มสาวที่เรียบจบใหม่จะให้เดินเข้าบริษัทนั้น เดินออกบริษัทนี้ สมัครงานเป็นพนักงานออฟฟิศคงจะหาได้ยากเต็มที ด้วยคนรุ่นใหม่มักจะมุ่งมั่นเปิดธุรกิจของตัวเองแทบทั้งนั้น เช่นเดียวกับหนุ่มหน้าใสวัย 24 ปี "มิค" ณัฏฐกรณ์ ชุณหะวัณ ลูกชายคนกลางของคุณแม่ณัฏฐินี กับคุณพ่อปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่หลังจากเรียนจบ คว้าปริญญาตรีจากแดนจิงโจ้กลับมาให้พ่อแม่ได้ชื่นใจ ก็หันมาเอาดีทางด้านออกแบบเครื่องประดับชาย โดยใช้แบรนด์ "มิดเดิ้ล เอ็ม" ซึ่งตอนนี้กลายเป็นที่รู้จักดีในหมู่ชายช่างแต่งตัว แถมยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทีเดียว
"ที่จริงผมไม่ได้เรียนจบทางด้านนี้เลย แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบใส่กำไลและสร้อยมาตั้งแต่เด็กๆ บวกกับตอนที่ไปเรียนที่ออสเตรเลียเห็นผู้ชายฝรั่งใส่เครื่องประดับลูกปัดกันเยอะมาก พอเห็นบ่อยๆ ก็เริ่มซึมซับ พอเรียนจบกลับมาก็ทำงานด้านนี้เลย แบรนด์ของผมใช้ชื่อว่า "มิดเดิ้ล เอ็ม" มาจากชื่อของผม และผมเป็นลูกคนกลางก็เลยลงตัวที่ชื่อนี้ เครื่องประดับที่ขายอยู่ผมออกแบบเองทั้งหมด ซึ่งก็ออกมาตามไอเดียที่คิดออกตอนนั้น ไม่ได้มีเป็นคอลเลกชั่นอย่างแบรนด์อื่นๆ เครื่องประดับแต่ละชิ้นของผมจะเป็นกึ่งเครื่องรางด้วย และมีจำนวนจำกัดเพราะทุกชิ้นเป็นงานแฮนด์เมดที่ผมร้อยเองกับมือ ตอนนี้ขายผ่านโซเชียลมีเดียมาปีกว่าแล้ว ผลตอบรับดีมากครับมีทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าชาวต่างชาติ ล่าสุดเพิ่งวางขายย่านสยามสแควร์" หนุ่มนักออกแบบเล่าอย่างออกรส ในวันที่ทีมงาน 'คมชัดลึก' ไปเยี่ยมบ้านพักหรูภายในซอยราชครู
นอกจากมีอารมณ์ศิลป์จะพาไปในด้านการออกแบบแล้ว หนุ่มมิ๊คยังมีอารมณ์สุนทรีย์ทางการเล่นดนตรี ดูได้จากช่วงเวลาว่างจากงานออกแบบ เขาเลือกที่จะหยิบจับเครื่องดนตรีชิ้นโปรดอย่าง "กีตาร์" ขึ้นมาเกาเบาๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสหรือมีเรื่องเครียดเข้ามารบกวนจิตใจ ด้วยเจ้าตัวบอกว่าเสียงเพลงจะช่วยผ่อนคลายจิตใจได้เป็นอย่างดี พร้อมย้อนเล่าที่มาของการเริ่มเล่นดนตรี
"ผมเริ่มเล่นกีตาร์มาหลายปีแล้วครับ ตั้งแต่อายุ 13 คือสมัยที่เรียนมัธยมก็คิดว่าน่าจะต้องทำกิจกรรมอะไรซะอย่าง ก็เลยมาลงตัวที่การเล่นกีตาร์และร้องเพลง ส่วนใหญ่ผมจะชอบเล่นกีตาร์ไฟฟ้า เพราะรูปร่างจะเล็กๆ เล่นง่าย ที่สำคัญมีเสียงเอฟเฟ็ค สามารถค้นหาเสียงที่ชอบได้ ตอนนั้นไปลงคอร์สเรียนด้วยแล้วมาเล่นกับเพื่อนๆ อย่างตอนที่ไปเรียนที่ภูเก็ต ไปอยู่หอด้วยเลยมีเวลาซ้อมค่อนข้างมาก เล่นกับเพื่อนๆ หลายคนจนตั้งเป็นวง และเคยเป็นตัวแทนสีแข่งดนตรีด้วย หรือตอนที่ไปเรียนที่ออสเตรเลียก็มีโอกาสเล่นแต่จะเสียงดังมากไม่ได้เพราะว่าเป็นอพาร์ทเม้นท์" หนุ่มรักเสียงเพลงเล่าอย่างออกรส
