ข่าว

'มาร์ค'ร่วมวงถก!7องค์กรภาคธุรกิจ

'มาร์ค'ร่วมวงถก!7องค์กรภาคธุรกิจ

18 ธ.ค. 2556

'มาร์ค'โพสต์เฟซบุ๊กร่วมวงวาระการสานเสวนาทางการเมือง ถก'7องค์กรภาคธุรกิจ' ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล-กกต.ถกเลื่อนเลือกตั้งเหตุปชช.ไม่ยอมรับ

               18 ธ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Abhisit Vejjajiva " โดยระบุว่า "ร่วมวาระการสานเสวนาทางการเมือง กับคณะผู้แทน 7 องค์กรภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน (จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ) ที่โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น (18 ธ.ค.56)"

ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล-กกต.ถกเลื่อนเลือกตั้งเหตุปชช.ไม่ยอมรับ


               ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เข้าร่วมการเสวนาทางการเมืองในภาวะวิกฤต เพื่อหาทางออกประเทศ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งว่าต้นตออยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคู่ขัดแย้งกับกฎหมายไทย จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำทุกอย่างเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิด ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มีการออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าทั้งการออกกฎหมายนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญปมที่มาส.ว.เพื่อตอบแทนสมาชิกวุฒิสภาชุดปปัจุบันให้มาเป็นพวกสนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรมและ พ.ร.บ.เงินกู้สองล้านล้าน เมื่อเกิดปัญหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีการปลอมเอกสาร กระทบดุลอำนาจในรัฐธรรมนูญ ทุจริตในการลงคะแนน ขณะที่รัฐบาลกลับบอกว่าไม่ยอมรับอำนาจศาล เป็นการต่อสู้ของกลุ่มบุคคลที่ไม่ยอมรับกฎหมาย จนเกิดการชุมนุมต่อต้านโดยที่รัฐบาลก็ไม่แสดงความรับผิดชอบ แต่พอถูกต้านมาก ๆ ก็ให้สมาชิกวุฒิสภายับยั้งแต่ก็ไม่จบเพราะปล้นบ้านลักของพอถูกจับได้แล้วบอกคืนของแล้วไม่ต้องมายุ่งกับคนขโมยเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับการไม่ยอมรับอำนาจศาลพอถูกต้านแรงขึ้นจึงมีกระบวนการไปขอคืนร่างดังกล่าวจากที่มีทูลเกล้าฯขึ้นไป ทำให้ปัญหาลุกลามมากยิ่งขึ้น


               นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า มีหลายองค์กรติดต่อสอบถามว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ตนตอบสองประโยคคือ ยุบสภาให้เร็วที่สุดเพราะไม่มีเวลาแล้ว แต่พอเวลาผ่านไปยุบสภาจะไม่ใช่ทางออก เพราะวันที่นายกยุบสภาไม่ใช่เพราะรับผิดชอบแต่จำนนต่อสถานการณ์จึงมาเจอกับปัญหาในวันนี้ คำตอบง่าย ๆ คือ การปฏิรูปประเทศหาคนค้านยากเพราะเป็นข้อเรียกร้องในสังคมอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ความเชื่อถือของประชาชนต่อพรรคการเมืองในการปฏิรูปประเทศมีหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอที่สังคมเรียกร้อง เช่น กฎหมายทุจริตไม่มีอายุความก็เสนอในสภาแล้ว กฎหมายกระจายอำนาจก็ทำเสร็จแล้ว จึงยืนยันได้ว่าพวกตนพร้อมทำ แต่วันนี้ประชาชนก็ยังไม่เชื่อมีความหวาดระแวงเพราะไม่แยกแยะนักการเมืองแล้ว เหมารวมว่านักการเมืองคือกลุ่มเดียวกันที่ทำให้ชาติวุ่นวาย ดังนั้นการปฏิรูปประเทศเรามีองค์ความรู้ แต่ขาดเจตนารมณ์ทางการเมืองของบางส่วน และความชอบธรรมของคนที่มีเจตนารมณ์ ตนยังนึกไม่ออกว่าใครจะมีครบถ้วน ตนยืินยันว่ามีเจตนารมณ์แต่ความเชื่อถือของตนและพรรคประชาธิปัตย์มีไม่พอที่จะให้สังคมมอบให้ไปทำ แต่ถ้าออกจากระบบไปก็จะไม่ได้รับการยอมรับจึงต้องหาทางให้ตรงนี้มาบรรจบกัน

               ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นั้นเป็นเพราะสังคมไม่เชื่อว่า คนที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งจะมีความชอบธรรมและเจตนารมณ์ที่จะปฏิรูปประเทศ จึงเกิดคำถามกับการเลือกตั้งและกลายเป็นประเด็นที่สังคมถูกตั้งคำถามว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง โดยไม่มองว่าเลือกตั้งจะปฏิรูปได้หรือไม่ ตนมองว่าการเลือกตั้งวันนี้จะเลือกวันที่ 2 ก.พ.ไม่มีใครมองว่าจะราบรื่น เพราะมีคำถามว่าจะไม่สามารถตอบโจทย์ปฏิรูปสิ่งที่น่ากลัวคือถ้าเกิดความลุกลามบานปลาย รุนแรง การเลือกตั้งจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ตนคิดว่าทุกคนยอมรับการเลือกตั้งแต่เห็นต่างว่าจะเลือกวันไหนเท่านั้น อย่าตั้งโจทย์เฉพาะแค่จะเลือกตั้งหรือปฏิรูปจะไม่มีีคำตอบเพราะจะแตกต่างในเรื่องกระบวนการคิด จึงโยงมาเรื่องรักษาการเพราะมีวิกฤตความน่าเชื่อถือ ซึ่งโทษใครไม่ได้ ปมที่ถูกผูกขึ้นมารัฐบาลทำเองทั้งนั้น นายกตั้งสภาปฏิรูปมาแล้วแต่ยังเดินหน้านิรโทษกรรมในขณะที่ตนทำจดหมายถึงนายกว่าจะร่วมปฏิรูปแต่ต้องเลิกทำกฎหมายนิรโทษกรรม สุดท้ายนายกก็ไม่ให้คำตอบ ดังนั้นไม่ว่าวันนี้จะมีการลงสัตยาบัณก็จะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะมีความพยายามที่จะเอาชนะระบบกฎหมายนำไปสู่การนิรโทษกรรมตลอดเวลา การรักษาการต่อไปทั้งที่ขาดความน่าเชื่อถือเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ยอมรับการเลือกตั้ง

               ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการพาดพิงมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าพรรคไม่ลงสมัครจะทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบธรรม ก็เพื่อให้คนคิดว่าประชาธิปัตย์ลงจะทำให้การเลือกตั้งชอบธรรม จึงขอยืนยันว่าการเลือกตั้งชอบธรรมไม่ได้อยู่ที่ประชาธิปัตย์บอยคอตหรือไม่ แต่อยู่ที่ประชาชนบอยคอตหรือไม่ หากประชาชนไปเลือกตั้งไม่มีประชาธิปัตย์การเลือกตั้งก็ชอบธรรม แต่ถ้าพรรคลงสมัครคนไม่ไปลงคะแนนหรือมีการโนโหวตจำนวนมาก การเลือกตั้งก็ไม่ชอบธรรม ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่เราต้องการคือ ต้องการปฏิรูปประเทศ รักษาประบอบประชาธิปไตย ปราศจากความรุนแรง ดังนั้นต้องถามว่าใครจะมีอำนาจในการเริ่มต้นที่จะแก้ไขปัญหา ถ้าบอกว่า 1 เป้าหมายคือปฏิรูปก็ต้องบอกว่าจะทำอะไรและอะไรคืออุปสรรค โดยชัดเจนว่า รัฐบาลยังรักษาการและยืนยันว่าจะต้องเลือกตั้ง 2 ก.พ. ซึ่งไม่ใช่คำตอบ คนที่จะแก้ได้คือรัฐบาลกับ กกต. อยากให้การเลือกตั้งชอบธรรมก็มีหน้าที่ให้ประชาชนเชื่อว่าการเลือกตั้งและการปฏิรูปไปด้วยกันได้และมีความชอบธรรม แต่รัฐบาลกลับเอาความรู้ทางกฎหมายมาปกป้องตัวเอง ไม่กำหนดเป้าหมายเพื่อนำความรู้มาแก้ปัญหา โดยตั้งธงว่าทำอะไรไม่ได้ซึ่งก็จะทำให้ปฏิรูปประเทศไม่ได้ เลือกตั้งไม่ได้ และอาจทำให้เกิดความรุนแรงด้วย แต่น่าเสียดายที่การลาออกจากรักษาการก็ถูกคำสั่งไม่ให้ทำ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นนายจาตุรนต์ หรือนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การจะแก้ปัญหาต้องอยู่ที่คนมีอำนาจตระหนักว่าสามารถคลายวิกฤตได้ จึงต้องให้รัฐบาลกับ กกต.ร่วมกันแก้วิกฤต ถ้าไม่ทำแนวนี้ก็จะทำให้ต้องออกนอกระบบ จึงแนะนำให้พบกับรัฐบาลและกกต.เพื่อให้กำหนดแนวทางในการหาทางออก โดยรัฐบาลสละอำนาจในการรักษาการและต้องรีบทำก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องของความจำนน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสายเกินไปหรือไม่ เพราะหากไปทำเมื่อจำนนแล้วมันจะไม่มีคุณค่าก็จะถูกปฏิเสธ สถานการณ์จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ จึงอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริงว่าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเองไม่ได้แต่ต้องขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ สังคมไทยจึงต้องเผชิญหน้ากับความจริงและแก้ปัญหาให้ตรงจุด แต่ถ้าไม่ยอมรับความจริงก็จะต้องเสวนากันอีกหลายปีจนกว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะหายตัวไปจากโลกนี้ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณจะเอาชนะกฎหมายไทยได้

               “ถ้าถามว่าวันนี้เลือกตั้งได้หรือไม่ ก็ต้องถามว่าใครรับผิดชอบรักษาการ คนนั้นก็มีหน้าที่พิจารณา แต่ที่เขาไม่ให้เลื่อนการเลือกตั้งตามใจชอบเพราะกลัวความได้เปรียบเสียเปรียบ เนื่องจากอาจมีการใช้วิธีสร้างปัญหาเพื่อเลื่อนเลือกตั้งให้ตัวเองได้เปรียบ จึงต้องใช้หลักยุติธรรมมาจับ ถ้าทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยก็จะไม่มีใครเสีียหาย การเลื่อนการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นได้ จึงควรต้องไปถามทุกพรรคการเมืองหากเห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดความรุนแรง หากทุกพรรคบอกต้องการเห็นความสงบของบ้านเมืองก็เลื่อนการเลือกตั้งได้ จึงต้องเอาประโยชน์ประเทศเป็นตัวตั้งและเรียกร้อง ต้องถามพรรคเพื่อไทยตรง ๆไป ว่าเขาอยากทำหรือไม่ เช่น ถ้าอยากเลื่อนเลือกตั้งเพราะเลือกตั้งแล้วไม่สงบ ถ้าพรรคการเมืองยินยอมก็ไม่มีใครเสียหาย แล้วมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้สังคมสงบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังยกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลเคยบอกไม่สามารถนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทูลเกล้าฯไปแล้วแต่วันนี้ก็นำกลับมาแล้ว จึงเห็นว่าต้องนำกฎหมายมารับใช้ในการแก้ปัญหา และอยากให้จับตา นปช.ที่มีการเคลื่อนไหวในขณะนี้ด้วย เพราะจะมีเหตุผลในการเคลื่อนไหวมากที่สุดเมื่อมีการเดินออกนอกรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจะมองเฉพาะคู่ขัดแย้งไม่ได้ เพราะยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจออกมาต่อต้านจะทำอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องคิด ผมยืนยันว่าคู่ขัดแย้งสำหรับผมคือ พ.ต.ท.ทักษิณกับกฎหมายไทย พรรคเพื่อไทยต้องแสดงให้เห็นว่าคุณอยู่ข้างกฎหมายไทย ไม่ยอมให้ใครคนใดคนหนึ่งอยู่เหนือกฎหมายไทย ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย หนึ่งใน 7 องค์กรธุรกิจ กล่าวในนามส่วนตัวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นเรื่องบ้านเมือง แต่ก็มีความอ่อนไหวในการสร้างสมดุลให้คนเชื่อว่าเป็นกลาง ตนได้ไปพบทั้งฝ่ายรัฐบาลและ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขา กปปส. รวมถึงนักวิชาการ ทุกคนก็อยากให้พวกตนเห็นด้วย แต่เราต้องสงวนท่าทีแต่ถึงเวลาจะต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนแน่นอน อย่างไรก็ตามไม่ขอเป็นคนกลางเพราะไม่มีบารมีมากพอที่จะเรียกคู่ขัดแย้งมา แต่เราตั้งเวทีกลางเพราะมุ่งที่ประชาชนไม่ได้มุ่งที่คู่ขัดแย้ง ทั้งนี้คิดว่าความขัดแย้งจะยุติได้ไม่ใด้อยู่ที่คู่ขัดแย้งแต่อยู่้ที่กองเชียร์สองข้าง หากทำให้เข้าใจว่าประโยชน์ของชาติอยู่ไหน ก็จะเป็นหัวใจสำคัญซึ่งตนพยายามจะทำ และในขณะนี้อุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้นจากการที่จะมีการรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.ซึ่งตนก็เชื่อว่าครั้งนี้อาจจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นไม่เหมือนที่ผ่านมาเป็นการขู่กันเท่านั้น เพระในขณะนี้ทางตันไม่มีทางออกจึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งมีกระแสสองอย่างคือ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งกับการปฏิรูปประเทศ แต่กระแสเลือกตั้งถูกชูให้ใหญ่กว่าปฏิรูปประเทศทำให้เกิดปัญหา

               “การเลือกตั้งประโยชน์ที่จะได้เกิดกับนักการเมืองและกลุ่มทุนมากกว่า แต่กระแสปฏิรูปถ้าเกิดได้จะเกิดกับประชาชนและประเทศชาติมากกว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง แต่ต้องให้น้ำหนัก ถามผมก็คิดว่าให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป จึงขอจุดประเด็นในเรื่องการปฏิรูปมากกว่า นายอภิสิทธิ์ พูดถูกว่า สัตยาบัณไม่มีความน่าเชื่อถือ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านเพื่อแสดงความไม่ยอมรับ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเมื่อประชาชนไม่ไว้ใจจะทำอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าอีกสองสามวันจะมีคนเสนอทางออก แต่ขณะนี้กลายเป็นว่านักกฎหมายมาตัดสินประเทศ แต่ถ้าเป็นเอกชนจะเอากฎหมายไว้ก่อน ดูว่าอะไรเป็นประโยชน์แล้วค่อยมาถามนักกฎหมาย ซึ่งทำได้หมดถ้าตกลงกันได้” นายวิชัย กล่าว

 

 

บี้"ปู"ลาออกแก้วิกฤติประเทศ-แนะคุยปธ.กกต.หาช่องเลื่อนเลือกตั้ง

 

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤติประเทศว่า ต้องเริ่มต้นจากผู้ที่มีอำนาจ คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรหารือกันเพื่อพิจารณาว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ตามที่กำหนดไว้นั้น จะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นหรือไม่ เพราะในวันนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อถือกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งมีเหตุผลมาจากผู้ใช้อำนาจ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีควรจะสละอำนาจเพื่อคลายความคลางแคลงใจของประชาชน และต้องตัดสินใจโดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไปเหมือนกับการตัดสินใจยุบสภาที่ต้องตัดสินใจ เพราะยอมจำนน ซึ่งตนเห็นว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ รัฐบาลจึงไม่ควรอ้างกฎหมายแล้วยืนกรานที่จะต้องเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 เท่านั้น เพราะมีวิธีการที่จะใช้กฎหมายมาแก้ปัญหาได้ อย่าใช้กฎหมายมาปกป้องตัวเอง โดยพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ แต่วันนี้ที่เป็นอุปสรรคอยู่คือ ผู้ที่มีอำนาจ ไม่ยอมแก้ปัญหา

