
สืบสวนสมัยใหม่'จับคนผิด...ไม่ใช่จับผิดคน'
สืบสวนสมัยใหม่'จับคนผิด...ไม่ใช่จับผิดคน' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
คดีสะเทือนขวัญ นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ซึ่งก่อเหตุฆ่าข่มขืนเด็กหลายคน โดยรายล่าสุดคือ "น้องการ์ตูน" หนูน้อยวัย 6 ขวบ สร้างความหวาดวิตกให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีบุตรหลานอายุน้อยซึ่งอยู่ในวัยเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อ
แม้หลังเกิดเหตุตำรวจจะสามารถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้น กลายเป็นคำถามตามมาว่า ช้าไปหรือไม่ ?
แม้กระทั่ง พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผบช.น. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านสืบสวนสอบสวน กล่าวยอมรับว่า ในคดีเด็กหายบางส่วนตำรวจในพื้นที่บางแห่งอาจปล่อยปละละเลยไม่รับแจ้งความ เพราะเห็นเป็นคดีธรรมดา ทั้งที่ความจริงแล้วต้องให้ความสำคัญ "อย่าเป่าคดี"
สอดคล้องกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ที่ยอมรับว่า คดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีอุกอาจที่ผู้ต้องหากระทำการอย่างเหี้ยมโหด และก่อเหตุหลายท้องที่ หลังนำตัวไปฝากขัง ตำรวจนครบาลอยากได้ตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมและชี้จุดที่ผู้ต้องหารับว่า ทำแล้วทุกจุด แต่ศาลไม่อนุมัติ จึงต้องส่งตำรวจไปประสานตามท้องที่ต่างๆ เพื่อเข้าไปหาจุดที่คาดว่าน่าจะทิ้งศพหรือพาไปข่มขืนบริเวณใด ทำให้อาจหาที่เกิดเหตุได้ยากยิ่งขึ้น จน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยมีรองผบ.ตร. และผู้ช่วยผบ.ตร. ลงมาดูแลคดีดังกล่าว ซึ่งแนวโน้มคาดว่าน่าจะโอนคดีให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) รวมเป็นคดีเดียว เพราะเกิดขึ้นหลายท้องที่และผู้ต้องหาเป็นบุคคลอันตราย
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้า และการขาดประสิทธิภาพของการสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมคนร้าย เพราะคนร้ายรายเดียวกัน สามารถก่อคดีต่อเนื่องกันหลายครั้ง และต่างพื้นที่กัน ซึ่งหากตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ก่อเหตุ ก็จะทำให้ไม่เกิดเหตุซ้ำ ในกรณีของนายหนุ่ย เป็นกรณีตัวอย่างได้ชัดเจน ซึ่งหากตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายรายนี้ได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ก่อเหตุ เด็กจำนวนหลายคนคงไม่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน
ขณะที่การศึกษาวิจัยในเรื่องงานสืบสวนของไทย ซึ่งจัดทำโดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พบว่า การสืบสวนยังมีปัญหาจำเป็นต้องรีบปรับปรุง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจับผิดตัว รวมทั้งปัญหาการสืบสวนค้นหาความจริง ที่ไม่สามารถนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ได้ การวิจัยดังกล่าวนำมาสู่การรวบรวมเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้จัดทำเป็นแผ่นพับเผยแพร่ความรู้ให้แก่ตำรวจในสังกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนจับกุมคนร้าย โดยตั้งเป้าให้ตำรวจ "จับคนผิดไม่ใช่จับผิดคน"
