ข่าว

'ขันหมาก'ที่มากกว่าคำว่ารัก

'ขันหมาก'ที่มากกว่าคำว่ารัก

19 ธ.ค. 2556

'ขันหมาก'ที่มากกว่าคำว่ารัก : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-เจษปัน มาลาคุ้ม / เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

               เสียงโทรศัพท์ที่ดังกลางดึกคืนหนึ่งเมื่อสองปีเศษที่ผ่านมา ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของแม่ม่ายลูกสองอย่าง เลิศกรกาญจน์ "ปู" ปัจจุบันใช้นามสกุล "ฮ่านเซ่น" สาวร้านเสริมสวยและนวดสปาใน ต.โนนสูง จ.อุดรธานี ขณะกำลังจะเข้านอน แปลกใจระคนหงุดหงิดที่มีคนโทรศัพท์มากลางดึก เมื่อรับสายสอบถามจึงรู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่พบกันนานนับสิบปี หลังเรียนจบต่างแยกย้ายกันไป ความตื่นเต้นดีใจทำให้คืนนั้นคุยกันยาวให้หายคิดถึง

               เรื่องราวของ "ปู" ถ่ายทอดบอกเล่าให้เพื่อนฟังถึงความล้มเหลวของชีวิตแต่งงานกับแฟนหนุ่มชาวไทย อยู่กินกันเกือบ 10 ปี แต่กลับต้องแยกจากกันด้วยเหตุทะเลาะกันในเรื่องเรื้อรังบางอย่างที่นับวันกลับเขม็งเกลียวขึ้น ขณะที่ความอดทนกลับน้อยลง คงเหลือเพียงลูกสาว 2 คน ที่ "ปู" ได้รับเป็นมรดกความรักเท่านั้น เธอทุ่มทุกอย่างทั้งหัวใจและแรงกายเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อยทั้งสองคนอย่างดีที่สุด

                นับจากนั้นเพื่อนรักทั้งสองได้ติดต่อพูดคุยกันบ่อยขึ้น เพื่อนได้พา "จอนนี่ ฮ่านเซ่น" วิศวกรเครื่องกล บริษัทแห่งหนึ่งในประเทศนอร์เวย์ที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยแนะนำให้รู้จักกัน เขาดูเป็นฝรั่งใจดี หน้าตาเป็นมิตร "ปู" จึงรู้สึกถูกชะตา เริ่มแรกคุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ใช้ภาษามือช่วยในการสื่อสาร ไม่เข้าใจก็ส่งยิ้มแทน พอรู้จักคบหานานจากวันเป็นเดือน "ปู" รับรู้ได้ว่า สายตาของจอนนี่ที่ส่งเริ่มมีประกายแปร่งๆ บางครั้งแอบจ้องมองจนฝ่ายสาวขวยเขิน จึงตัดสินใจเอ่ยปากถามเพื่อจะได้ไม่ค้างคาใจ

               "ผมแอบชอบคุณตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่กล้าบอก และอยากจะศึกษานิสัยใจคอก่อน" เป็นคำตอบของจอนนี่ ซึ่ง "ปู" ได้ยินถึงกับตัวชา สับสนระคนตกใจกับดีใจ แต่สิ่งที่แวบเข้ามาในความคิดขณะนั้นคือ กลัวฝรั่งหลอกไปขายตัวต่างประเทศ แม้จะรู้สึกแอบชอบเขาอยู่บ้าง คำตอบตอนนั้นทำได้เพียงนิ่ง และบอกขอคบหากันไปเรื่อยๆ ก่อน

                ถึงเวลากลับประเทศ จอนนี่ขอเวลา 3 เดือนจะกลับมาใหม่ แต่ไม่รับปากว่าจะมีข่าวดีหรือไม่ เพราะจะไปแจ้งครอบครัวว่า กำลังจะคบหาดูใจกับสาวไทยอย่างจริงจัง ต้องฟังความคิดเห็นของคนในบ้านด้วย ซึ่งฝ่ายหญิงก็ต้องแจ้งครอบครัวเช่นกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับและเห็นดีเห็นงามกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ เมื่อทุกคนไฟเขียว ทั้งสองตกลงใจจะเรียนรู้กันและกันให้มากที่สุดก่อนแต่งงาน อยากให้ความรักครั้งนี้ยั่งยืนที่สุด

               คบหากันนานกว่า 2 ปี จอนนี่ไปมาระหว่างนอร์เวย์กับประเทศไทย วันหนึ่งได้เอ่ยปากว่า "การกลับไปพบกันครั้งนี้จะมีเรื่องที่ทำให้เธอต้องร้องไห้"

                จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ ปล่อยคำพูดให้เป็นปริศนากับฝ่ายหญิง แม้จะเฝ้าเพียรถามคำตอบผ่านการพูดคุยทางแชท เขาก็ไม่ยอมเปิดปาก ย้ำคำเดียวว่า "ความลับ"

               แล้ววันหนึ่ง จอนนี่พาครอบครัวจากนอร์เวย์มาหาปูที่บ้านใน จ.อุดรธานี โดยไม่บอกล่วงหน้า สร้างความตกใจระคนแปลกใจให้เธออย่างมาก และที่ตะลึงกว่านั้น เมื่อพบว่า การมาครั้งนี้จอนนี่ยกขบวนขันหมากที่มีแต่ชาวต่างชาติล้วนๆ มาสู่ขอ ที่สำคัญเป็นการยกขันหมากและกระทำพิธีการตามแบบประเพณีไทยอย่างถูกต้อง และนี่ทำให้ "ปู" ต้องหลั่งน้ำตาอย่างที่จอนนี่เคยบอกไว้ เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตัน หยดน้ำแห่งความสุขไหลอาบแก้ม ทำให้เธอโผเข้ากอดคนรักไว้อย่างหัวใจพองโต มีความสุขที่สุดในชีวิต

                "จอนนี่" บอกว่า ตลอดเวลาที่คบกันนานหลายปี พยายามค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับพิธีแต่งงานของไทยว่า ต้องมีพิธีอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรบ้าง ใช้เวลาศึกษาผ่านทางเว็บไซต์ประมาณ 2 ปี ถึงเข้าใจพิธีการทั้งหมด ได้หาทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วยกขบวนมาสู่ขอโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

                "เมื่อเรามีรัก ก็อยากทำอะไรให้ความรักของเราน่าประทับใจที่สุด เพื่อที่จะได้เป็นเกียรติกับคนที่เรารักด้วย"

                พิธีแต่งงานแบบไทย สร้างความประทับใจให้แก่จอนนี่และญาติๆ อย่างมาก เป็นพิธีกรรมที่เรียบง่ายแต่อบอุ่น ด้ายมงคลบนศีรษะของบ่าวสาวเชื่อมโยงหากัน ผู้เฒ่าผู้แก่มาผูกข้อมือ เอ่ยปากให้ศีลให้พร ทำให้จอนนี่ต้องพยายามกลั้นมิให้น้ำตาแห่งความยินดีไหลออกมา แม้แต่เสื้อผ้าไหมที่สวมใส่ในชุดเจ้าบ่าวก็ดูนุ่มเนียนสวยสง่า รับรู้ได้ว่า หัวใจเขาเชื่อมต่อกับความเป็นไทยไปแล้ว

                นับจากนั้นครอบครัวของ "ปู" กลับมาเติมเต็มอีกครั้ง ลูกสาวและพ่อฝรั่งเข้ากันได้ดี เป็นครอบครัวที่ครบหน้ากันอย่างเช่นครอบครัวอื่นๆ ทั้งหมดย้ายไปปักหลักใช้ชีวิตที่ประเทศนอร์เวย์ โดยใช้เวลาช่วงหน้าร้อนเดินทางกลับประเทศไทยปีละครั้ง เพื่อมาเยี่ยมครอบครัวที่อยู่เมืองไทย

                "ยังไงเราก็ยังรักและอยากอยู่ประเทศไทย แต่ในภาระหน้าที่ก็ต้องออกเดินทางเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเสียก่อน ในอนาคตเราทั้งครอบครัวอาจจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย เพราะไม่มีที่ไหนในโลกนี้จะน่าอยู่เหมือนบ้านเรา กลับมาอยู่อย่างพอเพียง พักผ่อนกับบ้านชนบท ทำสวนทำไร่เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว"

 

.......................

('ขันหมาก'ที่มากกว่าคำว่ารัก : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-เจษปัน มาลาคุ้ม / เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน)