
'คณิต'จี้'อสส.'ถอนฟ้องคดีก่อการร้าย
'คณิต ณ นคร'ในฐานะอดีตประธานคอป.ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้สั่งไม่ฟ้องคดีก่อการร้ายทุกคดีทั้ง'เสื้อเหลือง-เสื้อแดง'เพื่อความสงบในบ้านเมือง-ยุติธรรม
23 ธ.ค.56 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) ส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนวันนี้ว่า นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึงนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด (อสส.) ขอให้สั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องคดีการก่อการร้ายทั้งหมดทุกคดี ซึ่งการฟ้องคดีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ
นายคณิต กล่าวต่อว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคอป.เกิดมีการดำเนินคดีในเรื่องการก่อการร้าย ซึ่งตนได้เขียนบทความเรื่อง “การก่อการร้าย” โดยเห็นว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่น่าเป็นผลดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอัยการ แต่เนื่องจากองค์กรอัยการในขณะนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสร้างความถูกต้องและความปรองดองของคนในชาติ ในการเสนอแนะต่อรัฐบาลในเรื่องการก่อการร้ายนี้ คอป.จึงได้กล่าวถึงทางออก เพื่อสร้างความถูกต้องเกี่ยวกับองค์กรอัยการว่า เมื่อการดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้ายทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศขาดความเชื่อถือศรัทธา ทางแก้โดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรมตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่อาจทำได้ เช่น การสั่งไม่ฟ้องหรือการถอนฟ้องโดยพนักงานอัยการน่าจะเกิดขึ้นยาก เพราะองค์กรอัยการดูจะไม่ค่อยร่วมมือในการสร้าง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional justice)
“เมื่อองค์กรอัยการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ คอป.จึงได้เสนอให้ฝ่ายการเมืองได้ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายแทน แต่ก็ไม่พบว่าฝ่ายการเมืองได้มีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคอป.เพื่อแก้ปัญหาของชาติแต่อย่างใด” นายคณิต กล่าว
นายคณิต กล่าวต่ออีกว่า บัดนี้ปรากฏว่า อดีตอัยการสูงสุดสองคนก่อนหน้านายอรรถพลได้ดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ดำเนินการอันอาจเป็นความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ และที่สำคัญอาจทำให้คดีของรัฐเกิดความเสียหายได้ตามที่ตนได้กล่าวไว้ในบทความที่ปรากฏในหนังสือ“อดีตประธาน คอป. แนะ อสส. ในคดีก่อการร้าย” จึงเสนอแนะเรียกร้องให้อัยการสูงสุดได้ทำหน้าที่ โดยสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องคดีก่อการร้ายทุกคดี ซึ่งการฟ้องคดีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ เพื่อความสงบให้แก่บ้านเมือง
นายคณิต กล่าวต่อไปว่า นอกจากส่งหนังสือถึงอัยการสูงสุดแล้วยังส่งหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี มีใจความว่า ตามที่ตนได้รับการแต่งตั้งจากอดีตนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ ให้เป็นประธาน คอป.และในเวลาต่อมารักษาการนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ให้ความสำคัญแก่คอป.และได้ให้ คอป.ได้ดำเนินงานต่อไป จนการทำงานของ คอป.เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน 2555 และ คอป.ได้เสนอแนะ เพื่อให้เกิดความสงบและความปรองดองของคนในชาติไว้หลายประการนั้น
“แม้จะปรากฏว่า หลังจาก คอป.เสร็จสิ้นการทำงานแล้ว คอป.ไม่พบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ คอป.อย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลยังได้สร้างความขัดแย้งของคนในชาติขึ้นอีก โดยการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมและอื่น ๆ แต่ตนในฐานะอดีตประธาน คอป.และ คอป.ทุกคน โดยสำนึกในความรับผิดชอบในเงินภาษีอากรของประชาชนในการที่รัฐได้จัดสรรงบประมาณของแผ่นดิน เพื่อการทำงานของ คอป.ในอันที่จะช่วยสร้างความสงบและความปรองดองของคนในชาติ ได้เห็นพ้องต้องกันว่า สมควรทำหน้าที่ผลักดันข้อเสนอแนะของ คอป.เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติและสังคมต่อไป” นายคณิต กล่าว
นายคณิต กล่าวต่อไปอีกว่า ในฐานะเป็นอดีตประธาน คอป.ได้พิมพ์หนังสือ “ประชาธิปไตยและการตั้งรังเกียจทางสังคม” อันเป็นผลงานของ คอป. เช่นเดียวกัน ออกเผยแพร่ไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ส่งให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนแล้วด้วย ทั้งนี้ คอป.เชื่อว่าในการ “ซุกหุ้น” ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2544 ที่มีการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นมีความไม่ถูกต้องจนเชื่อได้ว่า จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่ง คอป.เห็นว่าหากให้ ปปง.ได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วก็คงจะพบความไม่ถูกต้องและการกระทำความผิดกฎหมายที่กล่าวมาแล้ว
หนังสือนายคณิต ระบุว่า คอป.ยังเห็นว่าการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนในความไม่สงบเมื่อปี 2553 ที่ได้มีการประกาศหรือโฆษณาแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดและได้เกิดการเผาที่ทำการของรัฐหลายแห่งและอาคารของเอกชนนั้น ก็เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาอย่างแน่ชัด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 ซึ่งสำหรับเรื่องหลังนี้มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งที่สามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ ส่วนเรื่องการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายนั้นก็อยู่ในวิสัยที่กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินการได้โดยไม่ยากแต่ประการใดและคงจะสามารถนำไปสู่ศาลได้เช่นเดียวกัน
หนังสือระบุด้วยว่า ในฐานะอดีตประธาน คอป.ในฐานะอดีตอัยการสูงสุด ในฐานะนักวิชาการผู้สอนกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งได้นิพนธ์ตำรากฎหมายสองลักษณะนี้ด้วย และในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ใคร่ขอตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมของประเทศนอกจากไม่แก้ปัญหาพื้นฐานเรื่องการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายและการวางเพลิงเผาบ้านเผาเมืองแล้ว ยังทำตนตกเป็นเครื่องเป็นของทางการเมืองอีกด้วย



