
ค่ำแล้วในฤดูหนาว
ค่ำแล้วในฤดูหนาว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
จู่ๆ อากาศในบ้านเราก็เย็นลง และคาดว่าจะเย็นไปถึงปีใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสให้คนไทยได้สวมเสื้อหนาวไปเคานท์ ดาวน์และฉลองปีใหม่กัน ได้บรรยากาศที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง
ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมเป็นนักเรียน ก็เคยสวมสเวตเตอร์ หรือเสื้อแจ็กเก็ตไปโรงเรียน แต่นึกไม่ออกว่าตอนนั้นอุณหภูมิสักกี่องศา และหนาวเท่าเวลานี้หรือไม่ - ที่จำได้อีกอย่างหนึ่ง คือเพลง “ค่ำแล้วในฤดูหนาว” ของ ครูล้วน ควันธรรม ที่สถานีวิทยุสมัยนั้นชอบเปิดในหน้าหนาว เพลงนี้ขึ้นต้นว่า “พอย่างเข้าเขตหน้าหนาว ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ สายลมเอื่อยมาในเวลาค่ำ ฉ่ำชื่นกว่าทุกวัน...” ฟังแล้วก็ยิ่งหนาวหนักเข้าไปอีก
เมื่อโตขึ้น ผมก็พบว่าอากาศเมืองไทยร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนคนในกรุงเทพฯ แทบจะไม่รู้จักฤดูหนาว นอกจากต้นคริสต์มาส ไฟรูปกวางเรนเดียร์ หรือเกล็ดหิมะ ที่ห้างสรรพสินค้าต่างๆ นำมาตกแต่งประดับประดาเพื่อรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ พอครึ้มอกครึ้มใจเล่นๆ
ถ้าถามคนไทยว่าชอบอากาศร้อนหรืออากาศหนาว ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะชอบอากาศหนาวมากกว่า เพราะเราอยู่กับอากาศร้อนมาทุกวัน หากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็น่าจะมีความสนุกสนานตื่นเต้นขึ้น อย่างน้อยอากาศหนาวก็มีสีสันของเสื้อผ้ากันหนาวที่เราไม่ค่อยจะมีโอกาสได้แต่งกัน มีบางคนคิดไกลไปถึงขนาดอยากให้เมืองไทยมีหิมะตก อันนี้ก็คงจะเกินเลยไป เพราะหิมะนั้นจะสวยงามก็เวลาที่อยู่ในภาพถ่ายหรือภาพยนตร์ แต่ถ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนั้นจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกนักหรอกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากขาดเครื่องทำความอบอุ่น หรือเสื้อผ้าที่เหมาะสม ลำพังแค่อากาศเย็นลง พี่น้องตามต่างจังหวัดไกลๆ ก็เย็นเยือกจะแย่อยู่แล้ว ถ้าเจอหิมะเข้าก็คงลำบากกว่านี้หลายเท่า
พูดถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงประเทศมหาเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง ที่อยากให้ประชาชนของตนได้เห็นหิมะ ก็เลยจ้างคนไปตัดภูเขาน้ำแข็งจากขั้วโลก แล้วชะลอมาประเทศของตน ให้ผู้คนในดินแดนทะเลทรายได้สัมผัสกับหิมะและภูเขาน้ำแข็งกันเต็มๆ ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าความหวังดีเช่นนี้ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้นเพียงใดหรือไม่
ความหนาวเย็นของอากาศในปีนี้ ว่ากันว่าเป็นผลมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในโลก ตั้งแต่อินเดีย ยุโรปตอนกลาง อเมริกาใต้ สหรัฐ เอเชีย รวมทั้งประเทศไทยของเราเอง และก็ว่ากันว่าต่อไปนี้โลกเราจะเผชิญกับภัยจากความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือถ้าไม่หนาวจัด ก็อาจจะร้อนจัด ตามมาด้วยความแห้งแล้ง และความเสียหายของพืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งเรื่องนี้โทษใครไม่ได้หรอกครับ นอกจากต้องโทษคนในยุคนี้ที่รุกรานธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยังจนโลกสูญเสียความชุ่มชื่นและความสมดุลตามธรรมชาติ
แม้ว่าปีนี้เมืองไทยจะมีฤดูหนาวเพียงไม่กี่วัน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย และก็อยากเห็นฤดูหนาวอันแสนสั้นนี้ ช่วยให้อุณหภูมิทางการเมืองของไทยเย็นลงบ้าง อยากเห็นคนไทยสวมเสื้อหนาวสวยๆ ไปฉลองปีใหม่กันด้วยความสุข รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และอยากเห็นคนไทยคิดเห็นในทิศทางเดียวกันเพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้บ้านเมือง
มีคนบอกว่าอากาศร้อนทำให้คนเราคิดอะไรฟุ้งซ่าน แต่อากาศหนาวก็ทำให้ผมคิดอะไรฟุ้งซ่านได้เหมือนกันครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือดี “อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีสามภาพชาติ” โดยสัมพันธ์ ก้องสมุทร (สนพ.วสี ครีเอชั่น และดอกโมกข์/๕๙๐ บาท) เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานของท่านอังคาร ทั้งบทวี จิตรกรรม ภาพถ่าย รวมทั้งข้อเขียนบทสัมภาษณ์ และนานาทัศนะเกี่ยวกับกวีเอกท่านนี้ไว้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง



