
ปั้นยุทธศาสตร์ไทย'ศูนย์กลางการค้า'
สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมมองสภาผู้ส่งออกฯ ปั้นยุทธศาสตร์ไทย 'ศูนย์กลางการค้า'
"ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์การส่งออกที่ชัดเจน ที่หมายถึงว่ารัฐบาลและเอกชนจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน งบประมาณที่มีก็จะต้องมุ่งเป้าหมายที่ไปในทิศทางเดียวกัน การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจึงเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ "นพพร เทพสิทธา" ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาผู้ส่งออกฯ กล่าวต่อ "คม ชัด ลึก" ถึงที่มาของการนำเสนอยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกอย่างยั่งยืนต่อรัฐบาล ซึ่งจะต่างจากการแก้ไขปัญหาแบบปีต่อปีเช่นที่ผ่านมา
นายนพพรขยายความให้ฟังว่า แม้ว่าไทยจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ แต่นั่นก็ไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ส่งออกที่เราพูดถึง ซึ่งแผนที่เราหมายถึง เช่น การที่เราออกมาบอกว่าต้องการให้ "ข้าวไทย" เป็นที่หนึ่งของโลก เราจะต้องมีแผนที่ชัดเจนไปเลยว่า เป้าหมายการขยายตลาดจะเป็นอย่างไร จะต้องเน้นไปที่พันธุ์ข้าวชนิดใด และนอกจากที่เราจะให้ข้าวเป็นวัตถุดิบแล้ว จะมีแนวทางในการสร้างมูลค่าให้แก่สินค้านั้นอย่างไร
เช่นเดียวกับ "ยางพารา" หรือ "มันสำปะหลัง" ที่จะต้องมาคิดว่า เราจะส่งออกเพียงแค่วัตถุดิบอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรืออย่างไร ทำไมไม่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างที่ประเทศอื่นเขาทำกัน ขณะเดียวกัน การจะใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไทยจะสามารถนำวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยให้ไทยเป็นฐานการผลิต หรือจะเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่าหรือในประเทศที่มีวัตถุดิบ แต่ต้องมีการกำหนดว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมใดบ้าง โดยภาครัฐ เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะต้องเข้าไปให้สิทธิพิเศษเพื่อสนับสนุนที่ชัดเจน
"เชื่อว่ารัฐบาลนั้นมีข้อมูลเหล่านี้พร้อมอยู่แล้ว แต่ขอให้ช่วยบูรณาการในสิ่งที่มี และผนวกเข้ากับข้อมูลที่เอกชนมีเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน"
นำร่องด้วยโมเดลอุตฯอาหาร
ทั้งนี้ สภาผู้ส่งออกประเมินว่า การส่งออกของไทยในปี 2556 น่าจะเติบโตได้เพียง 0.5% เท่านั้น ส่วนปี 2557 คาดเติบโต 5% จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกในปีหน้าเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น
"แม้จะมองว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมในปีหน้าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของสภาวะเศรษฐกิจโลกนั้น ไม่ได้ทำให้ความต้องการสินค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การกระตุ้นตัวเลขการส่งออกด้านดีมานด์ไซด์ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะผลักดันยอดส่งออกให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย สิ่งที่เห็นว่าภาครัฐควรหันมาให้ความสนใจขณะนี้ คือการปรับโครงสร้างภาคส่งออกในด้านซัพพลายไซด์ ให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันรุนแรง" นายนพพร กล่าว
สภาผู้ส่งออกฯ จึงได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ส่งออกไทย เพื่อปรับโครงสร้างการส่งออกให้แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้ โดยที่ผ่านมาได้นำเสนอต่อนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้ว และได้ทราบว่านายนิวัฒน์ธำรงได้เห็นด้วยในหลักการ ทั้งยังได้นำแนวคิดนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยว่า การจะพัฒนาการส่งออกได้นั้นจะต้องทำทั้งระบบ และทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนและทำงานร่วมกัน
โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สภาผู้ส่งออกฯ กลับมาทำแผนที่ชัดเจน ซึ่งเราจะคัดเลือกอุตสาหกรรมนำร่อง นั่นคือ "อุตสาหกรรมอาหาร" เพื่อจัดทำเป็นแผนในรายละเอียด ก่อนนำเสนอให้แก่กระทรวงพาณิชย์ จากนั้นให้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะพิจารณาต่อไป
นายนพพรกล่าวว่า เนื้อหาในยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งออกไทย ได้มุ่งยกระดับการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า และการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เน้นการเชื่อมโยงตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 13 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ อันได้แก่ ยางพาราและผลิตภัณฑ์, เฟอร์นิเจอร์, ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องสำอาง, อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, กระดาษและบรรจุภัณฑ์กระดาษ, พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก, เครื่องจักรและอุปกรณ์, สินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง, อาหาร, เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น
"เราเลือกที่จะนำร่องยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมอาหารก่อน เพราะถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนที่สุด หากทำสำเร็จ การจะสานต่อไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็จะไม่ยากนัก โดยขณะนี้เราได้ประชุมกันไป 2 รอบแล้ว และคาดว่าหลังปีใหม่จะจัดประชุมกันอีกครั้ง ก่อนจะสรุปและนำเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ต่อไป" นายนพพรกล่าว