                ทั้งนี้ หากนายกฯและประธานกกต.เห็นตรงกันว่า การเลือกตั้งในวันที่  2 ก.พ.57 แก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไปดูกฎหมายว่าจะทำอย่างไรเกิดประโยชน์ต่อชาติ โดยส่วนตัวเห็นว่า บรรยากาศในขณะนี้ไม่ปกติ ไม่เหมาะสมที่จะมีการเลือกตั้ง และความไม่ชอบธรรมของการเลือกตั้งไม่ได้อยู่ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ แต่อยู่ที่ประชาชนจะบอยคอตการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้จะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค

                 “ผมไม่อยากให้รัฐบาลตั้งธงว่า จะต้องเลือกตั้งให้ได้ในวันที่ 2 ก.พ.57 หรือว่าหากไม่เลือกตั้งวันนั้นจะทำให้ไม่ชนะ เพราะวันนี้ปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่แค่เรื่องของกระบวนการเลือกตั้ง แต่ประชาชนมีความต้องการมากไปกว่านั้น จึงอยากให้หาวิธีการแก้ปัญหาภายในระบบให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าจำเป็นก็ขอให้ใกล้เคียงอยู่ในระบบมากที่สุด บนพื้นฐานของการยึดหลักปฏิรูปประเทศ โดยไม่หลุดกรอบประชาธิปไตย เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

                  นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงความเป็นห่วงกรณีที่ กปปส.นัดชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ว่า อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าได้ หากรัฐบาลยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว โดยเฉพาะนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ที่ออกมาระบุว่า กปปส.เตรียมล้อมไม่ให้มีการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในวันที่ 23 ธ.ค. พร้อมกับกล่าวหาล่วงหน้าว่า หากใครดำเนินการจะกลายเป็นกบฏ ยิ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ไม่ได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้เบาลง ทั้งนี้ ยังมั่นใจว่า การเคลื่อนไหวของกปปส.จะยึดหลักที่พูดมาโดยตลอดในเรื่องการต่อสู้อย่างสันติ จึงขอย้ำว่า นายกรัฐมนรีต้องเร่งตัดสินใจก่อนที่ปัญหาจะลุกลามมากไปกว่านี้ และอยากให้มีการยกระดับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนว่า สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้หลายด้าน โดยฝ่ายการเมืองต้องเปิดกว้าง และแสดงเจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่า พร้อมปฏิรูปประเทศ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเข้าใจผิดว่า การเคลื่อนไหวภาคประชาชนมีแค่การไปเลือกตั้งกับไปประท้วง

               
 

เห็นใจ"อลงกรณ์"อกหักพลาดรองหัวหน้าพรรค

 

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการที่นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุสาเหตุที่พลาดหวังจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพราะผลักดันการปฏิรูปพรรค ว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องนี้ แต่ตนเห็นใจนายอลงกรณ์ ซึ่งคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงระบบของพรรค เพราะความต้องการที่อยากปฏิรูปพรรคก็ได้ดำเนินการแล้ว โดยตนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับนายอลงกรณ์และยังเชื่อว่า นายอลงกรณ์ จะไม่ลาออกจากพรรค เนื่องจากเคยพูดมาโดยตลอดว่า รักพรรค ส่วนที่นายอลงกรณ์ เรียกร้องให้ตนเร่งตัดสินใจว่า จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้หรือไม่นั้น ถือว่าไม่ตรงกับสิ่งที่นายอลงกรณ์เคยพูดกับตน เพราะนายอลงกรณ์ เคยเสนอตนว่า การตัดสินใจเรื่องส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งให้เป็นเรื่องของที่ประชุมใหญ่