ข่าว

รู้จัก'เสือใต้'บาเยิร์น-สโมสรแห่งปี2013

รู้จัก'เสือใต้'บาเยิร์น-สโมสรแห่งปี2013

21 ธ.ค. 2556

สปอร์ต คม วีกเอนด์ : รู้จัก 'เสือใต้' บาเยิร์น สโมสรแห่งปี 2013

 

                             "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนี เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในทุกๆ ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่ลงเล่นในปี 2013 หลังจากที่คว้าแชมป์ไปแล้ว 4 รายการไม่ว่าจะเป็น บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และยูฟ่า ซูเปอร์คัพ แถมในฤดูกาลใหม่ยังคงความยอดเยี่ยมได้เหมือนเดิม และคาดกันว่าน่าจะมีแชมป์อีกมากมายเข้ามาอีก โดยเฉพาะศึกสโมสรโลกที่บาเยิร์น ยังไม่เคยได้ แต่ก็ใกล้เคียงเข้าไปทุกขณะได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศไปเรียบร้อยแล้ว

                             นอกจากเรื่องของโทรฟี หรือว่าถ้วยแชมป์แล้ว บาเยิร์น ยังสร้างสถิติใหม่ให้วงการฟุตบอลยุโรปอีกด้วยการเป็นทีมแรงในประวัติศาสตร์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เก็บชัยชนะมาได้ 10 นัดติดต่อกัน เป็นการทำลายสถิติของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา ที่ทำไว้เมื่อฤดูกาล 2002-03 ดังนั้นช่วงสิ้นปีนี้ทีมที่น่ากล่าวขวัญถึงมากที่สุดยังไงก็ต้องเป็น "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค แม้ว่าทีมทีมนี้จะไม่มีดาราดังอย่าง ลิโอเนล เมสซี หรือว่า คริสเตียโน โรนัลโด อยู่ในทีมก็ตาม

                             บาเยิร์น เป็นทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีมาตลอด เรื่องของการแข่งขันในประเทศไม่ต้องพูดถึงคงหาทีมใดจะมาต่อกรในเรื่องความสำเร็จ และตอนนี้ถูกจัดว่าเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุดในยุโรปไปอีกตำแหน่ง และถึงจะเพิ่งแพ้ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี มา แต่ก็ยังจัดว่าเป็นตัวเต็งที่จะป้องกันแชมป์ยุโรปอยู่เหมือนเดิม ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บาเยิร์น จัดว่าเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาตลอดอยู่แล้ว ช่วงปลายปีนี้เรามาทำความรู้จักสโมสรแห่งนี้ให้มากขึ้น เป็นการรอรับความสำเร็จของทีมชุดนี้เมื่อจบฤดูกาล

                             บาเยิร์น มิวนิค เป็นชื่อที่ทั่วโลกรู้จักกันดี แต่ชื่อดั้งเดิมที่เป็นภาษาเยอรมันว่า บาเยิร์น มึนเชน เป็นสโมสรที่ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค แคว้นบาวาเรีย และแน่นอนว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเยอรมนี จากการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบุนเดสลีกา คว้าแชมป์แห่งชาติเยอรมนีทั้งก่อนและหลังจะมาเป็นบุนเดสลีกามาแล้ว 23 สมัย รวมทั้งยังเป็นแชมป์บอลถ้วย หรือแชมป์เดเอฟเบ โพคาล มาแล้ว 16 สมัย

                             สโมสรแห่งนี้ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1900 ด้วย 11 นักเตะที่นำโดย ฟรานซ์ จอห์น ก่อนที่บาเยิร์น จะประสบความสำเร็จคว้าแชมป์แห่งชาติเยอรมนีครั้งแรกเมื่อปี 1932 แต่การก้าวขึ้นมาเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีจริงๆ แล้วเกิดขึ้นในยุค 1970 ภายใต้การนำทัพของ 2 กุนซืออย่าง "เสือยิ้มยาก" อูโด ลัทเทค และปรมจารย์ลูกหนังอย่าง เดทมาร์ คราเมอร์ รวมทั้งมีกัปตันทีมที่ชื่อ ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ ซึ่งในยุคนั้น บาเยิร์น ซิวแชมป์ยุโรปในชื่อที่ว่ายูโรเปี้ยน คัพ มา 3 สมัยรวดในช่วงปี 1974-76

                             โดยรวมแล้ว บาเยิร์น เข้าถึงนัดชิงแชมป์เลิศทั้งในชื่อยูโรเปี้ยน คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาแล้วถึง 10 ครั้ง ก่อนจะเพิ่งมาคว้าแชมป์สมัยที่ 5 เอาในปีนี้ เป็นการรวบเอาทั้ง 3 แชมป์ที่ลงแข่งขั้นทั้งบุนเดสลีกา และเดเอฟเบ โพคาล

                             ขณะที่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเยอรมนี ที่มีการตั้งลีกในชื่อของบุนเดสลีกานั้น บาเยิร์น ครองแชมป์ไป 22 สมัย และเป็นการครองแชมป์ได้ 5 ครั้งในช่วง 10 ปีหลังที่มี "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แรงขึ้นมา ดังนั้น ดอร์ทมุนด์ จึงกลายเป็นทีมคู่รักคู่แค้นในการแย่งความสำเร็จอย่างแท้จริง ส่วนพวกคู่แข่งร่วมเมืองที่ต้องฟาดฟันกันเป็นประจำคือ 1860 มิวนิค และเนิร์นแบร์ก ที่ไม่ว่าในแต่ละเกมทั้งสองทีมจะห่างชั้นกันอย่างไร ก็ต้องใส่กันยิ่งกว่า 100 เปอร์เซ็นต์เสมอมา