สำหรับแนวทางการบูรณาการนั้น จะต้องเริ่มปรับโครงสร้างใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยเราเสนอเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) พันธุ์พืช เช่น ข้าว จะใช้พันธุ์อะไรถึงจะเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ปลูกง่าย มีความทนทาน รวมถึงจะต้องเป็นพันธุ์ข้าวที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าด้วย ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลด้านตลาดจะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่จะเป็นผู้รับผิดชอบพัฒนาในเรื่องพันธุ์ข้าว
จากนั้นยังต้องศึกษาว่าควรจะปลูกในพื้นที่ใด ซึ่งหมายถึงการจัดโซนนิ่ง การจัดสรรน้ำ ต่อไปคือ "คลัสเตอร์" ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าข้าว
นอกจากนี้ เราไม่ลืมที่จะพูดถึงมาตรฐานที่จะเริ่มตั้งแต่มาตรฐานพันธุ์ การแปรรูปสินค้า ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเข้ามาเกี่ยวข้องในส่วนนี้ ในด้านการขนส่งเรื่องโลจิสติกส์ที่จะมีความสำคัญต่อต้นทุนในการประกอบการ ทางกระทรวงคมนาคมก็จะเข้ามาเกี่ยวข้อง และมาปิดท้ายที่ด้านการขาย กระทรวงพาณิชย์จะดูแลในเรื่องนี้ ว่าจะขยายตลาดอย่างไร ตลอดจนการเร่งรัดการเจรจาการค้าเสรีต่างๆ
"เราพยายามทำรายละเอียดทุกขั้นตอน รวมไปถึงขึ้นตอนในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออก ซึ่งภาครัฐควรจัดทำเป็นระบบวันสต็อปเซอร์วิส โดยไปเปิดจุดบริการในพื้นที่เดียวกันเสีย เช่นในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมที่โรงงานตั้งอยู่" ประธานสภาผู้ส่งออกฯ กล่าวและว่า ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องเข้ามามีบทบาทในด้านการประชาสัมพันธ์ให้แก่ "ข้าวไทย" โปรโมทผ่านนักท่องเที่ยว เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจข้าวไทย เมื่อกลับไปบ้านก็จะหาซื้อข้าวไทยกินอีก
นายนพพรบอกด้วยว่า อาหารไทยเป็นอาหารที่ถูกปากนานาชาติ แต่หากเราไม่ทำอะไรเลย อาหารไทยในต่างประเทศก็จะกลายเป็นของคนอื่นไป จะเห็นได้จากในต่างประเทศเจ้าของร้านอาหารไทยเป็นชาวต่างชาติเสียมาก ดังนั้น จึงควรที่จะต้องมาช่วยกันทุกภาคส่วนที่จะทำให้อาหารไทยเป็นของไทย และเป็นแบรนด์ของไทยอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะขยายร้านอาหารไปทั่วโลกแล้ว ภาครัฐควรที่จะเข้ามาสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศด้วย เพื่อให้เป็นแหล่งเก็บวัตถุดิบสำหรับกระจายไปยังร้านค้าต่างๆ ในต่างประเทศ
หนุนปฏิรูปสู่ "เทรดเนชั่น"
สำหรับนโยบายที่สภาผู้ส่งออกชูธงคือ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการค้า หรือ "เทรดเนชั่น" เพื่อให้การส่งออกมีความยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเพียงปีต่อปี หรือเมื่อมีปัญหาแล้วถึงมาพูดคุยกัน ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ หรืออินไดเร็กเอ็กซ์ปอร์ต ภายใต้รูปแบบที่เราเรียกว่า "เทดโทรโมเดล" (ไทยแลนด์ เอ็กซ์เทอนอล เทรด ออร์แกไนเซชั่น) เช่นเดียวกับ เจโทร ของญี่ปุ่น ซึ่งคงไม่ใช่เฉพาะสภาผู้ส่งออกฯ เท่านั้นที่ทำเรื่องนี้ ยังจะต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย โดยทางสภาผู้ส่งออกฯ มีจุดแข็งในด้านระบบไอที ให้เป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูลที่ทุกฝ่ายสามารถมาใช้ข้อมูลร่วมกันได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ เรายังพูดกันถึงการพัฒนาคน การแก้ปัญหาด้านแรงงาน การขาดแคลนแรงงาน หรือข้อกล่าวหาในเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งกระทรวงแรงงานต้องเข้ามาดูว่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร
"ทั้งหมดที่เราพูดถึงคือการปฏิรูปเพื่อไปสู่ความยั่งยืน ที่ไม่ว่าปัจจัยจากภายนอกจะมีความผันผวนอย่างไร ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยก็จะลดน้อยลง ส่วนการปฏิรูปประเทศอย่างที่พูดถึงกันนั้น มองว่าไม่ใช่การปฏิรูปเฉพาะด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเห็นการปฏิรูปที่จะใช้เศรษฐกิจและสังคมเป็นตัวนำ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยถึงจุดที่ประชาชนออกมาบอกว่าตนเองนั้นต้องการอะไร และรัฐบาลก็รับรู้แล้วว่าประชาชนต้องการอะไร ดังนั้น จึงขอให้มองประเทศเป็นหลัก" นายนพพร กล่าว
พร้อมกันนี้ ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า จากนี้ไปไม่อยากเห็นการแข่งขันทางการเมืองโดยใช้นโยบายหาเสียงเป็นตัวตั้ง แต่ขอให้ดูที่การปฏิบัติมากกว่า จึงอยากเห็นว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศเป็นสัญญาประชาคม เช่น สัญญาว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย เน้นความโปร่งใส ไม่คอร์รัปชั่น และไม่มีสองมาตรฐาน (ดับเบิลสแตนดาร์ด) ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนมีความต้องการมากกว่าจะมาแย่งชิงยันนำเสนอนโยบายประชานิยม หากใครทำได้ตามที่พูด ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเอง
"ผมอยากเห็นการประกาศออกมาเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่ใช้เศรษฐกิจและสังคมนำ มากกว่าจะมาแข่งขันกันในด้านนโยบายประชานิยม ที่ทำให้เศรษฐกิจบิดเบือน ซึ่งนั่นจะหมายถึงการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง" นายนพพร กล่าวในที่สุด



