
รายงาน-"กงเกวียนกำเกวียน" ดาบที่รอคืนสนอง...ปชป.
28 ม.ค. 2552
ตั้งแต่รัฐสภาโหวตให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 จนถึงวันนี้เป็นเดือนครึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ นำรัฐนาวาลำนี้ค่อยๆ ลัดเลาะผ่านโค้งน้ำต่างๆ อย่างหวาดเสียว เพราะต้องเผชิญกับขวากหนามที่คุกคามแทบจะตลอดทาง ทำเอาหวุดหวิดจะล่ม
แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ จนถึงนาทีนี้ต้องถือว่าประคองตัวจนเริ่มเข้าที่ และคาดว่าจะก้าวยาวๆ ไปอีกไกลหลายจังหวะ
ขณะที่ "ศัตรูหมายเลข 1" อย่าง "ทักษิณ ชินวัตร" ออกอาการแผ่วปลายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการที่ต้องบัญชาการอยู่ต่างแดนเป็นเวลาปีๆ ขณะที่บรรดาลูกสมุนก็ "รอไม่ไหว" ทยอยตีจากไปทีละคนสองคน ทีละกลุ่มสองกลุ่ม
ปัจจัยที่เสียเปรียบอย่างนี้ ทำให้ยืนระยะได้ไม่ยาว
กลุ่มก้อนเดียวที่เป็นความหวังได้คือ มวลชนชาว "เสื้อแดง"
แต่ชาวเสื้อแดงก็ดุจแม่น้ำหลายสายทั้ง "นักอุดมการณ์-นักฉวยโอกาส" จะหาทางไหลรวมบรรจบเป็นขบวนการเพื่อสร้างพลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามความต้องการของ "นายใหญ่" ยากเย็นเต็มที
การ "โฟนอิน" คราวล่าสุด ผ่านสถานีโทรทัศน์ดีทีวี ไม่อาจปลุกใจให้คนเสื้อแดงลุกฮือขึ้นเหมือนครั้งที่ผ่านมา
มีแต่การตอกย้ำในประเด็นเดิมๆ เรียกร้องความเห็นใจจากการถูกกระบวนการยุติธรรมรังแก
และนับวัน "โฟนอินทักษิณ" ยิ่งจะสิ้นมนต์ขลัง จากครั้งแรกที่ชาวเสื้อแดง รวมทั้งคนในสังคมใจจดใจจ่ออยู่กับ "น้ำเสียง" ของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้พลัดพรากที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
แต่ต่อมาไม่นานก็มีโฟนอินอีกหลายครั้ง หลายสถานที่ ม็อบเสื้อแดงก็มี เมืองทองธานี วิทยุชุมชนก็มี
จนสุดท้ายโฟนอินกลายเป็นสินค้าราคาถูกที่หาได้ตามท้องตลาดโดยเฉพาะตลาดล่างทั่วไป ไม่มีอะไรตื่นเต้น
ยิ่ง "ท่อน้ำเลี้ยง" เหือดแห้ง ไม่อัดฉีดอย่างต่อเนื่อง สีแดงก็เริ่มจืดจางลง
ขณะเดียวกัน "รัฐบาล" ใช้วิธี "หนามยอกเอาหนามบ่ง" เดินหน้าหว่านประชานิยม เกทับ "ระบอบทักษิณ" หวังกระชากใจชาวรากหญ้าจากอ้อมอก "ทักษิณ" ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะหมดเงินเท่าไรก็ยอม
ถึงขนาดงัดเอามาตรการจัดเก็บ "ภาษีที่ดิน" และ "ภาษีมรดก" ขึ้นมาขายโดยชูความเท่าเทียมในสังคมเป็นเป้าหมาย