                             ขณะที่เรื่องสังเวียนแข้งมีสนามเป็นของตัวเองครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 1901 ภายใต้ชื่อสนามที่ว่าชวาบริง และเมื่อถึงปี 1925 เป็นปีแรกที่ไปใช้สนามร่วมกับ 1860 มิวนิค ที่กรุนวัลเดอร์ สตาดิโอน ที่สนามแห่งนี้ บาเยิร์น เคยสร้างสถิติแฟนบอลในเกมกับ เนิร์นแบร์ก ในฤดูกาล 1961-62 โดยมีผู้ชมมากกว่า 50,000 คนในเกมดังกล่าว จนกระทั่งเยอรมนี และเมืองมิวนิคเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนเมื่อปี 1972 บาเยิร์น ได้ย้ายมาใช้สนามโอลิมปิก สตาดิโอน ที่มีความจุถึง 79,000 ที่นั่ง

                             สนามแห่งนี้ยังใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปี 1974 แต่ในปีต่อๆ มามีการเพิ่มขนาดที่นั่ง ทำให้ความจุสนามลดลงเหลือ 63,000 ที่นั่งในเกมระดับชาติ และในเกมระดับนานาชาติไม่ว่าจะเป็นเกมทีมชาติ หรือว่ายูโรเปี้ยนคัพ ซึ่งบาเยิร์น ใช้สนามแห่งนี้มาถึง 33 ปี

                             ช่วงปลายปี 2000 เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องสังเวียนแข้งกันอีกครั้งเมื่อทั้ง บาเยิร์น และ 1860 มิวนิค ได้มีการหารือกับสภาเมืองแห่งแคว้นบาวาเรียว่าจะมีการร่วมกันสร้างสนามแห่งใหม่ เนื่องจากเยอรมนีกำลังจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2006 และ โอลิมปิก สเตเดี้ยม ดูจะเก่าเกินไปสำหรับฟีฟ่ายุคนี้ จึงมีการสร้างสนามอัลลิอานซ์ อารีนา ขึ้นมาทางตอนเหนือของมิวนิค และบาเยิร์น ก็เริ่มใช้ในฤดูกาล 2005-06 เป็นสนามที่มีที่นั่งเต็มรูปแบบจุผู้ชมได้ 66,000 ที่นั่ง และสามารถเพิ่มที่นั่งในเกมระดับชาติได้ถึง 69,901 ที่นั่ง ก่อนจะมีการเพิ่มที่นั่งที่ชั้นบนอีกเดือนสิงหาคมปี 2012 ทำให้ปัจจุบันมีความจุ 71,000 ที่นั่ง และในเดือนพฤษภาคมปี 2012 บาเยิร์น มีการสร้างพิพิธภันฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของทีมภายในสนามแห่งนี้เช่นกัน

                             เรื่องสีประจำทีม บาเยิร์น เริ่มใช้สีขาวและน้ำเงินมาก่อน และสวมเสื้อขาวกางเกงดำมาจนถึงปี 1905 ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้กางเกงสีแดง จนกระทั่งฤดูกาล 1968-69 ปรับมาใช้เสื้อขลิบน้ำเงินแดง กางเกง และถุงเท้าสีน้ำเงิน ซึ่งกลับมาย้อนยุคใช้อีกครั้งเมื่อปี 1995, 1997 และ 2000 แต่สีที่เป็นที่รู้จักกันมานานคือ สีแดง-ขาว และยังยึดธงสีน้ำเงินของแคว้นบาวาเรีย

                             ปัจจุบัน บาเยิร์น เป็นสโมสรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี และเป็นสโมสรฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่า 368.4 ล้านยูโรเมื่อปีที่แล้ว พร้อมด้วยสมาชิกถึง 223,985 คนทำให้บาเยิร์น เป็นสโมสรกีฬาที่มีสมาชิกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ "เหยี่ยวลิสบอน" เบนฟิกา ในโปรตุเกส ซึ่งสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ยังมีกีฬาอื่นๆ นอกจากฟุตบอลอีกไม่ว่าจะเป็นหมากรุก แฮนด์บอล บาสเกตบอล ยิมนาสติก โบวลิ่ง ปิงปอง

                             จากความสำเร็จที่มีมาในปีนี้ 4 ถ้วย บาเยิร์น กำลังลุ้นถ้วยที่ 5 ในการชิงแชมป์สโมสรโลกที่โมร็อกโก ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะเป็นการคว้าแชมป์ถ้วยนี้เป็นครั้งแรกของสโมสรทันที ที่ก่อนหน้านี้เคยได้แชมป์อินเตอร์ คอนติเนนตัล ในรูปแบบเก่ามาแล้ว 2 ครั้ง

                             หากจะให้ดี บาเยิร์น มิวนิค ต้องคว้าแชมป์ถ้วยที่ 5 มาครองเพื่อความยิ่งใหญ่ของการเป็นสโมสรแห่งปี 2013 อย่างแท้จริง