เอกสารเผยแพร่ดังกล่าวได้สรุป ประเภทของคนร้ายไว้ 4 ประเภท คือ 1.คนร้ายทั่วไป ที่ก่อคดีด้วยสาเหตุทั่วๆ ไป เช่น โกรธแค้น ขัดผลประโยชน์ ประสงค์ต่อทรัพย์ 2.คนร้ายที่มีความผิดปกติทางจิต เป็นพวกกระทำผิดเพื่อตอบสนองจิตที่ผิดปกติ มีพฤติการณ์กระทำผิดที่แตกต่างจากคนร้ายทั่วไป ได้แก่การฆ่าเพื่อความตื่นเต้น ต้องการแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น มีอารมณ์เยือกเย็นในขณะลงมือ เช่น ฆาตกรต่อเนื่อง(Serial Killer) หรือ พวกวางเพลิง(Arsonist) 3.คนร้ายที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ เป็นพวกมันในอารมณ์เมื่อได้กระทำผิด(Spree Killer) พบได้จากพฤติการณ์ที่มีการฆ่าคนมากกว่า 1 คน ในสถานที่ต่างกันในช่วงเวลาหลายวัน หรือ หลังจากทำผิด จะย้ายจากเหยื่อรายหนึ่งไปกระทำผิดกับเหยื่ออีกรายในเวลาอันรวดเร็ว 4.คนร้ายสติแตก เช่น พวกสังหารหมู่ (Mass Murder) จะฆ่าคนมากกว่า 1 คนในเวลาเดียวกัน โดยมีแรงจูงใจจากความเกลียดชัง เก็บกดไว้จนคลุ้มคลั่ง พร้อมกันนี้ยังได้บอกถึงวิธีการสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายตามหลักสืบสวนสมัยใหม่ไว้ทุกขั้นตอน
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. หนึ่งในคณะผู้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักการสืบสวนสมัยใหม่ กล่าวว่า คนร้ายสมัยนี้สามารถเดินทางไปกระทำผิดจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้รวดเร็ว คนร้ายคนเดียวสามารถก่อคดีได้จำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นการจะสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายให้มีประสิทธิภาพ ตำรวจต้องนำความรู้ในการสืบสวนสมัยใหม่มาใช้ โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมศาสตร์ของคนร้าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ก่อคดี ดังนั้นต้องวิเคราะห์พฤติการณ์ของคนร้ายตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ โดยต้องตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ตั้งแต่ความเป็นอยู่ในวัยเด็ก การขัดเกลาทางสังคม และถิ่นที่อยู่ของอาชญากรมาประกอบ ที่ผ่านมาตำรวจจะสืบสวนหลังมีเหตุเกิดขึ้นเพื่อจับกุมคนร้าย แต่การสืบสวนสมัยใหม่ ตำรวจต้องสืบสวนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
"หากพนักงานสืบสวนสอบสวน คำนึงถึงพฤติกรรมศาสตร์ของคนร้าย จะทำให้เข้าใจเหตุการณ์ง่ายขึ้น และจะนำไปสู่การค้นหาพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักศาลต้องรับฟัง ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ทำให้จับคนผิดได้อย่างแน่นอน โดยสามารถพิสูจน์ได้ว่า แหล่งที่มาของพยานนั้นชอบด้วยวิธีการที่ค้นพบหรือค้นหาและได้มา ตลอดจนการจัดเก็บที่มั่นคงและชัดเจนปราศจากวิธีการที่ผิดพลาดและไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ตลอดจนสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ในเด็ก สตรี และหลักสิทธิและเสรีภาพ" พล.ต.ต.สุพิศาล ขยายความ
พล.ต.ต.สุพิศาล บอกด้วยว่า ตำรวจจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องนำแนวทางการสืบสวนสมัยใหม่มาใช้ โดยต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ มีความรอบรู้ในกฎหมายที่ทันสมัย ใช้เครื่องมือในการสืบสวนที่เหมาะสม ตลอดจนเท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้สามารถเก็บรวบรวมพยานหลักฐานได้โดยสุจริตเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย จะทำให้การสืบสวนมีคุณภาพ ทันสมัยเป็นสากล สามารถจับคนผิดไม่จับผิดคนอีกต่อไป
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เผยแพร่แผ่นพับเกี่ยวกับเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ พร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้แก่ตำรวจมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ท่ามกลางความคาดหวังว่า ความรู้ดังกล่าวจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อไป
....................................
(หมายเหตุ : สืบสวนสมัยใหม่'จับคนผิด...ไม่ใช่จับผิดคน' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