เป็นที่รู้กันว่าภาษี 2 ตัวนี้เป็นยิ่งกว่า "เผือกร้อน" ของรัฐบาลทุกชุด เพราะเป็นมาตรการ "ล้วงกระเป๋า" คนรวยและเหล่าแลนด์ลอร์ด เศรษฐีที่ดินทั้งหลาย ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนอยู่ในแวดวงรัฐบาลทั้งหน้าฉากและหลังฉาก
กล้าโชว์แผนการ "เฉือนเนื้อตัวเอง ได้ก็เท่ากับว่าเปิดหน้าแลกเต็มที่ เทหมดหน้าตักเพื่อยึดประเทศและประชาชนคืนจาก ระบอบทักษิณ
จะเห็นว่า ศึกนอก ที่ประชาธิปัตย์ต้องเผชิญจาก ขั้วเก่า นั้นแก้เกมไม่ยาก แค่มี อำนาจรัฐ อยู่ในมือจะเนรมิตอะไรก็ได้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ไม่ ลุอำนาจ ซะก่อนทุกอย่างก็เรียบร้อย
แต่ที่น่าห่วงคือ ศึกใน นั่นเอง ที่จะทุบให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ต้องล้มครืน แค่ออกสตาร์ทไม่เท่าไร "อภิสิทธิ์" ก็ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" กับโครงการที่เสนอโดยกลุ่มเพื่อนเนวินที่คุมกระทรวงคมนาคม ที่ในแวดวงนักเลือกตั้งเรียกว่า กระทรวงเกรดเอ ทั้งเช่ารถเมล์เอ็นจีวี-ถนนไร้ฝุ่น ใช้เม็ดเงินเต็มๆ หลายหมื่นล้าน
เป็นเพราะรัฐบาลนี้ประกอบกำลังขึ้นมาจากทั้งงูเห่า ทั้งอนาคอนด้า...!!!
ทำให้ อภิสิทธิ์ จะต้องปะทะกับพลังการต่อรอง-งัดข้อ จากกลุ่มก๊กต่างๆ เพื่อแลกกับการยกมือสนับสนุนรัฐบาล แลกกับการรักษาที่ประชุมสภาไม่ให้ต้องล่มปากอ่าว ซึ่งจะเป็นเหตุผลให้ต้องหาทางออกด้วยการ ยุบสภา ในที่สุด
ในวันที่แบ่งเค้กกันลงตัวก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ลงตัวเมื่อไร เสียวสันหลังแน่ๆ
อีกปัจจัย ภายใน ที่ต้องเผชิญและจะเป็นตัวบั่นทอน อายุของรัฐบาลคือ คนกันเอง เหล่าเสนาบดีทั้งหลายที่เริ่มจะเปิดจุดอ่อน เป็น บ่อน้ำมัน ให้ฝ่ายค้านสูบเอาไปใช้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ตั้งแต่ กษิต ภิรมย์ วิฑูรย์ นามบุตร
กระทั่งรายล่าสุด บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ที่ถูกร้องว่ามีพฤติการณ์ขัดรัฐธรรมนูญ จากการแจกเงินแนบนามบัตรในพื้นที่บ้านตัวเอง
ยิ่ง อภิสิทธิ์ หลับหูหลับตาวาดภาพ ครม.ให้ชาวบ้านเห็นว่าสูงส่งด้วยคุณธรรม แต่รัฐมนตรีเดินใต้เส้นมาตรฐานไม่ได้ กลับแสดงความฉาวโฉ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ
กฎ กติกา ข้อกฎหมายต่างๆ ที่เคยเป็น ดาบ เล่นงาน ระบอบทักษิณ จนสะบักสะบอม จะเป็นเส้นทางที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเจอ
สถานการณ์ที่รุมเร้าจะบีบให้ "อภิสิทธิ์" ต้อง "เสียอวัยวะ" เพื่อ "รักษาชีวิต"
ปรากฏการณ์อย่างนี้ ไม่ใช่อะไร แต่เป็นแบบที่ผู้เฒ่า "ชัย ชิดชอบ" บอกในวันประชุมสภามันคือ
"กงกรรม...กงเกวียน" นั่นเอง... !!!
โต๊ะข่าวการเมือง