สำหรับแนวเพลงที่ใช้เล่นกีตาร์ หนุ่มหัวใจดนตรีบอกว่า เมื่อก่อนชอบแนวร็อค และป็อบร็อค แบบฟังสบายๆ แต่หลังจากที่ไปเรียน ครูที่สอนมักจะเลือกเพลงสากลแนวเพลงแจ็สและเพลงบลูมาสอน เพราะเป็นแนวเพลงที่ท้าทายสามารถใส่อารมณ์ความเป็นตัวตนได้เยอะกว่าแนวอื่นๆ และไม่ต้องเป๊ะตามรูปแบบ
"ตอนนี้ผมหันมาชอบเพลงแนวบลู ซึ่งอารมณ์และเนื้อเพลงจะออกเศร้าๆ เพราะมาจากคนดำที่สมัยก่อนเป็นทาส เขาจึงหันมาเล่นดนตรีเพื่อหาความสุข แนวเพลงที่ออกมาเลยค่อนข้างรุนแรงปนเศร้านิดๆ แต่พักหลังมานี้ผมมักจะเอาแนวบลูกับร็อคมาผสมผสานกัน ฟังแล้วมันแตกต่างจากแนวอื่นดี แต่กว่าจะเล่นได้แต่ละเพลงก็ต้องอดทนฝึกฝน ต้องอาศัยทักษะและความเคยชิน อย่างผมเล่นกีตาร์แต่ละเพลงต้องจับคอร์ดโซโล่ต่างกัน ต้องซ้อมหลายรอบกว่าจะลงตัว อีกอย่างที่ได้จากการเล่นดนตรีคือความพยายาม ถ้าเราไม่พยายามที่จะเล่นมันก็เล่นไม่ได้ซะที ดังนั้นความพยายามนี่แหละสำคัญเลย ยังมีอีกอย่างครับที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กันคือการได้เจอเพื่อนใหม่ๆ คนที่อยู่ในวงการดนตรีเหมือนกัน คุยกันแป็บเดียวก็รู้เรื่อง" หนุ่มมิ๊คเผยถึงสิ่งที่ได้รับจากการเล่นดนตรี
หลังจากเล่นเป็นทีมมาพักใหญ่ จนคุณพ่อลงทุนทำห้องซ้อมเก็บเสียงให้ภายในบริเวณบ้าน แต่พักหลังมานี้หนุ่มมิ๊คบอกว่า เพื่อนๆ ต่างก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง เวลาว่างจึงไม่ค่อยตรงกัน จากที่เคยซ้อมเป็นวงใหญ่สมาชิกครบครัน ก็ค่อยๆ ร่อยหรอลง จนตอนนี้ห่างหายการซ้อมแบบวง แต่กระนั้นก็ไม่ทำให้หนุ่มหัวใจดนตรีคนนี้ห่างหายจากเครื่องดนตรีและเสียงเพลงที่ตนรักได้ จากแต่เดิมเล่นกีตาร์ไฟฟ้าสัปดาห์ละ 4-5 วัน ก็เปลี่ยนมาเป็นกีตาร์โปร่ง เกาเบาๆ ก่อนนอน และวันนี้หนุ่มน้อยยังขอโชว์เพลงที่เจ้าตัวแต่งเองให้ได้ฟังกันด้วย
"ตอนนี้ไม่ได้ซ้อมในห้องซ้อมเหมือนแต่ก่อนครับ เพราะเพื่อนๆ ว่างไม่ค่อยตรงกัน แต่ผมยังเล่นกีตาร์ทุกวัน ส่วนมากจะเป็นช่วงค่ำหรือเวลาเครียดนอนไม่หลับ ก็จะหยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาเล่นเบาๆ คนเดียว จะเล่นกีตาร์ไฟฟ้าเสียงดังไม่ได้แล้ว เคยเล่นเหมือนกันแต่ข้างบ้านว่าเอา ก็เลยต้องเปลี่ยนมาเล่นกีตาร์โปร่งแทน อย่างวันนี้ผมจะโชว์เพลงที่แต่งเองครับ ชื่อเพลง "รักให้เป็นตำนาน" ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากโลมิโอและจูเลียส คือผมอยากให้ทุกคู่รักกันไปนานๆ รักให้ทุกคนพูดถึงจนกลายเป็นตำนานไปเลย" มือกีตาร์เล่าถึงความหมายของเนื้อเพลง พลางเกากีตาร์โชว์เป็นการทิ้งท้ายการสนทนาในวันนี้



